สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕

ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เสนอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางกีฬา โดยการร่วมมือกับองค์กร WADA และการแก้ไขกฎระเบียบภายในของการกีฬาแห่งประเทศไทย รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับหลักวาดา (WADA) ในปัจจุบัน และยืนยันว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับวาดา โคด (WADA Code) ทุกประการ

นายก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับมอบหมายจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ได้ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมประเด็นต่าง ๆ ที่ยังมีข้อสงสัยหรือว่า ข้อสังเกตต่าง ๆ จากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การกีฬาแห่งประเทศไทยภายใต้กำกับ ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไม่ได้ละเลยต่อปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การกีฬา แห่งประเทศไทยได้มีการทำงานร่วมกันกับวาดา (WADA) ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๖๓ แล้ว ในการ พยายามที่จะให้กฎ กติกา ระเบียบต่าง ๆ รวมถึงกฎหมายของประเทศไทยสอดคล้องกับ วาดา โคด (WADA Code) หรือว่ากฎบัตรของวาดา (WADA) อย่างที่เป็นที่ทราบว่า วาดา (WADA) คือองค์กรควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางกีฬา ซึ่งประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในสังคม กีฬาโลกจะต้องให้การยอมรับ สามารถที่จะมีสิทธิในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับ นานาชาติได้ ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ไปลงนามอนุสัญญาต่อต้านการใช้สารต้องห้าม ซึ่งก็เป็นที่มาในการที่เราจะต้องให้ความร่วมมือกับวาดา (WADA) ในการป้องกันการใช้ สารต้องห้าม วาดา (WADA) มีการกำหนดกฎเกณฑ์ของเขาให้ประเทศต่าง ๆ ได้ปฏิบัติตาม รวมถึงสหพันธ์กีฬานานาชาติที่เกี่ยวข้องด้วย การอัปเดต (Update) ต่าง ๆ หรือการแก้ไข ของวาดา (WADA) ก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในครั้งสุดท้ายที่มีการแก้ไขก็คือช่วงของปลาย ปี ๒๕๖๓ และกฎบัตรของวาดา (WADA) ได้ออกใช้บังคับเป็นกฎล่าสุด คือวันที่ ๑ มกราคม ปี ๒๕๖๔ หลังจากวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๔ การกีฬาแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการโดย ประสานกับวาดา (WADA) ในการที่จะแก้ไขกฎระเบียบภายในของการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งออกโดยสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้าม มีการพิจารณาว่ากฎบัตรของวาดา (WADA) กับกฎของการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือว่ากฎของสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้าม มีอะไร อย่างไรบ้างที่จะแก้ไข แล้วก็ได้ดำเนินการในการที่เร่งรัดในการออก ดีแคต รูล (DCAT rule) หรือว่าเป็นกฎของสำนักงานสารต้องห้ามทางกีฬาของการกีฬา