ซูการ์โน มะทา อภิปรายรายงานประจำปี 2563 ของกองทุน สสส. โดยชื่นชมความโปร่งใสในการดำเนินงาน แต่เสนอให้เพิ่มบทบาทในการคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าสุขภาพที่โฆษณาเกินจริงผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะที่ส่งผลต่อเยาวชนและปัญหาสุขภาพเรื้อรัง พร้อมทั้งหารือปัญหาอุบัติเหตุจราจรที่เกิดจากขาดจิตสำนึกการขับขี่ เรียกร้องการสร้างวินัยจราจรอย่างจริงจังและการทบทวนการบังคับใช้กฎหมายที่อาจกลายเป็นภาระแทนการป้องกัน รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของการเยียวยาและสนับสนุนงบประมาณอย่างทั่วถึงให้กับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กกำพร้า สตรีหม้าย และเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง พร้อมส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกในการเลิกสูบบุหรี่
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ วันนี้ผมขออนุญาต ใช้เวลา ๗ นาที อภิปรายรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ของกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ
ลำดับแรก ต้องชื่นชมในการดำเนินการในรูปเล่มที่ได้กระทำเป็นรูปเล่ม ที่สวยงามและมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากอภิปรายเพิ่มเติมเพื่อเป็น ข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายท่านก็พูดมาแล้วว่า กองทุนนี้มาจากเงินภาษีบาป กองทุนนี้มาจาก ๒ เปอร์เซ็นต์ของภาษีบาป ซึ่งถ้าเราจำได้ว่าก่อนหน้านี้ประเทศไทย เราไม่มีเรื่องการต้องมา รณรงค์เรื่องการดื่มสุรา แต่ว่าด้วยต้องการสร้างรายได้ ข้อเท็จจริงเราก็ต้องไม่ลืมว่า เริ่มต้นจากการที่จะหาเงินเข้าประเทศ เรามีการอนุญาตเปิดโรงเหล้าถึง ๑๒ แห่งทั่วประเทศ วันนี้ถ้ามาดูในรายงานกิจกรรมทั้งหมด ตลอดการตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ผ่านมานั้นจะเห็นได้ว่า ทางกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพให้ความสำคัญอย่างยิ่ง กับการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเยาวชน ที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่หรือการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย สิ่งหนึ่งที่ผมอยากฝากและตั้งข้อสังเกต ผ่านรายงานฉบับนี้ก็คือว่า วันนี้ถ้าเรามาดูในเรื่องของความก้าวหน้าในระบบของโซเชียล (Social) พี่น้องประชาชน แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด (COVID) ไม่ค่อยได้ไปไหนมาไหนเท่าไร แต่วันนี้ธุรกิจการค้าออนไลน์ (Online) ก็เป็นธุรกิจหนึ่งที่มา เผยแพร่มากในสังคมโซเชียล (Social) บ้านเรา ผมเห็นว่าการสร้างพลังคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวข้องกับอาหารเสริมสุขภาพต่าง ๆ ที่จำหน่ายอยู่ในสื่อโซเชียล (Social) ต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งที่ผมให้ความสำคัญว่า ทาง สสส.น่าจะให้ความสำคัญตรงนี้ ให้มากขึ้นด้วย เพราะว่าวิธีการที่จะได้มาซึ่งรายได้ก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อ การโฆษณา ชวนเชื่อถ้ามันเกินความจริงคนก็หลงทาง นำไปซื้อมาบริโภค สุดท้ายก็ประสบกับปัญหา สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เมื่อสักครู่ท่านคุณหมอบัญญัติได้พูดแล้วว่า โรคระบาด ที่ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อพี่น้องประชาชนคนไทย ก็คือปัญหาสุขภาพของเยาวชนที่เป็นอนาคตของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูงต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเราเป็นห่วง อยากให้มี การเขียนเพิ่มเติมตรงนี้
ในประเด็นต่อมาที่ผมให้ความสำคัญก็คือ นอกจากเรื่องความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินการใช้เส้นทางคมนาคมแล้ว อย่าลืมเรารณรงค์เรื่องความปลอดภัย ในการขับขี่อย่างมาก แต่เราไม่เคยสร้างสำนึกให้กับผู้ขับขี่หรือผู้ที่ใช้ยวดยานพาหนะ ให้ตระหนักสำนึกเหมือนกับพี่น้องประชาชนชาวญี่ปุ่นที่เขาสำนึกว่า หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ตามกฎจราจรนั้นเป็นอย่างไร วันนี้ปัญหาผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์นั้น เบื้องต้น เกิดมาจากเมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกกันน็อก (Knock) ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็มาจากเงินที่เป็นภาษี ที่ท่านเอามาดำเนินการในกิจกรรมนี้ แต่วันนี้ผมยังไม่เห็นว่าการที่จะสร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนคนไทยที่มีรถยนต์ตระหนักสำนึกว่า กฎจราจรนั้นเป็นอย่างไร ทำอย่างไร ให้ผู้บังคับกฎหมายจราจรให้บังคับจริง ใช้งานได้จริง เช่น ถ้าเราเดินทางผมว่าท่านประธาน เดินทางกลับไปที่แปดริ้ว ก็คงจะทราบดีถ้าท่านไม่มีรถนำ รถช้าวิ่งขวา รถเร็วจะแซงต้องแซงซ้าย ผมว่าปัญหาอุบัติเหตุสำคัญที่สุดก็คือ เราไม่มีความรับผิดชอบ สำนึกในหน้าที่ว่าการขับขี่ รถยนต์ที่ถูกต้องนั้นจะทำอย่างไร แม้ว่าวันนี้กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแล้วว่าเลน (Lane) ขวา สำหรับไว้แซง ซึ่งสามารถขับขี่ได้ความเร็วถึง ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ปัญหาจากมาตรการ การรณรงค์ของท่านในเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การขับขี่ยานพาหนะนั้น มันเป็นช่องทางการหากินของผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตำรวจทางหลวง ตำรวจท้องที่ ตำรวจจราจรต่าง ๆ เหล่านี้กลับมาบังคับซ้ำเติมพี่น้องประชาชนเข้าไป ผมอยากฝากประเด็นนี้ ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ทาง สสส. ควรจะมีข้อมูลนำเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย หรืออยู่ในรายงานอย่างนี้ด้วยนะครับ
เรื่องสุดท้ายครับ เนื่องจากเวลาเหลือแค่ ๑ นาที เรื่องของกลุ่มเปราะบาง กลุ่มเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ๔ อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง ทำให้ ครอบครัว สตรีหม้าย เด็กกำพร้า มีฐานะยากจนจำนวนมาก ผมอยากเห็นทาง สสส. ให้ความสำคัญตรงนี้ไปเยียวยา หรือดำเนินการเหมือนท่าน ส.ส. หลายท่านได้เสนอว่า การขอเงินงบประมาณ เพื่อไปช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่เป็นเด็กและเยาวชนหรือกลุ่ม สตรีหม้าย กลุ่มเด็กกำพร้าที่อยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ความรุนแรงนั้น ควรจะเข้าถึงได้ง่ายมากกว่านี้ วันนี้เราจะเห็นว่า บางครอบครัว อย่างที่ผ่านมามีการลงโซเชียล (Social) แม่หม้ายลูกติด ๓ คน เลี้ยงลูก ด้วยน้ำต้มข้าว ท่านรู้ไหมครับ พอออกสื่อไปแล้วมีคนบริจาค ซึ่งคนที่ไปบริจาคเขาไปบริโภค ทางสื่อ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับท่านประธานเรื่องนี้สำคัญ แล้วสุดท้ายคนบริจาคก็ตั้งใจ จะช่วยเหลือ แต่ว่าข้อเท็จจริงบางครั้งมันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ อันนี้ผมก็อยากฝาก ในกรณีนี้ด้วยกัน
อันที่ ๒ ผมเข้าใจว่า บางครั้งมูลนิธิต่าง ๆ ก็ขอทุนจากท่านไปเยอะเพื่อแก้ปัญหา แต่ผมเห็นบางเรื่อง เช่น การไปช่วยเด็กกำพร้าเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบ้าน แต่อย่าลืมว่า ในหมู่บ้านนั้นมันมีเด็กกำพร้าที่ยากจนอีกเป็นร้อย เราไปช่วยแค่ ๗ คน ๘ คน เด็กกำพร้า ที่มันไม่ได้รับความช่วยเหลือนั้น ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร ผมเข้าใจดี เพราะผมคือเด็กกำพร้า คนหนึ่ง และสุดท้ายเพื่อเป็นเยี่ยงอย่างผมอยากบอกท่านว่า การรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่นั้น มันไม่ใช่เรื่องยาก มันไม่จำเป็นที่เราจะต้องใช้งบประมาณอะไรมากมาย ถ้าเราสร้างตระหนัก สำนึกวิเคราะห์ให้ออกว่าการสูบบุหรี่นั้นมันมีลักษณะการสูบที่แตกต่างกัน ผมสูบบุหรี่ตั้งแต่ อายุ ๑๔ มาวันนี้จะ ๖๐ แล้ว ผมเลิกสูบบุหรี่มาจะได้เกือบ ๒ ปีแล้ว วันนี้ก็ไม่จำเป็นว่า เราจะเลิกสูบบุหรี่หรือไม่เลิกสูบบุหรี่ แต่ถ้าเรารักสุขภาพเราก็สามารถที่จะเลิกสูบบุหรี่ได้ ขอบคุณครับ