วิโรจน์ ชี้ พ.ร.บ. เปลี่ยนโครงสร้างการศึกษา ยังไม่แก้ปัญหาต้นเหตุ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๔

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกคำสั่ง คสช. 19/2560 โดยชี้ว่าโครงสร้าง กศจ. และองค์กรในระบบการศึกษาที่ซ้ำซ้อนยังคงอยู่ ทำให้การกระจายอำนาจและการบริหารงานการศึกษาขาดความเป็นเอกภาพ จึงเสนอให้คืนอำนาจการบริหารหลักสูตร งบประมาณ และการบริหารทั่วไปกลับสู่ กพท. พร้อมปรับหลักการคัดเลือกองค์ประกอบให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้นแทนการรักษาระบบเดิม

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือถ้าเกิดเราอ่านดูดี ๆ มันจะไม่ใช่ การยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ทั้งหมด แต่เป็นเพียงการแลกกับอำนาจบางอย่าง นั่นก็คืออำนาจในการบริหารบุคคลเอามาให้กับ อ.ก.ค.ศ. เท่านั้น แต่เนื้อหาสาระสำคัญส่วนใหญ่ของคำสั่งที่ ๑๙ ยังคงอยู่ครับ กศจ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดก็ยังคงอยู่ครับ คณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งจังหวัดหนึ่งจะมีสัก ๒-๓ ชุดก็ยังคงอยู่ครับ ศึกษาธิการจังหวัด รองศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคที่มีโครงสร้างไม่ถึง ๑๘ คนก็ยังคงอยู่ครับท่านประธาน ความอุ้ยอ้าย เทอะทะที่เปี่ยมไปด้วยความไม่ไว้วางใจในตัวคุณครู ไม่ไว้ใจผู้บริหารสถานศึกษา ปัญหาที่ กศจ. ที่มีที่มาจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สอศ. สช. กศน. และความอุ้ยอ้ายที่เต็ม ไปด้วยโครงสร้างองค์กรต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นหอการค้า อุตสาหกรรม จังหวัด การท่องเที่ยว สำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรี แต่งตั้งลงมาโดยไม่เข้าใจบริบทในพื้นที่ก็ยังอยู่ในโครงสร้างนี้ ความพยายามที่จะเข้ามา แทรกแซงอำนาจของครู ความพยายามที่จะเข้ามารวบอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา ที่เข้าใจบริบทในการศึกษาในท้องถิ่นนั้นก็ยังคงอยู่ครับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ในมาตรา ๓ และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องมีการกำหนดให้มี อ.ก.ค.ศ. ไม่ว่าจะเป็นประถมและมัธยม ประจำเขตพื้นที่การศึกษาก็จริงครับ แต่อย่างนี้ครับท่านประธาน แต่ตราบใดก็ตามอำนาจ ในการยุบควบรวมโรงเรียนยังอยู่ที่ กศจ. อยู่ครับ อ.ก.ค.ศ. พื้นที่ ประถม มัธยม มีหน้าที่ บริหารบุคคลครับท่านประธาน แต่ กศจ. ยังคงอยู่และยังมีหน้าที่ในการบริหารงานอีก ๓ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นงานวิชาการ งานยุบควบรวมโรงเรียนบริหารทั่วไป บริหารงบประมาณยังอยู่กับ กศจ. อยู่ ผมตั้งคำถามครับว่า อ.ก.ค.ศ. จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ก็ในเมื่อ การยุบควบรวมโรงเรียน อ.ก.ค.ศ. ไม่ได้รู้ไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีบทบาทสำคัญ แต่การจัดอัตรากำลังแต่งตั้งโยกย้ายอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ. ผมว่าการทำงานจะเกิดปัญหาขึ้น ในระยะยาวแน่ ๆ อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ผมอยากจะทานซ้ำนิดหนึ่ง โครงสร้างเดิม ก่อนที่จะมีคำสั่งที่ ๑๙ จะมีคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาที่เรียกว่า กพท. ทำหน้าที่ ในส่วนนี้ครับ ในส่วนของการบริหารหลักสูตร การบริหารจัดการงานทั่วไป การบริหารจัดการ งบประมาณ และโครงสร้างของ กพท. หรือคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ก็ประกอบด้วย