สมบัติ เสนอร่างแก้ กม.ช่วยผู้ประกอบการ-เข้าถึงสินเชื่อเพิ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

สมบัติ ศรีสุรินทร์ เสนอร่างแก้ไขพระราชกำหนดเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเน้นการปรับปรุงนิยามวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม ขยายสิทธิการเข้าถึงสินเชื่อ ผ่อนปรนเงื่อนไขการกู้ และเพิ่มระยะเวลาชำระหนี้ พร้อมเสนอให้ตั้งกองทุนพิเศษเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเครดิตบูโรและไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้อย่างทั่วถึง

นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายสมบัติ ศรีสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน แก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมี

หลักการ สมควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการให้ความ ช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ดังต่อไปนี้

๑. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่าผู้ประกอบวิสาหกิจให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่า ด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓)

๒. แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ให้หมายความรวมถึงวิสาหกิจที่ไม่เคยมีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินมาก่อน และจำกัด วงเงินสินเชื่อไว้ไม่เกิน ๕๐๐ ล้านบาทต่อราย (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓)

๓. กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ อันส่งผลให้วิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ทุกรายสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำได้ โดยง่าย (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗ วรรคสาม)

๔. กำหนดเงื่อนไขการให้กู้ยืมเงินของสถาบันการเงินครอบคลุมถึงการให้ สินเชื่อกับวิสาหกิจรายใหม่ และวิสาหกิจที่ยังไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินมาก่อน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง)

๕. ขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินที่กู้พร้อมดอกเบี้ย (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๐)

เหตุผล การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง และมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการ ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคธุรกิจ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นแหล่งจ้างงานที่สำคัญของเศรษฐกิจเกิดสภาวะ การขาดแคลนสภาพคล่อง หรือผิดนัดชำระหนี้ และอาจส่งผลกระทบฐานะทางการเงิน และการทำหน้าที่ด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินได้ แต่อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้น จะต้องใช้เวลานานในการฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ และมาตรการที่ออกมานั้นมุ่งช่วยเหลือเฉพาะ ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) ที่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน และมีคุณสมบัติที่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนได้อยู่แล้ว ซึ่งยังไม่ครอบคลุมถึงผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Coronavirus 2019) หรือผู้ประกอบการวิสาหกิจ รายใหม่ที่ไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงิน และประสบกับปัญหาไม่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำได้ จึงจำเป็นต้องตราร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้

ท่านประธานครับ อันที่จริงการแก้ไขพระราชกำหนดโดยเสนอเป็น พระราชบัญญัติฉบับนี้อันสืบเนื่องมาจากว่าเมื่อครั้งที่มีพระราชกำหนดฉบับนี้เข้าสู่สภานั้น ผมได้อภิปรายโดยมีความเห็นแย้งกับกฎหมายฉบับนั้น แล้วก็มีความเห็นตามที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดนครพนมได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้มีความเห็นว่า พระราชกำหนด ฉบับนั้นให้คำนิยามเกี่ยวกับวิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ผิดไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น คือมันจะไม่สามารถทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อมเข้าถึงแหล่งเงินได้ โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่ ยังไม่ได้มีวงเงินกับธนาคาร ดังนั้นจึงได้มีการแก้ไข รวมถึงแก้ไขมาตราอื่น ๆ เพื่อสามารถให้ ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อมซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศสามารถเข้าถึงแหล่งเงินและเป็น กำลังให้ประเทศชาติได้ แต่บัดนี้เวลาผ่านมา ๑ ปี ๘ เดือน การแก้ไขร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ มันก็ผ่านมาเป็นเวลานานจนกระทั่งรัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดฉบับใหม่โดยช่วยเหลือ ผู้ประกอบการวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งพระราชกำหนดฉบับใหม่ก็เป็นผลแล้ว ดังนั้น การแก้ไขต่าง ๆ ที่ผมได้เสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นการช้าเกินไปที่จะ มาเรียงตามมาตราที่จะแก้ไขตาม ซึ่งก็เห็นว่ารัฐบาลก็ได้พยายามแก้ไขอยู่บ้าง แต่ว่าที่ผมได้มี โอกาสลุกขึ้นพูดนี้ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า การแก้ไขต่าง ๆ ตั้งแต่พระราชกำหนดฉบับเดิม จนมาถึงพระราชกำหนดฉบับใหม่ในวงเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นก็ยังไม่สามารถทำให้ ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้อยู่ดี จึงขออนุญาตอภิปรายในส่วนนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขต่าง ๆ นั้นที่จริงมันจะต้องแก้ไขด้วยความคิด ความอ่านที่จะต้องให้ เกิดการผ่อนปรนขึ้นอย่างแท้จริง มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถทำให้ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง เข้าถึงการช่วยเหลือได้เลย ตัวปัญหาที่ติดอยู่

