ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือญัตติด่วนการควบรวมกิจการทรูกับดีแทค โดยยกตัวอย่างผลศึกษาต่างประเทศที่ชี้ว่าการลดจำนวนผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความอ่อนแอของหน่วยงานกำกับดูแลในไทย และเน้นย้ำความสำคัญของอินเทอร์เน็ตในฐานะเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และการรับรู้นโยบายรัฐ พร้อมเรียกร้องให้กรรมาธิการตรวจสอบผลกระทบจากการควบรวมกิจการและประเมินบทบาทของ กสทช. ในการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากต้นทุนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชน
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับญัตติด่วนในกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมของทรูกับดีแทค ในวันนี้ ก่อนอื่นผมคงต้องขอทบทวนเนื้อหาที่ผมได้ถามกระทู้สดต่อนายกรัฐมนตรีในประเด็น เดียวกันนี้เมื่อเดือนที่แล้วสักเล็กน้อย ท่านประธานครับ การควบรวมในครั้งนี้หากเกิดขึ้นจริง จะทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในไทยจะมีผู้เล่นลดลงจาก ๓ รายใหญ่เหลือเพียง ๒ รายใหญ่ เท่านั้น ซึ่งในการถามกระทู้ผมก็ได้ยกผลการศึกษาในยุโรปมา ผมขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วย
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
คือผลการศึกษาของ เดอะ ยูโรเปียน เรกูเลเตอร์ ฟอร์ อิเล็กทรอนิกส์ คอมมิวนิเคชัน (The European Regulators for Electronics Communications) ที่ศึกษาผลที่เกิดขึ้นจริงจากการควบรวม๔ รายใหญ่ เหลือ ๓ รายใหญ่ พบว่าเยอรมนีมีค่าบริการเพิ่มขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หลังจาก ควบรวมไป ๑ ปี ไอซ์แลนด์เพิ่มขึ้น ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ออสเตรียค่าบริการเพิ่มขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์
สไลด์ (Slide) ต่อไป การศึกษาของบัณฑิตยสภาฮังการี ข้อมูลระหว่างปี ๒๐๐๓-๒๐๑๐ จาก ๒๗ ประเทศในยุโรปพบว่าการควบรวมจาก ๕ ราย เหลือ ๔ รายจะไม่มีผล อะไรมากนัก แต่หาก ๔ รายใหญ่เหลือ ๓ ใหญ่จะทำให้ค่าบริการเพิ่มขึ้นในระยะยาว เฉลี่ยแล้วประมาณ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วมีการเสนอว่าผู้กำกับดูแลไม่ควรอนุญาตให้เกิด การควบรวมจาก ๔ รายใหญ่ เหลือ ๓ รายใหญ่ เพราะจะมีความเสี่ยงสูงที่ภาระค่าใช้จ่าย ของประชาชนจะมากขึ้นในระยะยาว ทีนี้เรามาดูครับว่าหลังจากนั้นต่างประเทศ เขาตอบสนองกับกรณีแบบนี้อย่างไร
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๐๑๕-๒๐๑๖ มี ๓ กรณีที่จะมี การควบรวมจาก ๔ รายใหญ่ เหลือ ๓ รายใหญ่ใน ๓ ประเทศนะครับ ในปี ๒๐๑๕ ที่เดนมาร์กจะมีการควบรวมเกิดขึ้น ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากยูโรเปียน คอมมิชชัน (European Commission) เนื่องจากจะทำให้มีผู้เล่นรายใหญ่เหลือเพียง ๓ ราย เน้นคำว่า รายใหญ่นะครับ คือจริง ๆ แล้วผู้เล่นเขามีมากกว่านั้นนะครับ แต่เขาไม่ยอมให้ผู้เล่นรายใหญ่นี่เหลือเพียง ๓ ราย ปี ๒๐๑๖ ในสหราชอาณาจักรไม่ได้รับอนุญาตเช่นกันจาก ๔ รายใหญ่ เหลือ ๓ รายใหญ่ แต่สุดท้ายมีการควบรวมเกิดขึ้นในปี ๒๐๒๐ แต่เป็นการควบรวมที่เกิดขึ้นระหว่างรายใหญ่ กับรายเล็กครับ ปี ๒๐๑๖ ที่อิตาลีเช่นกันครับ มีการควบรวมจาก ๔ รายใหญ่ เหลือ ๓ รายใหญ่ แต่สุดท้ายได้รับอนุญาตจากยูโรเปียน คอมมิชชั่น (European Commission) เพราะว่า มีการเปิดให้ผู้เล่นรายใหม่ที่เป็นรายใหญ่เข้ามาแข่งขันในตลาดแทน นี่คือการควบรวมจาก ๔ รายใหญ่ เหลือ ๓ รายใหญ่ ต่างประเทศเขาก็ยังเข้มงวดกันขนาดนี้ เพราะว่ากังวล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากประชาชน แต่ในเคส (Case) ของบ้านเราที่จะเกิดการควบรวมจาก ๓ รายใหญ่เหลือเพียง ๒ ราย เรากลับเจอรัฐมนตรีที่มาตอบกระทู้ว่าการควบรวมเป็นสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน เรากลับเจอองค์กรอิสระที่ควรจะทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน ออกมาโบ้ยกันไปโบ้ยกันมาบอกว่าตัวเองไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำเรื่องนี้ได้