ผอ. เขตพื้นที่เป็นกรรมการและเป็นเลขานุการด้วย และมีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยผู้แทน ชุมชนก็ดี องค์กรเอกชน โรงเรียนเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี ในขณะเดียวกัน กลับมาดูที่โครงสร้างของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ ก็จะมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เป็นกรรมการอยู่ด้วย เป็นอนุกรรมการอยู่ด้วยเช่นกัน และเป็นเลขาอยู่ด้วยเช่นกัน ในเมื่อ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษาทำงานทั้ง อ.ก.ค.ศ. และ กพท. มันทำให้การบริหารหลักสูตร และการบริหารงานบุคคล การบริหารเรื่องของการบริหารงานทั่วไป การบริหารงบประมาณ การตัดสินใจยุบควบรวมโรงเรียนต่าง ๆ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษาอยู่ในฐานะที่รับทราบ และอยู่ในส่วนของงานยุทธศาสตร์เหล่านี้ด้วย การทำงานก็จะเป็นเอกภาพ ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราสภาแห่งนี้ต้องการที่จะส่งเสริมการกระจายอำนาจจริง ๆ ต้องการให้สิทธิเสรีภาพ ในงานวิชาการและการจัดการเรียนการสอนกับครูจริง ๆ โดยมีพื้นฐานที่เราต้องไว้วางใจ ครูและผู้บริหารสถานศึกษา ในฐานะที่พวกเขาเป็นวิชาชีพชั้นสูง กระผมจึงเสนอให้อำนาจ ทั้ง ๓ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นงานบริหารหลักสูตร การบริหารงานทั่วไป การบริหารงบประมาณ ที่ตอนนี้อยู่ที่ กศจ. ให้คืนกลับมาที่ กพท. เสีย ความกังวลใจในเรื่อง ความโปร่งใสและระบบ เครือข่ายอุปถัมภ์ที่เรากังวล เราแก้ได้ครับ โดยการเพิ่มสัดส่วนของการเลือกตั้งให้อยู่ ใน อ.ก.ค.ศ. ก็ได้ แล้วการตรวจสอบถ่วงดุลจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และโอกาสในการทุจริต คอร์รัปชันก็จะลดลงเป็นเงาตามตัว การเรียกรับผลประโยชน์ก็จะลดลงเป็นเงาตามตัว แต่ไม่ใช่ยังคงโครงสร้างของ กศจ. อยู่ ยังคงโครงสร้างที่มีศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาค อยู่แบบนี้ครับ มันเป็นเหมือนกับอะไรครับ งานของ กศจ. ลดลงมา แต่ไปงอกโครงสร้าง อ.ก.ค.ศ. ขึ้นมา และจะเป็นภาระทางงบประมาณ และเกิดความอุ้ยอ้ายในการปฏิบัติงานการที่ขับเคลื่อนงาน การศึกษาที่ต้องมีโครงสร้างการบริหารงานบุคคลอย่างไม่เป็นเอกภาพในพื้นที่อีก ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจึงเห็นด้วยว่าการแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือให้มี กพท. ทำงานเหมือนเดิม อ.ก.ค.ศ. มีเหมือนเดิม สิ่งที่เรากังวลเราแก้ที่ที่มาของพวกเขาครับ ให้เขาเข้ามาโดยมีโครงสร้างสัดส่วน ในการเลือกตั้งเพิ่มมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมี กศจ. สิ่งที่เกิดขึ้นใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ในมาตรา ๓ และมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะสร้างความอุ้ยอ้ายและภาระทางงบประมาณ ให้กับกระทรวงศึกษาธิการ เพราะว่าตราบใดถ้ามี กศจ. มีอนุกรรมการ กศจ. มี ศธจ. คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด มี ศธภ. ก็จะมีงบประมาณ มีเบี้ยเลี้ยง มีเบี้ยประชุมเกิดขึ้นอีก คราวนี้เพิ่ม อ.ก.ค.ศ. ขึ้นมาอีก เบี้ยประชุม เบี้ยเลี้ยงต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นมาอีก กศจ. คนเท่าเดิม แต่ลดงานลง เกิด อ.ก.ค.