ประการที่ ๑ ติดอยู่สถาบันที่เราเรียกว่า เครดิตบูโร (Credit bureau) เครดิตบูโร (Credit bureau) นี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยต้มยำกุ้ง เครดิตบูโร (Credit bureau) สมัยนั้นเกิดขึ้นมา เพราะว่าสมัยก่อนนั้นเรามีการให้การกู้ยืมเงินกันอย่างง่ายดาย โดยที่ การกู้ยืมเงินนั้นก็อาศัยเงินกู้จากต่างประเทศบ้าง และเงินกู้ภายในประเทศบ้าง เกิดการใช้เงินที่ยืมไปนี่ไปลงทุนในที่ต่าง ๆ ที่ไม่เกิดประสิทธิผล ไม่เป็นไปตามความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดเงินเฟ้อ และทำให้เศรษฐกิจต่าง ๆ ล้มตามที่เราเรียกกันว่า ต้มยำกุ้ง สมัยนั้นเกิด การตั้งสถาบันที่เรียกว่า เครดิตบูโร (Credit bureau) หรือสถาบันพิจารณาเครดิตแห่งชาติขึ้น ซึ่งทำให้มีการพิจารณาเรื่องการให้สินเชื่อกันโดยใช้หลักของการดูจากโครงการ ดูจากเครดิต ดูจากความน่าเชื่อถือของผู้ให้กู้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ว่าในยามนั้นเครดิตบูโร (Credit bureau) มีปัญหามีประโยชน์มาก แต่วันนี้ขณะนี้ปีนี้เราประสบปัญหาซึ่งไม่ใช่เรื่องเดิม แต่เป็นปัญหาที่ เกิดจากโคโรนาไวรัส (Coronavirus) และเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนนั้นไม่สามารถ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งครับที่รัฐบาลจะต้องมีวิสัยทัศน์ แล้วก็ใช้โอกาส ใช้ความสามารถที่จะต้องใช้เครดิตบูโร (Credit bureau) ให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ให้เป็น อุปสรรคต่อธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อม ผมอยากจะยกตัวอย่างว่า รัฐบาลได้พยายาม ช่วยเหลือในวิธีการต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น โครงการโคช่วยชาติ โดยมีสินเชื่อเพียงแค่ล้านละร้อย ซึ่งเป็นความคิดที่ดี โดยเป็นความคิดที่ดีของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผลักดันเรื่องนี้โดยมีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อ โดยดอกเบี้ยแค่ร้อยละ ๐.๐๑ หรือที่เรียกว่า ล้านละร้อย โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นคนอนุมัติให้สินเชื่อ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าผ่านมาเป็นเวลาเกือบ ๒ ปี โครงการนี้เกิดขึ้นมีเกษตรกรเข้าถึง แหล่งเงินอันนี้ยากมาก เนื่องจากติดกรอบการพิจารณาเรื่องการให้สินเชื่อ ตัวผมเอง ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วก็ให้ความช่วยเหลือให้ความอนุเคราะห์ เกษตรกรเพื่อให้เข้าถึง โดยถึงกระทั่งเอาคนไปอบรมวิธีการเขียนโครงการแล้วก็ช่วยเขา ผลักดันอะไรต่าง ๆ แต่สรุปแล้ววิสาหกิจที่ผมช่วยผลักดันอยู่ ๒๐-๓๐ แห่งนั้นอย่างมากที่สุด ก็เข้าสู่การเข้าประกอบการได้รับสินเชื่อจริงเพียง ๕ รายเท่านั้น นี่คือตัวอย่างที่เห็นครับ สิ่งที่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นในรอบนี้ผมอยากจะเห็นรัฐบาลให้มีนโยบายคิดนอกกรอบทางการเงินบ้าง การที่จะต้องไปอาศัยธนาคารแห่งประเทศไทยให้เงินกับสถาบันการเงินเพื่อไปให้ ผู้ประกอบการขนาดเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลาย แล้วเอสเอ็มอี (SMEs) ทั้งหลายนั้นมีปัญหา เรื่องลูกค้าของเขาติดเครดิตบูโร (Credit bureau) บ้าง ติดปัญหาในเรื่องต่าง ๆ แล้ว แม้แต่ บางรายมีหลักทรัพย์สำหรับที่จะค้ำประกันสินเชื่อได้อย่างเหลือเฟือก็ยังไม่สามารถเข้าถึง