ศิริกัญญา ตั้งคำถามพิกัดภาษีศุลกากร เหตุดุลยพินิจไม่ชัดสร้างภาระการค้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕

ศิริกัญญา ตันสกุล หารือการทบทวนพิกัดอัตราภาษีศุลกากรที่แม้ปรับให้สอดคล้องสากลเพื่อประโยชน์ผู้ประกอบการ แต่กลับมีข้อกังวลต่อการใช้ดุลยพินิจของกรมศุลกากรที่ไม่ชัดเจน ซึ่งก่อภาระและอุปสรรคต่อการค้า พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการออกกฎหมายในรูปพระราชกำหนดที่จำกัดบทบาทรัฐสภาและประชาชน จึงขอให้รัฐมนตรีและกรมศุลกากรพิจารณาข้อเสนอแนะอย่างรอบคอบ และชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนก่อนนำเสนอกฎหมายฉบับดังกล่าว หากขาดเหตุผลเพียงพออาจไม่ได้รับความเห็นชอบ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ สำหรับ พระราชกำหนดที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ตอนนี้นะคะ เป็นเรื่องของพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ซึ่งก็เป็นเรื่องน่ายินดีว่า มีการทบทวนให้เป็นสากลมากยิ่งขึ้น เนื่องจากว่าเราก็เข้าไปเป็น ภาคีกับดับเบิลยูซีโอ (WCO) หรือว่าเวิลด์ คัสทอมส์ ออร์แกไนเซชัน (World Customs Organization) เพราะว่าอะไร เพราะว่าการที่มีเอชเอส โคด (HS Code) ที่ตรงกับสากลนี่ มันจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกอย่างมากค่ะ ที่ผ่านมาเราก็ใช้ เอชเอส โคด (HS Code) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่มันยังไม่ค่อยเป็นไปตามสากล สักเท่าไร ผู้ประกอบการมักจะมีปัญหาเสมอ ๆ ในการที่จะนำเข้าหรือว่าส่งออกก็จะมีปัญหา ในเรื่องของกรมศุลกากรจะแย้งพิกัดกับผู้ส่งออกเสมอมาว่า ที่ท่านกำลังส่งออกนี่เอชเอส โคด (HS Code) หรือว่าพิกัดที่รายงานไม่ใช่พิกัดที่ศุลกากรเห็นด้วย ถ้าปรับไปตามสากลได้ก็จะ ดีมาก แล้วยิ่งเวลาขาออก เวลาที่เราจะต้องออกตัวเซอร์ทิฟิเคต ออฟ ออริจิน (Certificate of origin) ถ้าเกิดเป็นผู้ส่งออกก็น่าจะเข้าใจดี ก็มีปัญหาอีกเพราะว่าเอชเอส โคด (HS Code) ที่เราออกนี่ก็ไม่ตรงกับกรมศุลกากรในต่างประเทศ เซอร์ทิฟิเคต (Certificate) ก็จะ ใช้ไม่ได้อีก ปัญหาเหล่านี้ถึงแม้ว่าเราจะมีการทบทวนพิกัดแล้ว แต่ว่าถ้ากรมศุลกากรยังมี การใช้ดุลยพินิจในการตีความอย่างกว้างขวาง แล้วก็ไม่ยอมที่จะเขียนระบุให้มีความชัดเจน มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะดำเนินการตามได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะ ทบทวน เพราะว่าสุดท้ายแล้วผู้ประกอบการจะต้องเป็นคนที่ต้องมารับภาระ แล้วพิกัดต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะกลายเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในที่สุด ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายเล็กรายย่อยนี้ เขากังวลกันมากค่ะ เขาไม่กล้าแม้แต่จะนำเข้า ล็อต (Lot) ใหญ่ ๆ ต้องเรียกว่าทดลองนำเข้าเป็นล็อต (Lot) เล็ก ๆ เข้ามาก่อน เพื่อมาเช็ก (Check) กับกรมศุลกากรให้แน่ใจว่าสรุปแล้วของที่เขานำเข้านี้มันพิกัดอะไรกันแน่ พอล็อต (Lot) เล็ก ๆ แล้วกรมศุลกากรก็คอนเฟิร์ม (Confirm) แล้วว่าเป็นพิกัดนี้ พอนำเข้าล็อต (Lot) ใหญ่จะได้ไม่มีปัญหา เพราะเมื่อไรที่นำเข้าล็อต (Lot) ใหญ่มา ศุลกากรแย้งพิกัดกับเขา เมื่อไรเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต มีบริษัทหลายบริษัทที่มีข้อพิพาทกับกรมศุลกากรในเรื่องนี้ แล้วก็ต้องมีการต่อสู้กันในชั้นศาลกันอย่างยาวนาน กลายเป็นภาระภาษี กลายเป็นภาระหนี้ ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากว่าครั้งหนึ่งเคยถูกศุลกากรชี้พิกัดที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ได้ดีแคลร์ (Declare) มาก่อนหน้า อันนี้ก็เป็นเรื่องของการบริหารจัดการที่จะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่มีการทบทวน พิกัด แต่ว่าที่แน่ ๆ ก็คือว่าดิฉันมีคำถามไปถึงทางท่านรัฐมนตรีว่า การออกกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับภาษีโดยเป็นพระราชกำหนดแบบนี้ มันขัดกับหลักการหรือเปล่า ตอนสมัยดิฉัน เรียนหนังสือมีคำพูดที่ว่า แทกซ์เซชัน วิทเอาต์ เรพรีเซนเทชัน (Taxation Without Representation) ก็คือว่าการออกกฎหมายเกี่ยวกับภาษี โดยที่ไม่มีผู้แทนหรือว่าตัวแทน ของประชาชนเข้าไปร่วมพิจารณา ซึ่งอันนี้แทบจะเป็นชนวนที่นำไปสู่สงครามกลางเมืองใน สหรัฐอเมริกาในช่วงหนึ่งด้วยซ้ำไป แต่สำหรับพิกัดศุลกากรนี่นะคะ ทุก ๆ ครั้งที่มีการ ทบทวนพิกัดจะออกเป็น พ.ร.ก. เสมอมา ตั้งแต่ พ.ร.ก. พิกัดศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ พ.ร.ก. พิกัดศุลกากร พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วก็ล่าสุดคือ พ.ร.ก. พิกัดศุลกากร พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกเป็น พ.ร.ก. ทุกครั้ง คือใช้อำนาจฝ่ายบริหาร แล้วค่อยมาขออนุมัติจากในสภาก็ถือว่า เป็นไปตามขั้นตอนเป็นพิธีการเท่านั้นเอง แน่นอนว่าในรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ท่านทำได้ตาม มาตรา ๑๗๓ แห่งรัฐธรรมนูญบอกว่า ถ้าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการเงิน เกี่ยวกับ ภาษีอากร ต้องพิจารณาโดยลับหรือว่าด่วน สามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้ แต่ว่าไม่ได้ บอกว่าจำเป็นที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก. เสมอไป ดิฉันคิดว่าเราคงจะต้องคุยกับถึงหลักการ และเหตุผล ข้อเท็จจริงว่าทำไมกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรที่สำคัญเช่นนี้ถึงได้ออกเป็น พระราชกำหนด หลายท่านพูดไปแล้วว่าที่ระบุอยู่เป็นอัตราตอนนี้เป็นเรื่องของเพดานเท่านั้น เป็นเพดานสูงสุด เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าหลายท่านก็พยายามพูดเรื่องของอัตราภาษี หลาย ๆ ตัว ซึ่งในความเป็นจริงไม่ได้เก็บ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย เรื่องสารเคมีต่าง ๆ ที่ใช้ เกี่ยวกับการเกษตร ไม่ได้เก็บนะคะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าก็ใช้อำนาจฝ่ายบริหารอีก เช่นเดียวกันในการออกประกาศกรมศุลกากรตามมาตรา ๑๒ แห่ง พ.ร.บ. ศุลกากร สุดท้าย แล้วไม่ว่าจะเป็นพิกัดหรืออัตรา ผู้แทนราษฎรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปพิจารณาใด ๆ เลย ไม่สามารถที่จะให้ความเห็น ไม่สามารถที่จะพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประชาชนในเรื่องนี้ ได้เลย เพราะว่าท่านเห็นว่าเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารล้วน ๆ ทุกวันนี้หลาย ๆ ท่านก็ยัง เข้าใจผิดว่าภาษีอากรบางตัวยังมีการเก็บอยู่ ทั้ง ๆ ที่มีการยกเว้นแล้ว เพราะว่าเป็นการ ใช้อำนาจฝ่ายบริหารทำให้ผู้แทนราษฎรไม่ได้มีส่วนร่วมที่จะรับรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

สุดท้ายก็จะขอให้ทางท่านรัฐมนตรี และข้าราชการกรมศุลกากรได้นำข้อที่ ดิฉันเสนอแนะนี้ไปปรับปรุง แล้วก็อยากจะขอฟังเหตุและผลของการที่นำเสนอเป็น พระราชกำหนด ถ้าหากว่าไม่มีข้อเท็จจริงหรือว่าหลักการและเหตุผลที่สมควร ดิฉันก็เห็นว่า เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องไม่เห็นด้วย หรือว่าไม่อนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ ขอบพระคุณค่ะ