จุลพันธ์ ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.-พ.ร.ก. ว่าด้วยการกู้เงิน-ตราสารหนี้

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงและหารือร่างกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิด-19 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มความโปร่งใส ผ่านกลไกการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร การรายงานผลทุกสามเดือน และการมีกรรมการสังเกตการณ์ร่วมในกระบวนการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ พร้อมเสนอให้กำหนดกรอบเวลาดำเนินการไม่เกินห้าปี ควบคุมสัดส่วนการลงทุน และเปิดช่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแทรกแซงได้ในยามวิกฤต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและรองรับผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและภาคเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ในร่างที่ ๔ และร่างที่ ๕ ท่านประธานครับ ผมได้รับมอบหมายจาก คุณหมอชลน่าน ศรีแก้ว ให้เป็นผู้เข้าญัตติในร่าง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับ ผมก็ขออนุญาต ท่านประธาน แล้วก็จะได้อภิปรายในคราวเดียวกัน ก่อนที่จะเข้าญัตติผมขออนุญาตเสนอ หลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับก่อน และจะอภิปรายสนับสนุน ในช่วงต่อไป

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของ ระบบการเงินความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓ หลักการ แก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพและระบบการเงิน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓ เหตุผล โดยที่การลงทุนในตราสารหนี้ตามพระราชกำหนด การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องดำเนินการ โดยโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างแท้จริง การผ่อนผัน หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องอยู่ในกรอบที่เหมาะสม มิใช่ยกเว้น จนไม่ต้องมีหลักเกณฑ์ และควรให้ มีกรรมการผู้สังเกตการณ์จากสภาผู้แทนราษฎร ในคณะกรรมการกำกับกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าการดำเนินการต่าง ๆ ตามพระราชกำหนดเป็นไปโดยโปร่งใสตาม หลักธรรมาภิบาล ทั้งควรให้รายงานการลงทุนตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ฉบับที่ ๒ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนด ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๓ หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟู เศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เหตุผล โดยที่การกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ มีมูลค่าสูงถึง ๑ ล้านล้านบาท การใช้เงินที่กู้มาก็กระทำในเวลาจำกัด จำเป็น ต้องให้ดำเนินการไปโดยโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง จึงควรสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนโดยให้มีกรรมการผู้สังเกตการณ์จากสภาผู้แทนราษฎร ในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายกู้เงิน ให้รายงานการกู้เงินและการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภาร้องขอข้อมูลการกู้เงินและการใช้เงินเพื่อประโยชน์ของการตรวจสอบได้ จึงจำเป็น ต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ท่านประธานครับ ทั้ง ๒ ฉบับเป็นการเสนอร่างพระราชกำหนด การแก้ไข พ.ร.ก. ซึ่งออกโดยรัฐบาลชุดปัจจุบันเมื่อปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไข ปัญหาไวรัสโควิด (COVID) ระลอกแรกนะครับ ตอนนั้นเป็นแพ็กเกจ (Package) ทางการเงิน ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นเงินกู้ ๑ ล้านล้าน อีก ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นส่วนของเอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของตลาดตราสารหนี้ ท่านประธานครับ อันนี้ เป็นกระบวนการที่มีปัญหาของสภาผู้แทนราษฎร วันนี้เราได้มานั่งพิจารณากัน ผมมีโอกาส ได้เข้าสู่ญัตติในครั้งนี้ ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เหตุการณ์มันเนิ่นช้าจนกระทั่งตัว พ.ร.ก. หลายฉบับหมดความจำเป็น อย่างเช่น ตราสารหนี้ ปัจจุบันก็ไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ ในร่างพระราชกำหนดที่ได้ออกไปแล้ว ในส่วนของเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทก็ใช้เงินหมดไปแล้ว จนกระทั่งมีการกู้รอบสองต้นปีหน้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องของโควิด (COVID) ก็น่าจะต้องกู้ มาอีกไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คงจะต้องมามี พ.ร.ก. ฉบับที่ ๓ เป็นเงินกู้ครั้งที่ ๓ อีก ต้องเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่า นี่คือกระบวนการที่เป็นปัญหา พรรคฝ่ายค้าน ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ. ในการแก้ไข พ.ร.ก. เหล่านี้มาเป็นปี ๆ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจาก ฟากฝั่งรัฐบาล สุดท้ายกระบวนการดำเนินการที่ผ่านไปมันก็เกิดปัญหาขึ้นอย่างที่พวกผมได้ ทักท้วงท้วงติง ต้องเรียนต่อท่านประธานครับ ทั้ง ๓ ฉบับนั้น ฉบับแรก พ.ร.