แห่งประเทศไทย โดยกฎนั้นก็ได้มีการลงนามโดยท่านรัฐมนตรี ออกประกาศใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม หลังจากนั้นเราก็ได้ประสานกับวาดา (WADA) ว่ายังมีประเด็นอะไร อย่างไรบ้าง ที่เราจะต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนตามข้อกำหนด ตามกฎบัตรของวาดา (WADA) ได้มีการประชุมร่วมกัน และการกีฬาแห่งประเทศไทยเองก็ได้มีคณะทำงาน ในการที่จะพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบ ต่าง ๆ แล้วก็ได้ดำเนินการเรื่องของการอัปเดต (Update) เรื่องของการกำหนดชนิดของ สารต้องห้ามก็ได้มีการปฏิบัติตามที่วาดา (WADA) ได้ให้คำแนะนำหรือว่ากำหนดมา โดยตลอด จนกระทั่งวันที่ ๒๒ กรกฎาคม วาดา (WADA) ได้แจ้งมาว่าประเทศไทยยังมี ประเด็นนอกจากที่แก้ไขกฎระเบียบ หรือว่าดีแคต รูล (DCAT rule) ซึ่งเป็นกฎหมาย ระดับรอง แล้วยังมีประเด็นอยู่ประมาณ ๔-๕ ประเด็นในการที่การกีฬาแห่งประเทศไทย แล้วก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต้องไปดำเนินการ โดยที่เราได้ทราบประเด็นจริง ๆ ว่า เราจะต้องแก้ในประเด็นใดอย่างไรบ้าง ในวันที่ ๑๕ กันยายนที่มีการแจ้งอย่างเป็นทางการว่า จะต้องมีประเด็นอะไรที่แก้ไข ซึ่งการกีฬาแห่งประเทศไทยแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ ร่วมกันพิจารณาว่า ในประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้นเราไม่สามารถที่จะไปแก้โดยกฎหมาย ลำดับรองได้ ประเด็นหลัก ๆ ไม่ใช่เรื่องของการแยกออกมาเป็นองค์กรอิสระ แต่ประเด็น หลัก ๆ ผมจะกราบเรียนเพื่อให้ที่ประชุมได้เข้าใจตรงกัน

ประเด็นแรก คือเรื่องของนิยาม นิยามต่าง ๆ ในการที่เรากำหนดไว้ตั้งแต่ พ.ร.บ. ควบคุมการใช้สารต้องห้าม พ.ศ. ๒๕๕๕ นิยามต่าง ๆ ในชั้นการพิจารณาในครั้ง พ.ศ. ๒๕๕๕ เราจำเป็นที่จะต้องกำหนดนิยาม เพื่อความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นนิยามต่าง ๆ ตามวาดา โคด (WADA Code) หรือกฎบัตรของวาดา (WADA) ที่ออกมาเมื่อต้นปี ๒๕๖๔ มีหลายประการที่ยังไม่สอดคล้อง ผมยกตัวอย่างเช่น นิยามคำว่า การใช้สารต้องห้าม ซึ่ง พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๕๕ เรายังไม่ได้มอง ยังไม่ได้ครอบคลุมไปถึงวิธีการ ต้องห้ามบางประการ แม้ว่าจะไม่มีการฉีด หรือว่ามีการทา หรือมีการทานสารต้องห้าม เข้าไป แต่เขาถือว่าวิธีการบางอย่างเป็นวิธีการที่เป็นการไปเอาเปรียบนักกีฬาผู้อื่น เช่น เรื่องของการปั่นออกซิเจนเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ร่างกายนักกีฬามีความสามารถผิดปกติ กรณีแบบนี้ก็อยู่ในข่ายที่จะต้องควบคุม หรือว่าต้องห้ามในการใช้วิธีการเหล่านี้ด้วย คำนิยาม ของผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าปัจจุบันมีการกระทำผิดโยงใยไปถึงบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ใช่นักกีฬาด้วย อันนี้ก็เป็นประเด็นหลักในเรื่องของนิยามต่าง ๆ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องขอบเขตของการกระทำผิด ในหลักการออกกฎหมาย ของประเทศไทยที่เป็นมา กฎหมายที่มีผลในเรื่องของทั้งทางแพ่ง อาญา หรือทางปกครอง จำเป็นที่จะต้องมีการกำหนดลักษณะของการกระทำผิดไว้ใน พ.