วรภพ วิริยะโรจน์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโทษจำคุก โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ต้องขังบางคนไม่สามารถประกันตัวได้ เนื่องจากไม่มีทรัพย์สินหรือเงินเพียงพอ และเสนอให้พิจารณาให้ประกันตัวผู้ต้องขังที่ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีหรือกระทบกระเทือนต่อการสอบสวน
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ผมขออภิปรายสนับสนุน เห็นด้วยในหลักการของกฎหมายนี้สั้น ๆ ท่านประธานครับ เพื่อว่าผมเห็นด้วยในหลักการ ที่บอกว่ากฎหมายฉบับนี้ มันจะเป็นส่วนหนึ่งครับ ไม่ใช่ทั้งหมด ในการยุติวาทกรรมครับ ที่บอกว่าคุกไทยมีไว้ขังคนจน ผมอยากเริ่มต้นจากข้อมูลก่อนครับ อาจจะมีการอ้างอิง จากผลงานวิจัยของอาจารย์ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ครับ ก็คือในปี ๆ หนึ่งครับ เรามีนักโทษ ผมใช้คำว่าผู้ต้องขังน่าจะถูกต้องกว่า ก็คือ ๓๖๐,๐๐๐ กว่าราย ในบรรดา ๓๖๐,๐๐๐ กว่า รายนี้ครับ หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ มีเป็นหลักหมื่น หรือว่าในบางขณะมีถึงแสนราย ที่เป็นผู้ต้องขังที่คดียังไม่พิพากษา พูดง่าย ๆ ครับ ก็คือยังไม่ได้เป็นอาชญากร เป็นเพียงแค่ ผู้ถูกกล่าวหาที่รอการถูกพิพากษาหรือว่ารอการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองอยู่ ซึ่งแน่นอน ในหลักรัฐธรรมนูญหรือในตามกฎหมายสากลนี้ เขาก็กำหนดไว้ว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ในบรรดาหลักหมื่น หลายหมื่น หรือหลักแสนรายนี้ครับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ศาลให้ประกันครับ แต่ที่เขาไม่ประกัน มันก็แน่นอนครับ เพราะเขาไม่มีเงินครับ อันนี้อดีตประธานศาลฎีกา ก็เคยให้สัมภาษณ์ไว้ครับว่าเมื่อเคยมีไปสัมภาษณ์ผู้ต้องขังเหล่านี้ เขาก็ให้เหตุผลครับ มีตั้งแต่ ว่าผู้ต้องขังบางรายไม่รู้แม้กระทั่งสิทธิครับ ว่าเขาสามารถยื่นขอประกันได้ หรือแม้กระทั่งบอกว่า มีครับ มีเงินครับ แต่มีน้อยครับ ผู้ต้องขังเหล่านั้นก็เลยคิดว่าเก็บเงินเหล่านั้นให้ลูกเมียได้กิน ได้ส่งเรียนหนังสือดีกว่าที่จะมาใช้เงินประกันตัวตรงนี้ ซึ่งผมฟังแล้วก็มองว่าเป็นเรื่องที่ น่าหดหู่มาก นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็มีการหาได้ตามที่อดีตประธานศาลฎีกาได้เคย สัมภาษณ์ไว้ ดังนั้นผมเลยอยากชวนให้ทุกท่านตั้งคำถามครับ คือถ้าในเมื่อศาลพิจารณา ให้แล้วว่าผู้ต้องหาคนนั้นได้รับสิทธิในการประกันตัว มันหมายถึงอะไร ก็คือศาลพิจารณาครับ ว่าผู้ต้องหารายนั้นไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ไม่มีพฤติการณ์ที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับคดี เพื่อกระทบกระเทือนต่อการสอบสวน สืบสวน ดังนั้น ทำไมมันถึงควรจะต้องมีหลักประกัน หรือทรัพย์สินครับ คือเอาเรื่องของความรวยความจนมาเป็นเรื่องในการลิดรอนสิทธิของ ของการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหารายนั้นด้วย ผมอาจจะยกข้อมูลอีกอันหนึ่งที่หลายท่าน อาจจะยังไม่ทราบ คือในสถิติบัญชีเงินฝากของคนไทยนี้ครับ คือ ๘๗ เปอร์เซ็นต์ ที่มีเงินไม่ถึง ๕๐,๐๐๐ บาท ดังนั้น การกำหนดหลักประกัน ซึ่งผมก็มั่นใจมันไม่ใช่ ๕๐,๐๐๐ บาท แน่นอนครับ หลายรายครับ มันก็เป็นหลักแสนทั้งนั้น ตัวเลข ๘๗ เปอร์เซ็นต์นี้ก็ยืนยันครับว่า ถ้าคนเหล่านี้ต้องมาขอหลักประกันมันก็จะเกิดปัญหา จากเดิมแค่ปัญหาเศรษฐกิจ มันจะกลายเป็นปัญหาสังคมตามมา แทนที่คนเหล่านั้นจะได้ใช้ช่วงเวลาในการพิสูจน์ ความบริสุทธิ์ของตนเอง ยังสามารถหารายได้วันละ ๓๐๐ กว่าบาท หรือว่าถ้าเกิดคิดเป็นปี บางทีมันก็เป็นแสนบาท การที่เอาคนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในคุกนี้ครับ ก็กลายเป็นภาระ งบประมาณของแผ่นดินที่ต้องใช้ดูแลผู้ต้องขัง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี ซึ่งแน่นอนครับ ทุกท่าน พิจารณาดูก็จะทราบว่า ๒๐,๐๐๐ บาทต่อปี มันไม่มีทางครับที่จะสามารถทำให้คน ๆ นั้น มีศักยภาพพัฒนาขึ้นมาได้ มันเป็นไปไม่ได้เลย นี่คือการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด นี่คือเหตุผลครับที่ผมเห็นด้วยในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ส่วนในรายละเอียดถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะขอฝากเสนอไปยังกรรมาธิการในวาระ ๒ ครับ ผมอยากให้ลองพิจารณากันดูครับว่า ถ้าเป็นโทษไม่ร้ายแรงนี้ครับ ซึ่งแน่นอนครับ ในนิยามของความไม่ร้ายแรงของแต่ละคนอาจจะ แตกต่างกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นอะไรที่พูดคุยกันได้ว่าจะ ๓ ปี ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีนี้ครับ มันควรจะเป็นสิทธิของพลเมืองไทยด้วยซ้ำ ในการประกันตัวเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ ตนเองในชั้นการสืบสวนสอบสวนนี้ เพราะเขายังไม่ได้เป็นอาชญากร แต่แน่นอนครับ ถ้าเป็นโทษที่ร้ายแรง ถ้าศาลก็ยังมีดุลยพินิจครับ คือถ้าพิจารณาแล้วว่าผู้ต้องขังเหล่านั้น มีพฤติการณ์หลบหนีหรือว่ามีพฤติการณ์จะไปยุ่งเกี่ยวกับคดีก็สั่งไม่ให้ประกันตัวได้ ผมว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ถ้าเกิดว่าศาลพิจารณาแล้วว่าผู้ต้องหารายนั้นไม่ได้มี พฤติการณ์เหล่านี้ ในเมื่อให้สิทธิประกันตัวเหล่านั้นแล้วก็อย่าเอาหลักประกัน อย่าเอาทรัพย์สิน เอาเรื่องความรวยความจนมาเป็นอุปสรรคในการลิดรอนสิทธิตรงนี้เลยครับ ก็ขอฝาก กรรมาธิการในวาระ ๒ ด้วยครับ ขอบคุณครับ