โกวิทย์ พวงงาม เสนอแนะให้รัฐบาลปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยหารือเรื่องความสำคัญของการปรับปรุงหลักสูตรในมหาวิทยาลัยและเรียกร้องการปรับปรุงกลไกสภามหาวิทยาลัยให้ดีขึ้น เพื่อให้สภามหาวิทยาลัยสามารถกำหนดทิศทางมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ผู้เรียน ผู้ใช้บัณฑิต และประชาชนที่ต้องการเรียนรู้ได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการออกแบบหลักสูตรและการประเมินผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย โดยเสนอแนะให้ใช้กระบวนการประเมินที่ตอบโจทย์ผลลัพธ์ของการผลิตบัณฑิต และเห็นด้วยว่าการประเมินควรทำเพื่อให้มหาวิทยาลัยมีมาตรฐาน แต่ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและความต้องการของชุมชนท้องถิ่น
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช วันนี้ผมขอร่วมอภิปราย รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในเรื่องการศึกษาแนวทางในการวางแผนผลิตบัณฑิต การปรับปรุง หลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ครับ ท่านประธานครับ ผมเองก็อยู่อุดมศึกษามานานนะครับ เป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปีในการสอน แล้วก็ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งนี้ ผมอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ศึกษาให้รายละเอียด ในเรื่องของการผลิตบัณฑิต การปรับปรุงหลักสูตรอย่างละเอียด อันนี้ก็ขอชมเชยไว้ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ข้อคิดเห็นเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรายงานในหลายประการ ดังต่อไปนี้
ผมคิดว่าในประการที่ ๑ นี้รายงานจะต้องดูให้ครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับ มหาวิทยาลัย ซึ่งมีหลายส่วนด้วยกัน ผมพูดในส่วนที่ ๑ เช่น เรื่องของการผลิตบัณฑิตนั้น เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าการมีมหาวิทยาลัย ในปัจจุบันนี้ การทำหลักสูตรต่าง ๆ มักจะใกล้เคียงกัน ผมคิดว่าเดิมทีมหาวิทยาลัย จะมีการแบ่งกลุ่ม เช่น มหาวิทยาลัยทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทางแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีวิศวกร มหาวิทยาลัยทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุข เป็นต้น ต่อมาสิ่งเหล่านี้ก็เลือนหายไป แล้วในปัจจุบันดูเหมือนว่ากระทรวงได้พยายามปรับมหาวิทยาลัย ออกเป็น ๔ กลุ่มอีก เช่น กลุ่มวิจัย กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยี กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่น หรือ กลุ่มการผลิตบัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ เป็นต้น แต่ว่าในรายงานผมอยากจะเรียนว่า ในรายงานส่วนหนึ่งไม่ค่อยจะบอกว่าหลักสูตรที่ควรจะ ปรับปรุงจะไปอยู่กับมหาวิทยาลัยใด และกลุ่มใด อันนี้ผมคิดว่าค่อนข้างจะตัดเสื้อโหลให้กับ มหาวิทยาลัยไปหน่อยในข้อเสนอแนะและข้อสังเกต ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ
อีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตบัณฑิตในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับนโยบาย ผมคิดว่าสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ขณะนี้ ผมคิดว่าอันนี้ก็ขอบคุณในฐานะที่ได้ศึกษาก็ให้ไว้ แต่ภาพของสภามหาวิทยาลัย ผมอยากจะเรียนว่า ปัจจุบันยังมีปัญหามากอยู่เหมือนกัน เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ผลิต หลักสูตร เพราะฉะนั้นรายงานจะต้องบอกให้สภามหาวิทยาลัยในแต่ละกลุ่มนั้นจะทำอย่างไร ในหลักสูตรที่ท่านเสนอในการเรียนการสอน เพราะมิฉะนั้นแล้วกลไกสภามหาวิทยาลัยจะ ล้มเหลว ผมเรียนว่ากลไกสภามหาวิทยาลัยเรามีผู้ทรงคุณวุฒิ มีปราชญ์อยู่ในพื้นที่ มีผู้รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหลักสูตร ปรับปรุงหลักสูตร ควบรวมหลักสูตร หรือยุบหลักสูตรตามที่ท่านเสนอ นั่นคือกลไกที่ ๒
กลไกที่ ๓ ผมคิดว่าสมาชิกบางท่านได้พูดแล้วก็คือผู้เรียน หรือคนที่ต้องการ จะศึกษา อันนี้มีความเห็นว่ามีลักษณะที่กว้างขวางมากในการที่จะต้องทำอย่างไรให้ผู้เรียน นอกจากนั้นการขยายโอกาสกับผู้เรียนใหม่ ๆ อย่างนี้ หรือการขยายไปสู่พี่น้องประชาชน ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาให้มาสัมผัสการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย ผมเน้นย้ำนะครับว่า การเรียนรู้สำคัญกว่าการศึกษา อันนี้ก็ต้องดู