ก. การกู้เงิน ๑ ล้านล้านบาทนั้น มาถึงวันนี้ชี้ชัดครับว่ากระบวนการใช้จ่ายมันมีปัญหา เช่น โครงการ เบี้ยหัวแตก โครงการที่ไม่เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และหนักหนาสาหัสที่สุดก็คือ โครงการที่มีการส่อทุจริต วันนี้เรามีคณะกรรมการสามัญหลายคณะครับ อย่างเช่น คณะกรรมการสามัญเกี่ยวกับเรื่องของการติดตามงบประมาณ โดยท่านไชยา พรหมา จากพรรคเพื่อไทย ท่านก็ได้ติดตามเรื่องของการใช้จ่ายเงินกู้ ๑ ล้านล้าน ในส่วนนี้อย่างใกล้ชิด เจอปัญหามากมายนะครับ ปัญหาในเรื่องของการดำเนินการ ปัญหาในเรื่องของการใช้ จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่วันนี้สิ่งที่เราได้นำเสนอโดยมากเป็นเรื่อง ของโครงสร้าง ในเรื่องของ พ.ร.ก. ในส่วนกู้เงินผมต้องเรียนอย่างนี้ครับ มีการแก้ไขอยู่ ประมาณ ๒ ข้อหลัก ๆ ครับ ข้อแรกนั้นเป็นเรื่องของการให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้ จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีองค์ประกอบต่างจากร่าง พ.ร.ก. การกู้เงินที่รัฐบาลได้นำเสนอมานะครับ โดยเน้นหนักในเรื่องของการมีสัดส่วนของคนที่มีความเป็นกลางและเป็นตัวแทน ของประชาชน เรามีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งจะให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเพื่อเสนอชื่อ เข้าไป แล้วก็ไปติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน และที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของการรายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎร เพราะเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทนั้น ไม่ผ่านกระบวนการวิธีการงบประมาณโดยปกติ คือเรา ไม่ต้องมานั่งพิจารณากัน ๓ วาระเหมือนงบประมาณแผ่นดินที่เข้ามาทุกปี ๆ แต่ว่าในส่วนนี้ เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ครั้งที่แล้วอนุมัติกรอบไป แล้วก็ไปดำเนินการโดยภาครัฐ โดยรัฐบาล โดยที่ไม่มีความมีส่วนร่วมจากพี่น้องประชาชน สุดท้ายสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนอนุมัติ กรอบเงินกลับไม่ได้สามารถที่จะร่วมเข้าไปมีส่วนในการให้ความคิดให้ข้อเสนอแนะ และติดตามตรวจสอบอย่างสมบูรณ์จริง ๆ เราจึงมีการกำหนดในอีกส่วนหนึ่งว่าให้มี การรายงานต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือน หมายความว่าไตรมาส ๑ คณะกรรมการจะต้องนำเสนอ เหมือนกับเป็นเรื่องรับทราบในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่จะมาถกแถลงเอาข้อมูลมาให้กับสภา ได้ดูว่าการดำเนินการนี้เกิดอะไรขึ้น และเป็นปัญหาหรือไม่อย่างไร เราจะได้มีข้อท้วงติง จากสมาชิกทุกภาคส่วนเข้าไปยังคณะกรรมการเพื่อให้การดำเนินงานในอนาคตดีขึ้น แต่อย่าง ที่ผมได้เรียนวันนี้มันเลยผ่านมาแล้ว เงินใช้ไปแล้ว วันนี้เราก็มาเหลือแต่การติดตามตรวจสอบ ซึ่งก็ยังเป็นประโยชน์อยู่ ในประเด็นนี้ก็ยังเป็นประโยชน์อยู่ ในส่วนของ พ.ร.ก. อีกฉบับหนึ่ง ที่อยู่ในแพ็กเกจ (Package) ก็คือเรื่องของเอสเอ็มอี (SMEs) ผมต้องเรียนครับว่าเราได้ท้วงติง มาโดยตลอดว่าโครงการในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเอสเอ็มอี (SMEs) โดยเฉพาะในเรื่องของ การสนับสนุนทุนให้กับพี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) ที่รัฐบาลออกมาในครั้งแรกนั้นมีปัญหามาก แล้วเหตุการณ์ก็เกิดปรากฏตามที่พวกเราได้ท้วงติงแล้วก็ได้นำเสนอไว้ นั่นก็คือพี่น้อง ประชาชนที่เป็นภาคธุรกิจที่ทำเรื่องธุรกิจเกี่ยวกับเอสเอ็มอี (SMEs) เขาไม่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนได้จริง เพราะรัฐไปกำหนดเรื่องของกรอบเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้าน ตั้งกองไว้ แต่ยัง ผลักภาระในการพิจารณาในการดำเนินการต่าง ๆ ไปยังภาคเอกชน นั่นก็คือธนาคารพาณิชย์ ต่าง ๆ ธนาคารพาณิชย์เขาไม่ได้ผ่อนปรนครับว่าเรื่องของเกณฑ์การกู้เงิน เกณฑ์การเข้าถึง แหล่งทุน สุดท้ายพี่น้องประชาชนหลังจากโดนวิกฤติโควิด (COVID) เข้าไป เกือบทุกคนเป็น เอ็นพีแอล (NPL) หมด นั่นก็คือเป็นหนี้ที่ไม่เพอร์ฟอร์ม (Perform) ไม่สามารถที่จะเข้าไปสู่ ธนาคารแล้วบอกว่าขอเงินกู้มา เพื่อมาต่ออายุกับตัวธุรกิจของตน พรรคเพื่อไทยเพิ่งจะลง พื้นที่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกเราไปที่ถนนข้าวสารไปกันหลายคน ท่านหัวหน้าพรรค นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ไปด้วยตนเองไปพบกับผู้ประกอบการไปนั่งจับเข่าคุยกับเขา เป็นเวลาเป็นชั่วโมง ๆ สิ่งที่สรุปได้ก็คือเขาต้องการความชัดเจนจากเรื่องของนโยบายของรัฐ ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาวิกฤติโควิด (COVID) ไม่ใช่วันนี้เปิด วันนี้ปิด เรื่องที่ ๒ ที่มี ความสำคัญมากที่เขาได้นำเสนอมา ก็คือการเข้าถึงแหล่งทุน เขาพูดชัดเจนครับว่า พี่น้อง ในถนนข้าวสารที่เราไปดูมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาพูดชัดเจนว่าภาครัฐออก พ.ร.ก. กู้เงิน พ.ร.ก. เอสเอ็มอี (SMEs) ตัวนี้ออกมา อ้างถึงเขาด้วยซ้ำว่าจะเอาไปช่วยเหลือภาคท่องเที่ยว ไปช่วยเหลือพี่น้อง เช่น ถนนข้าวสาร แต่สุดท้ายกระบวนการออกเงินกู้ในส่วนนี้เพื่อที่จะหา ทุนให้กับพี่น้อง เขาบอกว่าไม่มีเลยครับในพื้นที่เขาที่จะมีใครสามารถเข้าถึงแหล่งทุนนั้นได้ เงินก้อนนี้ใช้ไม่หมด สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์จริง ๆ กลับไม่ใช่พี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) ที่มี ความจำเป็น แล้วก็ต้องต่ออายุตัวเองด้วยเงินทุนเหล่านี้ แต่กลับเป็นบริษัทใหญ่ที่มีบริษัทลูก และมีความพร้อมในการเข้าถึงแหล่งทุนกับทางธนาคาร เหล่านั้นเขาได้เงินกู้ออกไปใช้จ่าย โดยขณะเดียวกันบางครั้งเขาไม่ได้มีความต้องการเท่ากับพี่น้องเอสเอ็มอี (SMEs) ตัวจริงที่ทำ ธุรกิจแล้วเดือดร้อนจากวิกฤติโควิด (COVID) และการบริหารงานที่ผิดพลาดในเรื่องของโควิด (COVID) ของรัฐบาลด้วยซ้ำ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ

