นิรมิต สุจารี แสดงความไม่เห็นด้วยบางส่วนของการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะการใช้รัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุผลในการเขียนกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการใช้ดุลยพินิจของศาลในการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาและจำเลยอย่างมีประสิทธิภาพ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายนิรมิต สุจารี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอโดยนายวิรัช พันธุมะผล กับคณะ เป็นผู้เสนอ กระผมต้องขอกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหมายที่กล่าวถึงกระบวนการ ขั้นตอนในการที่จะนำบุคคลที่กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย กระบวนการทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การแจ้งความร้องทุกข์ การสืบสวนสอบสวน การจับ การค้น การประกันตัวผู้ต้องหา การสั่งฟ้อง การพิจารณาคดี ถึงพิพากษาอรรถคดี แล้วก็จำคุก เป็นกระบวนการที่บัญญัติ ถึงการให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐในการที่จะใช้อำนาจในการที่จะปราบปรามอาชญากรรม และขณะเดียวกันก็บัญญัติถึงการคุ้มครองปกป้องสิทธิเสรีภาพผลประโยชน์ของประชาชน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ถ้าประเทศใดคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็จะบัญญัติให้ความคุ้มครองไว้เริ่มตั้งแต่ สิทธิของผู้ต้องหา สิทธิของผู้เสียหาย สิทธิผู้ถูกกล่าวหา สิทธิของผู้ต้องหา สิทธิของจำเลย เมื่อเขาตกเป็นผู้ต้องหาเขามีสิทธิอะไร เมื่อเขาตกเป็นจำเลยเขามีสิทธิอะไร กฎหมายจะให้ ความคุ้มครองคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของเขาเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมไม่เห็นด้วยบางส่วน เพราะว่า โดยการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ดูเหตุผลในการที่จะเสนอร่าง ท่านได้ไปกำหนด เอารัฐธรรมนูญ ๒ มาตรามาเขียนเป็นเหตุผล ซึ่งเป็นเหตุผลในการเขียนกฎหมาย หรือเสนอร่างพระราชบัญญัติกฎหมายเข้ามาในสภานั้น จะเขียนถึงหลักการสภาพของสังคม มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หรือรัฐธรรมนูญมีการแก้ไขอย่างไร แต่วันนี้ท่านลอกเอามาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาใส่ไว้เป็นหลักการ ผมจึงไม่เห็นด้วย
ประการที่ ๒ ที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือ ผู้รักษาการตามร่างมาตรา ๔ ให้ประธาน ศาลฎีกา อัยการสูงสุด ผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมรักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งโดยหลักทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เสนอเข้ามาในสภา ส่วนมากก็จะเป็น นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ส่วนในเรื่องของสาระในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ มาตรา ๑๐๕/๑ ท่านได้บอกว่า ถ้าบุคคลถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แล้วให้ส่งตัวไปที่เจ้าพนักงานตำรวจ พนักงานอัยการ พนักงานศาล ถ้าบุคคลดังกล่าวนั้นให้การรับรองตนเองว่าไม่อยู่ในระหว่างเวลาที่มี คำพิพากษาให้รอการลงโทษ ให้รอการกำหนดโทษหรือพ้นโทษจำคุกมาเกินกว่า ๓ ปี ให้พนักงานสอบสวน อัยการ ศาลได้ให้ประกันตัวเอง โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ทันทีโดยเร็ว ส่วนนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่เว้นแต่การกระทำความผิดดังต่อไปนี้ ท่านบอกว่า การกระทำ ความผิดที่กฎหมายระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป อันนี้บังคับไม่ถึง แล้วไปพูดถึง เรื่องการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์เกี่ยวกับทรัพย์ ซึ่งมันขัดแย้ง ในเหตุผลระหว่างข้อ ๑ กับข้อ ๒ ซึ่งตรงนี้ผมไม่เห็นด้วยครับ
แล้วประการสุดท้าย ก็คือว่าการกระทำความผิดอาญาอื่นตามประกาศของ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด ตอนนี้ไม่ได้รู้ว่าที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกากำหนดอะไรไปบ้าง แล้ววันนี้จะมาตราเป็นกฎหมาย จะตีรวมว่าอย่างไรไม่ทราบ อันนี้ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้น จากเหตุผลดังกล่าว ประเด็นดังกล่าวข้างต้น ผมจึงขอเสนอว่า กฎหมายที่ควรจะมีก็คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และแก้ไข เพิ่มเติมการใช้ดุลยพินิจของศาลในการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหา และจำเลย เพราะว่าวันนี้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจของศาลในการอนุญาตให้ประกันตัวเอง ทุกวันนี้กฎหมายก็บัญญัติให้โอกาสผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย สามารถที่จะสาบานตนเอง ต่อศาลแล้วขอประกันตัวเอง โดยใช้กำไลอีเอ็ม (EM) แล้วก็สามารถที่จะกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องมีหลักประกัน ผมเคยไปยื่นประกันชาวบ้านหรือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนถึง ๒๐ คน ยืนขึ้นแถลงต่อศาล สาบานตนแล้วก็สามารถกลับบ้านได้ วันนี้ก็ยังทำได้ครับ แต่บางศาลใช้ดุลยพินิจอยู่ครับ การใช้ดุลยพินิจเป็นตัวของศาลเอง เพราะฉะนั้นเป็นเรื่อง สำคัญวันนี้ที่หลาย ๆ คน ชาวบ้านไม่มีหลักทรัพย์ที่จะประกันตัวเอง แต่ถ้าศาลใช้ดุลยพินิจ อนุญาตให้ประกันก็สามารถดำเนินการได้ ขอกราบขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ สวัสดีครับ