แหล่งเงินได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องพูดเรื่องนี้เพื่อให้เกิดการผ่อนปรนให้เศรษฐกิจ ขนาดเล็ก ขนาดย่อม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของประเทศเข้าถึงแหล่งเงินได้ ผมเสนอนะครับ ผมอยากจะให้รัฐบาลบายพาส (Bypass) เครดิตบูโร (Credit bureau) ด้วยการตั้งกองทุนพิเศษ เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อม โดยอาจจะเรียกได้ว่าเอสพีวี (SPV) หรือเป็น โครงการเฉพาะกิจแล้วทำให้มีผู้ดูแลเป็นพิเศษ แล้วก็พิจารณาให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อมให้เข้าถึงแหล่งเงิน ดูในขณะนี้ผมเป็นกรรมาธิการการติดตามเรื่องเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้าน ผมเห็นว่ามีหลายโครงการที่เราได้ทำการแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาที่ดี แต่ในเรื่องของการแจกเงินต่าง ๆ ในโครงการคนละครึ่ง หรือยิ่งใช้ยิ่งได้ หรือยิ่งช้อปมาก ยิ่งได้กำไร โครงการแจกเงินที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า เฮลิคอปเตอร์มันนี (Helicopter money) หรือโครงการโปรยเงินไปจนทั่ว มันเป็นมานานแล้ว แล้วก็เป็นการแจกเงินที่ช่วยเหลือคนก็ดี จริง แต่มันแจกซ้ำแจกซ้อน แจกอยู่ที่เก่า ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นขึ้นมาได้เลย กลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่หรือผู้ประกอบการรายเก่าที่มีปัญหาเรื่องโควิด (COVID) แล้ว จำเป็นจะต้องมีเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรื้อฟื้นกิจการของเขาต่างต้องการความช่วยเหลือเรื่อง การเงินโดยให้เขาเข้าถึงแหล่งทุนโดยเร็ว ถ้าเขาสามารถเข้าไปได้ก็จะเกิดการลงทุน ทั่วประเทศ แล้วก็จะเกิดผลดีของประเทศไทย ดังนั้นมันอาจจะดีไหมแทนที่จะแจกเงิน เราให้เขายืมเงิน ดีกว่าแจกเงินไหม ให้แจกเงินไปนั้นแจกแล้วก็ได้ใช้ เกิดการรอ ประชาชนไม่มีความหวัง มีแต่รอว่าเดือนนี้เงินจะอนุมัติมา ๕๐๐ บาท เดือนนี้เงินจะอนุมัติมา ๕,๐๐๐ บาท แล้วก็ ไม่มีใครคิดจะทำงาน ไม่มีใครคิดจะขวนขวายสร้างอนาคต สร้างอาชีพเกิดขึ้น ผมจึงเห็นว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาเรื่องนี้โดยด่วน โดยให้ถือว่าการให้ยืม ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงอยู่บ้างก็จะยังจะดีกว่าการแจกให้เฉย ๆ การให้ยืมไปเพื่อทำธุระ จะทำให้คนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสที่จะมาทำหากินได้สามารถลงทุน การให้กู้ยืมกับผู้ที่มีหลักทรัพย์ อยู่แล้ว แต่ว่าประวัติอาจจะมีความเสียหายอยู่บ้างก็จะทำให้เขาสามารถลุกขึ้นต่อสู้กับชีวิต แล้วก็สร้างเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ดังนั้นขอสรุปว่าในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ของผมไม่ได้ต้องการลงมติอะไรทั้งสิ้น เพราะว่ามันก็ล่าช้านานผ่านมาแล้ว เพียงแต่ต้องการ จะชี้ให้เห็นว่าถึงแม้ว่าจะผ่านมาเกือบจะ ๒ ปีแล้ว การเข้าถึงแหล่งเงินของธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดย่อมในประเทศไทยยังเป็นไปด้วยความลำบาก และนั่นก็คือกับดักเศรษฐกิจ ของประเทศที่รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเป็นการด่วน ต้องถือว่าการให้ยืมให้ทุน จะเป็นประโยชน์กว่าการโปรยเงินครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