ร.บ. พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๕๕ ก็ได้มีการกำหนดลักษณะการกระทำความผิดไว้อย่างละเอียด ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกับ ลักษณะการกระทำความผิดต่าง ๆ ที่ได้เพิ่มเติมมาตามวาดา โคด (WADA Code) ฉบับใหม่ อันนี้ในพระราชกำหนดฉบับนี้ก็ได้แก้ไขโดยกำหนดว่า ลักษณะการกระทำความผิดต่าง ๆ ก็เป็นการให้อำนาจในเชิงนโยบายในการไปกำหนดรายละเอียด แต่จะต้องอยู่ภายใต้ ความสอดคล้องกับหลักสากล จะต้องสอดคล้องกับวาดา โคด (WADA Code) นั่นหมายความว่าผู้ที่มีอำนาจคณะกรรมการสารต้องห้าม ไม่สามารถที่จะไปใช้ดุลยพินิจ ออกกฎต่าง ๆ ได้ตามอำเภอใจแต่จะต้องนึกถึงและต้องสอดคล้องกับหลักสากลเท่านั้น

ประการที่ ๓ คือเรื่องของกระบวนการในการใช้สิทธิการอุทธรณ์นะครับ การที่จะต้องยอมรับกระบวนการในการตัดสินข้อพิพาท ผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ศาลกีฬาโลก ปัจจุบันมีการใช้กระบวนการนี้ แล้ววาดา (WADA) เองก็ใช้กระบวนการนี้ มาระงับข้อพิพาททางการกีฬา ใน พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๕๕ เรายังไม่มี อันนี้เป็นเรื่องใหม่ที่วาดา (WADA) ได้กำหนดมา ซึ่งเราทราบล่วงหน้าไม่กี่เดือนเท่านั้นเองนะครับ เรื่องของการตรวจ ท่านสมาชิกได้พูดกันในเรื่องของการเข้าไปตรวจเวลากลางวัน กลางคืน เราได้เคยแก้ปัญหา ด้วยการออกเป็นแบบหรือว่าเป็นบันทึกความยินยอมของนักกีฬา แล้วเราก็ได้ใช้แบบนี้ มาเป็นเวลาหลายปีในการที่เข้าไปตรวจ โดยที่ให้นักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันต้องยินยอมว่า เมื่อเข้าร่วมการแข่งขัน อาจจะถูกตรวจในเวลากลางคืนได้ ซึ่งวาดา (WADA) เคยยอมรับ ในกฎระเบียบแบบนี้ แต่ต่อมาไม่กี่เดือนนี้เองวาดา (WADA) ได้แจ้งมาทางการกีฬาแห่งประเทศไทยว่า ข้อนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องแก้ไข ข้อนี้วาดา (WADA) กังวลว่า แม้จะมีเรื่องของเรียกว่า คอนเซนต์ ฟอร์ม (Consent form) หรือว่าบันทึกความยินยอมแล้วก็ตาม แต่ว่าใน พ.ร.บ. เรายัง กำหนดในการเข้าไปตรวจได้เฉพาะในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราหารือกับวาดา (WADA) มาตลอดต่อเนื่อง เพราะว่าการแก้ไข กฎหมายฉบับนี้ต้องยอมรับว่า เรารับฟังความคิดเห็นของวาดา (WADA) ด้วย เราไม่ได้แก้เอง โดยที่เราคิดเอาเอง แต่ว่าการทำงานตอนกลางวัน ต้องกราบขอบพระคุณนะครับ ท่านคณะกรรมการกฤษฎีกาทุกท่านเลยที่กลางวัน ท่านกรุณาได้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ อย่างรวดเร็ว เป็นประจำอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง กลางคืนเราทำงานกับวาดา (WADA) เราเจรจา เราขอความเห็นเขาและในประเด็นนี้วาดา (WADA) ก็ได้พิจารณาแล้วว่า เรากำหนดเงื่อนไข ในการที่จะต้องมีเหตุอันควรสงสัยที่เรากำหนดเอาไว้ว่า ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยในการ กระทำผิด สามารถจะเข้าไปตรวจในเวลากลางคืนได้ ซึ่งวาดา (WADA) ยอมรับในเรื่องของ หลักการต่าง ๆ