ส่วนที่ ๔ ก็คือเรื่องของผู้ใช้บัณฑิต ผมคิดว่าหลักสูตรจะปรับปรุงให้ดีแค่ไหน แต่ถ้าผู้ใช้บัณฑิตที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงานไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนี้ ผมคิดว่าผู้ใช้แรงงาน บัณฑิตมีความสำคัญ เพราะฉะนั้นรายงานใน ๔ ประเด็นนี้ผมเข้าใจว่าอาจจะต้องแยกแยะ หรือไม่ว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บัณฑิต อะไรที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาผู้เรียน อะไรที่เกี่ยวข้อง กับประชาชนที่จะมาเรียนรู้ในมหาวิทยาลัย อะไรที่เกี่ยวข้องกับสภามหาวิทยาลัย เป็นต้น
ประการต่อมาผมคิดว่ามีความสำคัญอย่างมาก นั่นก็คือการออกแบบหลักสูตร ที่ควรจะเสนอแนะให้กับกลุ่มมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในรายงานดูเหมือนจะมีข้อเสนอ ที่ค่อนข้างจะน้อยไปหน่อย นั่นก็คือว่าท่านบอกทุกอย่างว่าทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ แต่สิ่งที่ บอกให้ทำนั้นออกแบบไปสู่กลุ่มมหาวิทยาลัยใดอย่างไร ผมว่าอันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ มหาวิทยาลัย สมมุติว่ามหาวิทยาลัยฟังท่านอยู่วันนี้ตามพื้นที่ต่าง ๆ คำถามผมก็คือว่า มหาวิทยาลัยที่ฟังท่านได้บอกหรือไม่ว่ากลุ่มมหาวิทยาลัยกลุ่มใดบ้างที่จะต้องปรับเปลี่ยนไป ตามความคิดเห็นของท่าน อันนี้ผมตั้งเป็นคำถามแล้วให้ท่านช่วยลองพิจารณาในประเด็นนี้ดู เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายมาในประเด็นสุดท้ายผมอยากจะฝากเรื่องของการประเมิน ซึ่งผมคิวด่าท่านทำไว้ดีนะครับ แต่ว่าในรายงานไม่ได้เอามาใส่ไว้ให้ชัดเจน ผมอยากให้ดูหน้า ๒๐๕ ครับ หน้า ๒๐๕ นี่ดีมากก็คือว่า พยายามที่จะเสนอแนะกระบวนการผลิตบัณฑิต ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้แรงงาน อันนี้ดีนะครับ แล้วก็ท่านพูดหลายเรื่อง แต่ ๒ เรื่องที่ผมอยากกล่าวไว้ก็คือ เรื่องของการประเมินมหาวิทยาลัย ที่ท่านใช้คำว่า การประเมิน ที่ผ่านมาตอนที่ผมเป็นอาจารย์หรือเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ใช้ศัพท์ ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า เอดเปก (EDPEC) เอดเปก (EDPEC) ก็คือกระบวนการที่ทำการ ประเมินมหาวิทยาลัยว่ามหาวิทยาลัยนั้นควรมีกระบวนการ ควรทำอย่างไร แต่ผมคิดว่า เอดเปก (EDPEC) เป็นกระบวนการที่มองในด้านกระบวนการมากเกินไป ตรงนี้ละครับ ผมคิดว่าการประเมินมหาวิทยาลัยควรจะไปตอบโจทย์เรื่องของเอาต์พุต (Output) ของ การดำเนินงาน เช่น ผลิตบัณฑิตมาแล้วบัณฑิตสามารถไปทำงานหรือไปรับใช้ตลาดแรงงานได้มากน้อยแค่ไหน อันนั้นเอดเปก (EDPEC) ไม่ค่อยได้ตอบ ผมจึงเรียนไว้ด้วยความเคารพว่าต้องรื้อการประเมิน มหาวิทยาลัยให้ไปตามกลุ่มมหาวิทยาลัย ไม่ใช้เอดเปก (EDPEC) เป็นเสื้อโหลไปใส่ มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ฝากไว้
ประเด็นต่อมา ในการประเมินผมอยากจะบอกว่า ต่อนี้ไปอาจจะต้องไปดูเรื่อง ของกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ควรจะประเมินไปตามวิชาชีพ ไปตามความถนัด ไปตามกลุ่ม ที่เขามีการแบ่ง เพราะฉะนั้นการดำเนินการประเมินมหาวิทยาลัยนี่ผมเห็นด้วยเพื่อจะทำให้ มหาวิทยาลัยมีมาตรฐาน แต่ควรเสนอแนะว่าการประเมินมหาวิทยาลัยเพื่อจะไปตอบโจทย์ ผู้ใช้แรงงานนั้นจะต้องประเมินอย่างไร ผมคิดว่าอันนี้น่าจะบอกไว้ในรายงานด้วย
สิ่งต่อมาผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่เราพูดกันวันนี้มหาวิทยาลัยจะอยู่อย่างเดิม ไม่ได้อีกแล้ว มหาวิทยาลัยจะผลิตบัณฑิตอย่างเดียวไม่ได้อีกแล้ว มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว เพื่อไปให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดประโยชน์ เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ท่านเสนอในรายงานเรื่องของ งบประมาณกับมหาวิทยาลัย ผมคิดว่าวันนี้มหาวิทยาลัยต้องไปเน้นการวิจัยและนวัตกรรม ให้เกิดขึ้น แล้วทำให้ชุมชนท้องถิ่นได้ประโยชน์จากผลวิจัยที่จะเกิดมูลค่า ซึ่งมันมี พ.ร.บ. ตัวหนึ่งที่สภาได้อนุมัติไปก็คือ เรื่องของพระราชบัญญัติการวิจัยและนวัตกรรมที่จะนำไปใช้ ประโยชน์ อันนี้ผมคิดว่าสำนักงบประมาณต้องเพิ่มงบวิจัยให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อไปทำงาน ให้เกิดนวัตกรรมให้พี่น้องประชาชนได้เกิดประโยชน์ เอาสิ่งเหล่านี้ไปดำเนินการในพื้นที่ ชุมชนท้องถิ่นของตนเอง นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนไว้เป็นเบื้องต้นว่าท่านจะต้องดูตรงจุดนี้ด้วย ในการประเมินมหาวิทยาลัย ในการปรับโฉมมหาวิทยาลัยใหม่ให้เกิดกระบวนการที่เราเรียกว่า