ในส่วนของร่าง พ.ร.ก. ฉบับสุดท้าย เป็นร่าง พ.ร.ก. เรื่องของตราสารหนี้ ในประเด็นการแก้ไขมีอยู่ประมาณ ๕-๖ ประเด็น

ประเด็นแรก เป็นการกำหนดกรอบระยะเวลา ไม่ใช่ว่าเป็นปลายเปิด อย่างเช่น พ.ร.ก. ของรัฐบาล มีการกำหนดกรอบระยะเวลาว่า ๓ ปีนับตั้งแต่ พ.ร.ก. มีผล บังคับใช้มันต้องจบ เพราะนี่เป็น พ.ร.ก. ในเรื่องของการบริหารจัดการในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งเป็นตลาดเสรี เป็นตลาดทางการเงินซึ่งต้องมีความเสรี มันมีกลไกภายนอกก็คือภาครัฐ เข้าไปเกี่ยวข้อง เราจึงกำหนดว่าถ้าเข้าไปในช่วงนี้เพราะเป็นวาระวิกฤติจากโควิด (COVID) คุณต้องมีระยะเวลากำหนดให้ชัดเจน จึงกำหนดกรอบไว้ ๓ ปี และถ้าโควิด (COVID) มันไม่จบจะต่อได้ครั้งละปี ครั้งละปีอีก ๒ ครั้งไม่เกิน ๕ ปี เพราะปัจจัยภายนอกเหล่านี้ จะทำให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในตลาดตราสารนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ นั้นเป็นเรื่องของการกำหนดให้มีผู้สังเกตการณ์ ในคณะกรรมการกำกับกองทุนครับ ซึ่งทั้ง ๒ คนจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สภาผู้แทนราษฎร คำว่า สภาผู้แทนราษฎร หมายถึงพวกเราทั้งหมดที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ มิได้หมายความว่าเป็นตัวแทนฝ่ายค้าน มิได้หมายความว่าเป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล รัฐบาล มีเสียงข้างมากอยู่แล้ว สุดท้าย ๒ คนนี้ก็เป็นเสียงซึ่งท่านได้ให้ความเห็นชอบ แต่อย่างน้อย มันจะต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของ ประชาชนทุกคน