ท่านประธานครับ มาถึงตรงนี้ผมก็ต้องย ้าครับว่าเรื่องนี้มันมีความสำคัญ ต่อพี่น้องประชาชนมากขนาดไหนครับ เวลาเราพูดถึงโทรศัพท์มือถือสัก ๒๐ กว่าปีที่แล้ว เราอาจจะคิดว่ามันเป็นสินค้าที่มีราคาแพง ฟุ่มเฟือย เป็นเครื่องประดับของเศรษฐี ของเล่น ของนักธุรกิจ แต่ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือมันไม่ใช่แค่นั้นครับ ประเด็นสำคัญก็คือมันเป็น เครื่องมือในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่สามารถติดตัวเราไปได้ทุกที่ ในโลกทุกวันนี้ ไม่ต้องนับวิกฤติโควิด (COVID) หลายประเทศทั่วโลก เราก็ต่างยอมรับว่าอินเทอร์เน็ต (Internet) มันไม่ใช่ของฟุ่มเฟือยอีกต่อไป แต่ว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตจริง ๆ อย่างประเทศไต้หวัน เมื่อปี ๒๐๑๗ ก็มีการแถลงข่าวโครงการในการทำโครงสร้างพื้นฐาน ทางดิจิทัล และในคำแถลงมีการใช้วลีภาษาอังกฤษที่ว่าอินเทอร์เน็ต แอส อะ เบสิก ฮิวแมน ไรต์ (Internet as a Basic Human Right’s) คืออินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ และผลักดันนโยบายให้อินเทอร์เน็ต (Internet) ความเร็วสูงกลายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของประชากรไต้หวันนะครับ ยิ่งในวิกฤติโควิด (COVID) เราไม่ต้องพูดถึงครับ ทั้งนักเรียน นักศึกษาที่เรียนออนไลน์ (Online) ทั้งคนทำงานที่ต้องเวิร์กฟรอมโฮม (Work from home) ทุกคนต้องใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) เมื่อก่อนอยากจะทำธุรกิจขายของอะไรสักอย่าง เราจะต้องไปเปิดหน้าร้านอาจจะต้องลงทุนเป็นแสนเป็นล้าน แต่ทุกวันนี้มีหลาย ๆ คน ที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้โดยที่ไม่ต้องมีต้นทุนใด ๆ เลยด้วยการขายของออนไลน์ (Online) เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต (Internet) เท่านั้น มันก็สามารถยกระดับชีวิตของตัวเอง ให้เท่าเทียมกับคนอื่นได้มากขึ้นนะครับ และลองมาดูนโยบายต่าง ๆ ในช่วงโควิด (COVID) ที่รัฐบาลออกมาเพื่อเยียวยานะครับ เช่น แอป (App) เป๋าตัง ซึ่งมันก็ต้องใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ทั้งผู้ซื้อทั้งผู้ขาย ถ้าท่านประธานลองไปเดินตลาดแล้วเห็นภาพของแม่ค้าแผงลอย ที่ใช้สมาร์ตโฟน (Smartphone) เก่า ๆ กล้องไม่ดี จอไม่ชัด จนไม่สามารถสแกนคิวอาร์โคด (QR Code) ได้ หรือไปเห็นภาพของคนที่อาจจะใช้คนละครึ่งซื้อของซื้ออาหารกลับไปให้ที่บ้าน แต่ว่าอินเทอร์เน็ต (Internet) หมดต้องไปเติมสตางค์ก่อน ท่านอาจจะเข้าใจว่าอินเทอร์เน็ต (Internet) มันมีความสำคัญกับการดำรงชีวิตของประชาชนมากแค่ไหน
ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ คำถามคือในสภาวะปัจจุบันประเทศไทย มีต้นทุนในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต (Internet) มากแค่ไหน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นครับ ผมขอสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ ถ้าเราเอาราคาเฉลี่ยของทุกแพ็กเกจ (Package) มือถือ ที่มีให้เลือก ประเทศไทยมีราคาอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่อ ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) ถูกเป็น อันดับที่ ๕๗ จาก ๒๓๐ ประเทศ ถือว่าไม่เลวครับ แต่ถ้าเรามาดูราคาอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่อ ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) ที่ถูกที่สุด สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ประเทศไทยจะถูกเป็นอันดับที่ ๘๔ จาก ๒๓๐ ประเทศ อินเทอร์เน็ต (Internet) ในแพ็กเกจ (Package) ที่ราคา ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) ถูกที่สุดมักจะเป็นแพ็กเกจ (Package) ที่ราคาแพงนะครับ คนจ่ายมักจะเป็นคนที่มี ฐานะมีกำลังซื้อ สไลด์ (Slide) ต่อไปครับ แล้วถ้าเรามาดูแพ็กเกจ (Package) ที่ราคาต่อ ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) สูงที่สุดประเทศไทยตกลงมาเป็นอันดับที่ ๑๐๒ นี่คือแพ็กเกจ (Package) ที่มักจะมีราคาต ่า แต่ราคาต่อหน่วยสูง ผู้ซื้อมักจะเป็นผู้กำลังซื้อต ่าครับ หมายความว่ายิ่งรายได้น้อยก็อาจจะยิ่งต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต (Internet) ในอัตราที่สูงกว่า ที่เปรียบเทียบกับทั้งโลก และสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมลองเอามาเปรียบเทียบครับว่า ในประเทศต่าง ๆ ถ้าเราลองเทียบค่าแรงขั้นต ่ามันจะเป็นอย่างไร ผมใช้ราคาเฉลี่ยแล้วก็เทียบ กับค่าแรงขั้นต ่าในประเทศต่าง ๆ ผมพบว่าคนสิงคโปร์จะต้องทำงาน ๑๕ นาที เพื่อซื้อ อินเทอร์เน็ต (Internet) ๑ กิกะไบต์ คนญี่ปุ่นจะต้องทำงาน ๒๕ นาที เพื่อซื้ออินเทอร์เน็ต (Internet) ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วราคาที่เป็นตัวเลขดิบอาจจะดูสูงนะครับ แต่ว่าค่าแรงเขาสูงครับ มาดูที่ยูเค (UK) ที่ถูกห้ามการควบรวมนะครับ ราคาอินเทอร์เน็ต (Internet) ๑ กิกะไบต์ ของเขาเท่ากับค่าแรงขั้นต ่าในการทำงานแค่ ๗ นาที แต่ประเทศไทยต้องทำงาน ๕๐ นาทีเพื่อซื้ออินเทอร์เน็ต (Internet) ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) ๑ กิกะไบต์ (Gigabyte) นี่ประชุมซูม (Zoom) เรียนออนไลน์ (Online) ได้ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น นะครับท่านประธาน ซึ่งหากการควบรวมเกิดขึ้นตัวเลขก็อาจจะแย่ไปกว่านี้อีกครับ สรุป นะครับท่านประธาน ในความเห็นส่วนตัวของผมผมคิดว่ากรณีการควบรวมครั้งนี้ มีความสำคัญไม่ได้น้อยไปกว่าการควบรวมธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ที่อาจมีผลกับราคาสินค้า อุปโภคบริโภคด้วยซ ้าครับ ซึ่งประเทศไทยเราก็ปล่อยให้มีการควบรวมในครั้งนั้นไปแล้ว และหากการเกิดควบรวมครั้งนี้อาจส่งผลกระทบกับต้นทุนในการเข้าถึงโอกาสในการ ยกระดับของชีวิตของประชาชนทุกคนคืออินเทอร์เน็ต (Internet) ครับ ดังนั้นผมอยากจะเน้น ย ้าถึงกรรมาธิการที่กำลังจะเกิดขึ้นครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก นอกจากการศึกษา ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนแล้ว นี่เป็นโอกาสที่สำคัญที่สภาผู้แทนราษฎร จะตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะบอร์ด (Board) กสทช. ตาม พ.ร.บ. ใหม่ ที่ถูกตั้งคำถามมามากมายตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การสรรหา คัดเลือก จนถึงการตรวจสอบ ประวัติ แต่ท้ายที่สุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เราเพิ่งได้บอร์ด (Board) กสทช. ชุดใหม่มา ๕ ท่าน ครับ แล้วก็เป็นโอกาสอันดีที่บอร์ด (Board) ชุดใหม่จะพิสูจน์ตัวเองต่อสังคมครับว่าจะปฏิบัติ หน้าที่ตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนคนไทยทุกคนครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