ประการต่อไปก็คือ เรื่องของบทกำหนดโทษ ในโทษของเราในหลักการ กฎหมายที่มีโทษทางปกครองแบบนี้ก็ต้องมีความชัดเจน แต่กฎหมายของเรา เราก็ออกมา ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นกฎในเรื่องของบทกำหนดโทษต่าง ๆ ไม่สอดคล้องกับหลักวาดา (WADA) ในปัจจุบันอันนี้ก็ได้ปรับแก้ไป

ประเด็นสุดท้ายคือ เรื่องของความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ วาดา (WADA) ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีการแยกออกมาเป็นองค์กรอิสระ อันนี้เป็นความเข้าใจผิด ที่ต้องเรียนว่าในประเด็นนี้ในวาดา โคด (WADA Code) ถ้าท่านได้มีวาดา โคด (WADA Code) อยู่ก็จะได้เห็นว่าในการกำหนดนั้น เป็นการกำหนดเรื่องของความเป็นอิสระใน การบริหารจัดการการดำเนินการ เพราะฉะนั้นเราได้แก้ไขในประเด็นนี้ และได้มีการรองรับ ว่าการบริหารจัดการจะต้องมีความเป็นอิสระ รวมถึงเรื่องของนโยบายว่ากรอบนโยบาย ที่ฝ่ายการเมือง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือผู้ว่าการเองที่รับนโยบายมาจะไปออก กฎระเบียบต่าง ๆ ขัดกับหลักการของวาดา (WADA) ไม่ได้ อันนี้เป็นการรักษาความเป็น อิสระในการบริหารจัดการ ซึ่งประเด็นนี้ก็ได้หารือกับวาดา (WADA) เรียบร้อยแล้ว กล่าวโดย สรุปนะครับ ในทุกประเด็นที่มีการแก้ไขในพระราชกำหนดฉบับนี้ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้ประสานกับคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกฤษฎีกาทำงาน ร่วมกัน และประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรงของวาดา (WADA) เพราะฉะนั้น เรายืนยันได้ว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้สอดคล้องกับวาดา โคด (WADA Code) หรือว่า กฎบัตรของวาดา (WADA) ทุกประการ จะไม่เป็นปัญหาว่า เมื่อออกกฎหมายฉบับนี้ไปแล้ว ยังไม่สามารถที่จะไปปลดล็อกในเรื่องของการขึ้นลิสต์ (List) ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย มีหลายประเทศที่ถูกกำหนดอยู่ในรายการ หรือเขา เรียกว่าเป็น ลิสต์ ออฟ นอน-คอมพลายแอนต์ คันทรี (List of non-compliant country) หรือว่าเป็นประเทศกลุ่มที่ยังไม่ได้ปฏิบัติสอดคล้องกับวาดา โคด (WADA Code) ทั้งหมด เราได้ยืนยันกับทางฝ่ายกฎหมายของวาดา (WADA) แล้วว่าการแก้ไขของเรานี้สอดคล้อง เป็นไปตามหลักการของวาดา (WADA) ทุกประการแล้ว เพราะฉะนั้นวาดา (WADA) ได้ตอบ กลับมายังการกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๑๐ มกราคม กฎหมายของเราออกมา ใช้บังคับวันที่ ๓๑ ธันวาคม หลังจากนั้นเราแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วหารือกับทาง วาดา (WADA) วาดา (WADA) ได้รับการแจ้งจากเราไปวันที่ ๗ วันที่ ๑๐ วาดา (WADA) ตอบกลับมาครับ เหตุที่วาดา (WADA) ตอบกลับมาได้เร็ว เพราะเราประสานงานกัน ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ออกกฎหมายเสร็จแล้วเพิ่งจะไปถาม ไปขอปรึกษา เพราะฉะนั้น วาดา (WADA) ตอบกลับมาวันที่ ๑๐ ว่าสิ่งที่เราได้ดำเนินการไปวาดา (WADA) ยอมรับว่า เป็นการแก้ไขที่ถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว อันนี้ก็เป็นเหตุว่าทำไมเราต้องมีระยะเวลา ในการดำเนินการประมาณ ๓ เดือน เพราะไม่ใช่ว่าเราจะออกไปได้โดยที่เรานึกอะไรออกไป ทันที เราต้องมีการประสานงานกับวาดา (WADA) เพราะฉะนั้นการทำงานในห้วง ๓ เดือน ที่เรามีเวลาอยู่นี้ครับ เราได้ออกกฎหมายฉบับที่เป็นที่ยอมรับแล้ว และวาดา (WADA) เอง เตรียมที่จะเสนอเรื่องของการปลดล็อกประเทศไทย ซึ่งจะมีการประชุมในบอร์ด (Board) บริหาร หรือคณะกรรมการบริหารของวาดา (WADA) เอง อย่างช้าวันที่ ๒ กุมภาพันธ์

ในการปลดล็อก ผมขออนุญาตทบทวนนะครับว่าประเทศไทยโดนแบน (Ban) อยู่นะครับ หรือที่เราเรียกว่าโดนลงโทษ ๔ ประการ

ประการแรกคือ เรื่องของสิทธิของประเทศไทยในการเสนอ หรือว่าการ ให้ผู้แทนของประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกรรมการบริหารของสหพันธ์กีฬานานาชาติ อันนี้ จะพ้นกำหนดโทษเมื่อเราแก้ไขหรือเมื่อพ้นระยะเวลา ๑ ปี อันนี้เราไม่ได้รับผลกระทบ โดยตรง ณ ปัจจุบัน เพราะว่าผู้แทนของประเทศไทยที่เข้าไปนั่งอยู่ในกรรมการสหพันธ์ กีฬานานาชาติ โดยทั้งหมดเป็นคนที่มาในสถานะส่วนตัว หรือจากสมาคมกีฬานั้น ๆ ไม่ได้ เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยนะครับ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ประการที่ ๒ คือเรื่องของการรับสิทธิต่าง ๆ ของวาดา (WADA) เช่น ทุนการวิจัยจากวาดา (WADA) การเป็นกรรมการในชุดต่าง ๆ ของวาดา (WADA) อันนี้ก็มี กำหนด ๑ ปีเช่นเดียวกัน

ประการที่ ๓ ซึ่งเป็นประการสำคัญ และเป็นที่มาหลักในการที่จะนำเสนอ เป็นพระราชกำหนดก็คือ เรื่องของผลกระทบจากการที่เราไม่สามารถที่จะเสนอตัวเป็น เจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ หลังจากวันที่ ๗ ตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งตรงนี้จะมี ผลกระทบในเรื่องของการพัฒนากีฬา มีผลกระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งรายการที่เราได้ สิทธิมาแล้ว และรายการที่เรายังไม่ได้สิทธิ ผมขอยกตัวอย่าง รายการที่เราได้สิทธิมาแล้ว หลายรายการต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากว่าเกียรติ ศักดิ์ศรี ถ้าเรายังไม่สามารถที่จะใช้ ธงชาติได้ เราก็มีการพิจารณาจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ยกเลิกการจัดการแข่งขันในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว ๒๒ รายการ มูลค่ารวมประมาณ ๔๕๐ ล้านบาท อันนี้เป็นตัวอย่าง ในการที่ได้นำเสนอไปแล้วว่า มูลค่าเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาทันทีในห้วงเวลา ๑ ปีจะมีความเสียหายหลัก ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนเรื่องสุดท้าย ที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คือเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ ธงชาติไทยในพิธีการแข่งขัน ในพิธีการมอบเหรียญรางวัล ต้องทำความเข้าใจว่า การลงโทษ ในกรณีนี้ไม่รวมถึงกรณีการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก กีฬาโอลิมปิกเราไม่ได้ โดนลงโทษ และกีฬาโอลิมปิกในอนาคตก็ไม่ได้อยู่ในบทกำหนดโทษนี้ แต่เป็นการกำหนดโทษ ในมหกรรมกีฬาตั้งแต่ระดับโลก ระดับทวีป ซึ่งตรงนี้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทย ความภาคภูมิใจ อย่างไรก็ตามในการลงโทษ เรายังสามารถที่จะส่งในนามของทีมชาติไทย สามารถที่จะใช้ธงไตรรงค์ ติดที่หน้าอกเสื้อของทีมชาติได้ สามารถที่จะร้องเพลงชาติไทยได้ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะใช้ธงขึ้นสู่เสา ในกรณีที่ท่านได้เห็นแล้วนะครับ ที่เราชนะเรื่องของ แบดมินตันเป็นแชมป์ (Champ) โลก อันนั้นไม่สามารถที่จะให้ธงชาติไทยขึ้นสู่เสา ซึ่งเรา เสียใจ แล้วเราต้องรับผิดชอบ เราถึงได้มีการแก้ไขกฎหมายโดยเร็ว เราไม่อยากเห็นภาพ แบบนั้นเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เราได้นำเสนอเป็นพระราชกำหนด และตอนที่เราออกเป็นพระราชกำหนดแล้วเราประสานกับวาดา (WADA) ไป แล้ววาดา (WADA) ยืนยันในการพิจารณาว่าตามที่เราร้องขอไปว่าเมื่อออกเป็นพระราชกำหนดแล้ว เรายอมรับว่าเราแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประเทศไทยจะถูกนำออกจากกลุ่มประเทศ ที่ไม่ปฏิบัติตาม หรือว่าออกจากลิสต์ นอน-คอมพลายแอนต์ คันทรี (List Non-Compliant Country) เมื่อออกแล้วเราก็ร้องขอไปด้วยเพื่อความเป็นธรรมว่าในโทษทั้ง ๔ ประการ เราขอให้วาดา (WADA) พิจารณาพ้นโทษทันที โทษที่พ้นทันทีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องร้องขอ ก็คือสิทธิในการจัดการแข่งขันกีฬานานาชาติ อันนี้ไม่ได้มีกรอบเวลา ๑ ปี เราสามารถ ที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันได้ทันที เมื่อบอร์ด (Board) บริหารของวาดา (WADA) รับรองแล้ว ซึ่งวาดา (WADA) เตรียมเสนอประเทศไทยให้รับรองว่า ประเทศไทย แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ยังมีความไม่แน่นอน คือ เรื่องของธงชาติ ซึ่งความเห็นของ การกีฬาแห่งประเทศไทย และความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นร่วมกันว่า เมื่อเรา ได้ปลดออกจากลิสต์ (List) แล้ว ผลก็คือว่าประเทศไทยจะต้องสามารถที่จะได้ใช้ธงชาติทันที เพราะว่าในข้อกำหนดโทษข้อนี้กำหนดเอาไว้ว่า เราจะพ้นโทษในเรื่องของการใช้ธงชาติได้ จะต้อง ๑. ต้องแก้ไขกฎหมายเรียบร้อยแล้วจนเขายอมรับ หรือในการแข่งขันครั้งถัดไป ในการแข่งขันครั้งถัดไปเราตีความ แต่ว่าในการอ่านข้อกำหนดโทษต่าง ๆ ก็ต้องมี การเห็นชอบจากวาดา (WADA) ด้วย แต่ในแง่มุมของการกีฬาแห่งประเทศไทยเราเห็นว่า ในการแข่งขันครั้งถัดไปนั้นเราถูกลงโทษไปแล้ว เพราะฉะนั้นในระดับทวีป ในระดับของ นานาชาติ ในระดับโลกเราพ้นไปแล้ว เมื่อพ้นไปแล้วการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ เมื่อวาดา (WADA) ได้เห็นว่า แก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วเราสามารถที่จะใช้ธงชาติกลับมาทันทีครับ อันนี้ก็เป็นกรอบเวลาและเป็นหลักการเหตุผลครับ กราบเรียนที่ประชุมครับ