ประเด็นที่ ๓ นั้นเป็นเรื่องของการกำหนดสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ ของกองทุนเมื่อเทียบกับแหล่งเงินทุนอื่น

ประเด็นที่ ๔ เป็นเรื่องของการกำหนดให้ผู้ออกตราสารหนี้ต้องมีแหล่งเงินทุนอื่น ที่ไม่ใช่กองทุนไม่น้อยกว่า ๕๐ เพื่อไม่ให้เป็นการเอื้อต่อ กองทุนใหญ่ ๆ

ประเด็นที่ ๕ กำหนดให้ในกรณีที่ตลาดตราสารหนี้ประสบปัญหา อย่างร้ายแรงจากโควิด (COVID) จนกระทั่งมันไปต่อไม่ได้นะครับ เราก็กำหนดว่าเปิดโอกาส ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะมาซื้อขายตราสารหนี้เหล่านี้ เพราะว่านั่นคือกรณีที่ มันเป็นเวิสต์เคส (Worst case) กรณีที่มันแย่ที่สุดและเราไม่สามารถแก้ไขปัญหา ในตลาดตราสารได้ เรามีความจำเป็นต้องยืมมือของธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาช่วย กำกับให้มากขึ้น

ในส่วนสุดท้ายเช่นเดียวกันครับ เรากำหนดให้คณะกรรมการกองทุน มารายงานต่อรัฐสภาทุก ๓ เดือนเพื่อให้เกิดการติดตามตรวจสอบ เพื่อให้การดำเนินงานของ ตัว พ.ร.ก. มาช่วยตราสารหนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น และเราก็พยายามหาทางแก้ แต่สุดท้ายระยะเวลามันผ่านจนมันไม่สามารถดำเนินการได้ และปัญหามันก็เกิดขึ้นจริง ๆ ผมได้พูดคุยกับเพื่อนสมาชิกจากฟากฝั่งรัฐบาล ก็ได้รับข้อเสนอ ที่น่าสนใจเราก็จะรอดูว่าท่านจะดำเนินการอย่างที่ท่านได้ปรึกษาหารือหรือไม่ เนื่องด้วย พ.ร.บ. ทั้ง ๓ ฉบับที่เป็นการปรับแก้ พ.ร.ก. นี้นะครับ มันผ่านเวลามา จนกระทั่งมันเลยจุด ไปแล้ว แต่เนื้อหาเนื้อในของมันรวมถึงข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกจะอภิปรายในวันนี้ เป็นประโยชน์ครับ หลายคนเตรียมอภิปรายถึงปัญหาที่มันเกิดขึ้นจะช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนได้อย่างไร พี่น้องภาคเอกชนและประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤติโควิด (COVID) มีการพูดคุยกันว่า เราจะใช้ช่องทางของสภาโดยการส่งให้กับคณะรัฐมนตรีครับ มันเป็น พ.ร.บ. มาแก้ พ.ร.บ. นาทีนี้พวกผมก็ไม่ได้ต้องการแล้วครับ มันไม่ได้เกิดประโยชน์ เพราะว่าเงินมันผ่านไปแล้ว เงินมันหมดไปแล้วไปปรับคณะกรรมการกองทุนอนุมัติเงิน ถามว่าจะเกิดประโยชน์อะไร มันไม่เกิด แต่ว่าเรายังต้องการที่จะสื่อสิ่งที่พวกเราทำไปยัง คณะรัฐมนตรีไปยังผู้บริหาร ก็อยากจะให้เป็นไปตามที่มีการพูดคุย นั่นก็คือหลังจาก เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายจบแล้วพวกผมยินดีครับ ถ้าท่านจะนำส่งเรื่องนี้ไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน แล้วก็ให้คำตอบต่อสภาผู้แทนราษฎรว่าสิ่งที่พวกเรา ทำไปอันไหนเป็นประโยชน์และท่านจะรับไปทำหรือไม่ อันนี้เป็นสิ่งที่อยากจะเห็น ก็คงใช้ เวลาสภาผู้แทนราษฎรเพียงเท่านี้ ต้องกราบขอบพระคุณครับ