ศ. ขึ้นมา ผมไม่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงปรับปรุง เหล่านี้จะเกิดประโยชน์โพดผล หรือเกิดประสิทธิภาพในการบริหารงานใน กระทรวงศึกษาธิการได้อย่างไร แถมที่ผ่านมาในฐานะที่ผมเคยเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ งบประมาณในปี ๒๕๖๓ แล้วก็ได้ติดตามเพื่อน ๆ สมาชิกในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคก็มีความพยายามที่จะของบประมาณในการก่อสร้าง อาคาร จัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องเป็นภาระให้กับคณะอนุในการตัด ปรับลดงบประมาณอีก คือปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้เลย ถ้าคลาดสายตาเมื่อไรงบประมาณก็จะเกิดขึ้นกับการสร้าง อาคารซึ่งไม่มีความจำเป็น งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการเราก็ทราบอยู่แล้วว่า เงินส่วนใหญ่งบมันเยอะ แต่เงินส่วนใหญ่มันไม่ได้ไปลงที่เด็ก เราควรจะเอางบเหล่านี้ มาปรับปรุงโภชนาการ สุขอนามัย ความปลอดภัยหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็ก มาปรับปรุงสวัสดิการให้กับครู ไม่ใช่ว่าต้องมาสิ้นเปลืองกับครุภัณฑ์ และอาคารสถานที่ของ โครงสร้างองค์กรที่อุ้ยอ้ายแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นเหตุผล ของการแปรญัตติในมาตรา ๓ ของกระผม ผมเข้าใจดีครับว่าข้อบังคับ ข้อ ๑๒๕ การแปรญัตติ ต้องแปรเป็นรายมาตรา แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้การอภิปรายไม่ซ้ำซาก ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ ผมจึงได้ขออนุญาตท่านประธานว่า ผมแปรญัตติในมาตรา ๓ นี้เป็นหลัก แต่มีความจำเป็นต้องอธิบายแตะไปยังมาตรา ๓/๑ ถึงมาตรา ๓/๕ ที่ผมได้แปรเอาไว้ ซึ่งจะทำให้เกิดความจำเป็นในการตราเนื้อหาในมาตรา ๔ ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบราชการ ภายในกระทรวงต่อมา และเมื่อมีการยุบ กศจ. ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคแล้ว ก็จึงต้องมีการตรามาตรา ๕ ที่เกี่ยวข้องกับการโอนย้ายอัตรากำลังคนที่มีอยู่ให้พวกเขาได้ไป ทำงานที่มีคุณค่าในหน่วยงานอื่นภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ และในมาตรา ๖ ก็มีความจำเป็นในการยุบอัตรากำลังเหล่านี้ในระยะยาว เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ และเมื่อไม่มี กศจ. ศธจ. และ ศ ธภ. มาตรา ๗ ถึงมาตรา ๑๑ ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อสักครู่ผมได้ฟังท่านรองศาสตราจารย์สุรวาท ซึ่งได้ชี้แจงในฐานะกรรมาธิการว่า การยุบ กศจ. ก็ดี ยุบศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาคก็ดี นั่นเป็นการขัดหลักการที่สภารับไปแล้วในวาระที่ ๑ ซึ่งผมเข้าใจดีครับท่านประธานว่า ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๕ การแปรญัตติจะต้องไม่ขัดกับหลักการ กระผมจึงมีความจำเป็นที่จะ ขอถอนคำแปรญัตติของผมทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามผมยืนยันกับท่านประธานอย่างนี้ครับว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้เป็นการยุบหรือยกเลิกคำสั่ง ที่ ๑๙/๒๕๖๐ แต่เป็นการยอมรับมัน โดยแลกกับอำนาจบางประการให้กับ อ.ก.ค.ศ. และจะเป็นภาระทางงบประมาณในระยะยาว ซึ่งสภาแห่งนี้เดี๋ยวจะมาบ่นกันว่างบเยอะ กระทรวงศึกษาธิการงบเยอะงบไม่ไปที่เด็ก แล้วก็ต้องคอยมาตัดแบบนี้ ผมเห็นด้วยกับทางท่านสุรวาทว่า ในท้ายที่สุดสภาแห่งนี้จะต้อง ตราพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่ เพื่อคืนอำนาจทั้งหมดให้กับครู คืนอำนาจทั้งหมดให้กับ ผู้บริหารสถานศึกษา และจะยอมให้ระบบการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ อุ้ยอ้ายไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ต่อไปไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