ณัฐวุฒิ ตั้งคำถามรอบด้าน จับตาบริหารเอสเอ็มอีแบงก์-ความเสี่ยง-คดีชดใช้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายผลการดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย พร้อมตั้งคำถามถึงกลยุทธ์การบริหารองค์กร การบริหารความเสี่ยงตามแนวทางคอสโซ การลดลงของจำนวนพนักงานแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น และกรณีคดีผิดสัญญาตราสารอนุพันธ์ที่ทำให้ต้องชดใช้กว่า 5,500 ล้านบาท เรียกร้องความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ รวมถึงการประชาสัมพันธ์มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างทั่วถึงภายใต้ผลกระทบของโควิด-19

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ท่าน ประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานกิจการประจำปีงบดุลและบัญชีกำไร ขาดทุนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับ ปีสิ้นสุดวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ที่ต้องขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปราย เพราะทราบดีว่าทางเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ได้เตรียมการในการที่จะตอบคำถาม และได้เคยเตรียมการที่จะมาชี้แจงในสภาแห่งนี้หลายครั้ง ซึ่งต้องขอบพระคุณครับ และวันนี้ ถือว่าจะได้เป็นเวทีที่ทำให้ท่านได้มีโอกาสแสดงถึงผลงาน ตลอดจนสิ่งที่เป็นความคาดหวัง ต่อพี่น้องประชาชนที่ทำอยู่ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อันจะเป็นประโยชน์ ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป ท่านประธานครับ ผมมีอยู่ทั้งหมด ๔ ประเด็นย่อย ๆ ที่อยากจะเรียนสอบถาม แล้วก็อยากจะได้ฟังจากผู้ชี้แจงว่า ท่านมีมุมมองหรือข้อมูลต่อสิ่งที่ ผมจะพูดต่อไปนี้อย่างไรบ้างครับ

ในประการที่ ๑ แน่นอนครับ เวลาที่เราพูดถึงทิศทางการดำเนินงาน ในปี ๒๕๖๔ และปีต่อ ๆ ไปของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) ท่านก็ได้ฉายภาพให้เห็น เช่น ในรายงานหน้าที่ ๒๘ ที่ท่านพูดว่านโยบายที่ท่านต้องดำเนินการนั้นเป็นไปตามนโยบาย ของรัฐบาล เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ เป็นไปตามนโยบาย ของหน่วยงานที่กำกับดูแลท่าน ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลังหรือกระทรวงอุตสาหกรรม ผมไม่ได้ติดใจแต่ประการใด แต่เมื่อลงมาดูรายละเอียดในโครงสร้างอัตรากำลังครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอัตรากำลังของธนาคารเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) นั้น เราพบว่า แม้จำนวนพนักงานประจำและสัญญาจ้างอาจจะไม่ได้มากไปกว่าเดิม ยกตัวอย่าง เปรียบเทียบเช่นในปี ๒๕๖๑ นั้น มีรวมอยู่ที่ ๒,๖๓๕ คน มาเป็น ๒,๖๕๙ คน และเหลือ ๒,๓๓๕ คน ในปี ๒๕๖๓ แต่เมื่อดูเรื่องค่าใช้จ่ายด้านพนักงานและลูกจ้าง ผมพบตัวเลข ที่น่าสนใจว่าข้อมูลค่าใช้จ่ายนั้นกลับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญนะครับ เช่นในปี ๒๕๖๑ อยู่ที่ ๑,๓๙๙ ล้านบาทเศษ ในปี ๒๕๖๒ อยู่ที่ ๑,๒๙๙ ล้านบาทเศษ แต่ในปี ๒๕๖๓ กลับพุ่งขึ้นไปที่ ๑,๔๖๖ ล้านบาทเศษ ผมก็ต้องถามท่านถึงยุทธศาสตร์ หรือวิธีการในการบริหารองค์กร ว่า ณ ขณะนี้เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) วางสถานะของ องค์กรของท่านอย่างไร วางสถานะของการมีพนักงานประจำอยู่ที่ประมาณเท่านี้ หรือกำลังลด หรือกำลังเพิ่มจำนวนพนักงานขององค์กร แต่ในขณะเดียวกัน เพราะเหตุใดเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานและลูกจ้างถึงมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นั่นเป็นประการที่หนึ่งครับ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ แน่นอนครับ เวลาที่เราพูดถึงการบริหารงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของธนาคารหรือภาควิสาหกิจ ตลอดจนภาคธุรกิจต่าง ๆ สิ่งที่เป็น ปัจจัยที่มีผลกระทบมากที่สุด ก็คือปัจจัยที่เรียกว่าปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ผมยกตัวอย่างเช่น ท่านพูดถึงการใช้เรื่องของ เดอะ คอมมิตตี ออฟ สปอนเซอริง ออร์แกไนเซชัน ออฟ เดอะ เทรดเวย์ คอมมิสชัน (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) หรือซีโอเอสโอ (COSO) ในแง่ของการบริหารปัจจัยความเสี่ยง แต่สถานการณ์ ๒ ปีที่ผ่านมาเป็นตัวตอบครับว่า เราไม่อาจวางใจต่อสถานการณ์ที่อาจจะ เกิดขึ้นได้ วันนี้จะมีไข้หวัดโควิด-๑๙ (COVID-19) วันหน้าอาจจะมีไข้หวัดนก วันหน้าอาจจะ มีสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติใด ๆ ต่าง ๆ ผมอยากจะให้ท่านได้ช่วยกรุณาสร้าง ความมั่นใจต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่า ณ ขณะนี้การวางแผนรองรับต่อปัจจัยความเสี่ยง ในเรื่องของผลกระทบต่อกิจการ ซึ่งแน่นอนครับ ท่านเป็นรัฐวิสาหกิจนั้น ท่านมองผลกระทบ และวางแผนป้องกันปัจจัยความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างไร นั่นเป็นประเด็นที่ ๒ ครับ

ประเด็นที่ ๓ ท่านประธานครับ เวลาที่เราพูดถึงเรื่องของค่าใช้จ่ายของ การดำเนินการหรืองบดุลต่าง ๆ เราก็จะดูว่ามันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการถูกฟ้องร้อง ใด ๆ ต่าง ๆ หรือไม่ ผมพบว่าในรายงานในหน้า ๒๐๓ มีคดีอยู่ ๒ รูปแบบด้วยกัน คดีรูปแบบที่ ๑ ก็คือคดีที่เอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) เป็นโจทก์ฟ้องต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ผมคงไม่ติดใจและคง ไม่ได้ถามว่าความคืบหน้านั้นจะเป็นอย่างไร แต่มีคดีที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งครับ ยื่นฟ้องท่านฐานผิดสัญญาตราสารอนุพันธ์ป้องกันความเสี่ยง ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ต่างประเทศ และท่านประธานทราบไหมครับว่า กรณีการถูกฟ้องคดีดังกล่าวนั้น ได้มีการชดใช้เงินตามคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑๖๕ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ ๕,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ผมไม่ทราบว่ามีชั้นความลับที่เรา ต้องระมัดระวังหรือไม่ ไม่ทราบว่ามีผลกระทบต่อประเด็นสถานะของธนาคาร ไม่ทราบว่า มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ อย่างไร ท่านอาจจะไม่ได้ตอบในเชิง รายละเอียดก็ได้ครับ แต่ท่านสร้างหลักประกันให้พวกเราหน่อยได้ไหมครับว่า กรณีความผิดพลาด ซึ่งท่านต้องประเมินอยู่แล้ว ท่านวิเคราะห์อยู่แล้วว่าผลกระทบที่นำไปสู่การผิดพลาดในการ ถูกฟ้องคดีนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด แล้วท่านสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ว่า การถูกฟ้องคดีที่นำไปสู่การต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย สิ้นสุดเมื่อ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ ถึง ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น จะไม่เกิดขึ้นต่อสถานการณ์ของเอสเอ็มอี แบงก์ (SME Bank) อีกในอนาคต นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ

ประเด็นที่ ๔ เป็นประการสุดท้ายครับ ท่านประธานครับ มันมีธุรกรรม อย่างหนึ่งที่เรียกว่า ธุรกรรมนโยบายรัฐ หรือพับบลิก เซอร์วิส แอคเคาน์ (Public Service Account) พีเอสเอ (PSA) ความหมายของคำว่า ธุรกรรมนโยบายรัฐ ก็คือธุรกรรมที่ต้อง ดำเนินการให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ตามประเด็นที่รัฐมอบเป็นนโยบาย มีรายละเอียดเยอะเลย ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ดำเนินการอย่างไร ผมเองไม่ติดใจ แล้วก็มีข้อมูลที่พูดถึงกรณี การให้ความช่วยเหลือเรื่องผลกระทบจากโรคระบาดไวรัสโคโรนา โควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งเมื่อถึงธันวาคม ปี ๒๕๖๓ และจนถึงมิถุนายน ปี ๒๕๖๔ นั้นอยู่ที่วงเงิน ๓,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ผมอยากให้ท่านประชาสัมพันธ์ครับ อยากให้ท่านบอกพี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มีกิจการอยู่ ทั่วประเทศวันนี้ว่า ขณะนี้เอสเอ็มอี (SMEs) มีแผนทั้งที่มีอยู่และกำลังจะวางแผนในการให้ ความช่วยเหลือพี่น้องวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นอย่างไร ที่พูดทั้งหมดนี้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และต้องขอบพระคุณและชื่นชมเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ท่านมาชี้แจงต่อที่ประชุมสภาในวันนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน