วรภพ เปิดร่าง 5 ฉบับ เสริมอำนาจประชาชน-เร่งโปร่งใสข้อมูลรัฐ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓ ธันวาคม ๒๕๖๔

วรภพ วิริยะโรจน์ หารือปัญหาความล่าช้าและข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐ พร้อมเสนอร่างกฎหมายหลายฉบับเพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบาย โดยเน้นการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ยกเว้นข้อมูลลับที่มีการกำหนดระยะเวลาการลับอย่างชัดเจน และผลักดันให้มีการยกร่าง พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัลและกฎหมายการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างกรอบการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิทางดิจิทัลให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและพันธกรณีระหว่างประเทศ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล แล้วก็เป็นกรรมาธิการ พัฒนาการเมืองในขณะนั้น แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการศึกษายกร่างกฎหมายเพื่อเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนครับ วันนี้ก็จะขออภิปรายรายงาน ๕ ร่างกฎหมายที่พวกเรา ได้ศึกษาขึ้นมาสั้น ๆ ครับ จริง ๆ หลักการที่พวกเราได้คุยกันในคณะกรรมาธิการก็คือว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยก็คือภาครัฐที่ไม่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการ ของประชาชนครับ ซึ่งวิธีแก้นั้นพวกเราคิดว่าหลักการใหญ่ ๆ ที่เราต้องยกระดับขึ้นมาคือ การเพิ่มอำนาจประชาชน เพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง จึงเป็นที่มาของ การศึกษา ๕ ร่างกฎหมายนี้ครับ หลายท่านอาจจะแย้งว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จริง ๆ มีบัญญัติเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้เป็นอย่างดีครับ แต่หากว่าท่านใดได้อ่าน รายงานฉบับนี้ก็จะเห็นครับว่าในตัวบทกฎหมายเองหรือในการบังคับใช้มันมีประเด็นที่เป็น ปัญหาอยู่มากมาย ซึ่งผมจะเล่าให้ฟัง ยกตัวอย่างให้ฟังจาก ๕ ร่างกฎหมายนี้ครับ

ผมขอเริ่มจากกฎหมายฉบับแรกครับ ก็คือกฎหมาย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร จริง ๆ กฎหมายฉบับนี้ก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วก็แผนปฏิรูปว่าจะต้องมีการ ยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมาภายใน ๒ ปี หลังจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ บังคับใช้ แต่เราทุกท่าน ก็เห็นครับว่าผ่านมาแล้วนี่ก็เกือบ ๕ ปีแล้ว ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ยังไม่เห็นการยกร่าง หรือว่าการนำเสนอเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมก็ยืนยันว่านี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่า อันนี้คือสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ ที่ผมอยากยกตัวอย่าง ก็คือว่ามันมีข้อมูลจากปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๒ จากข้อมูลของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อมูล ข่าวสารนี่ครับ คือเรื่องที่หน่วยงานราชการไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน แล้วก็อุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยทั้งหมด ๑,๘๙๒ เรื่อง มีคำสั่งให้เปิดเผยได้ถึง ๑,๕๔๐ เรื่อง นั่นหมายถึงอะไร ก็คือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ประชาชนอยากเข้าถึงข้อมูล แต่หน่วยงานไม่ยอมเปิดเผย แล้วก็ต้องอุทธรณ์ แต่สุดท้ายคณะกรรมการวินิจฉัยก็มีคำสั่ง ให้เปิดเผย อันนี้คือตัวอย่างที่ดีที่สุดว่า ปัจจุบันสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน ยังไม่ได้เป็นสิทธิโดยทั่วไป เหตุผลเพราะว่าคำโฆษณาเมื่อกฎหมาย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร ของราชการออกมา คือเปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น คำโฆษณานี้ไม่เป็นความจริง เพราะข้อเท็จจริงมันคือปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยต้องร้องขอ นี่คือตัวอย่างที่สะท้อนออกมาว่า มันมีเรื่องอุทธรณ์ไปยังคณะกรรมการวินิจฉัยมากมายขนาดนี้ แล้วถ้าถามว่า ร่างกฎหมาย พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะมันควรจะเป็นอย่างไร เพื่อรองรับสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารของประชาชน จริง ๆ มันอาจจะเริ่มตั้งแต่ชื่อร่าง ตั้งแต่หลักการตรงนี้ก่อนว่าข้อมูล ข่าวสารมันเป็นข้อมูลข่าวสารสาธารณะ คือทุกคนเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ข้อมูลข่าวสารของ ราชการ เพียงแต่ว่าหน่วยงานรัฐเป็นผู้ครอบครองเท่านั้นเอง ซึ่งการจะทำให้เปิดเผยทั้งหมด ปกปิดกลายเป็นเฉพาะเรื่องลับ แล้วก็ข้อมูลส่วนบุคคลเท่านั้น ส่วนวิธีการ จริง ๆ แล้วพวกเรา ก็มีการศึกษาในตัวอย่างของต่างประเทศ มันมีวิธีที่อาจจะเรียบง่ายนิดหนึ่ง ก็คือการบัญญัติ ก่อนว่าข้อมูลข่าวสารของภาครัฐต้องจัดเก็บในรูปแบบดิจิทัล แล้วก็ในฐานข้อมูลของภาครัฐ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะว่า พ.ร.บ. รัฐบาลดิจิทัล ในปี ๒๕๖๒ ก็กำหนดไว้ชัดเจนว่าในการมุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัลข้อมูลข่าวสารของภาครัฐทั้งหมดจะต้องจัดเก็บ ในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งแน่นอนก็ต้องจัดเก็บอยู่ในฐานข้อมูลของภาครัฐ

ประเด็นต่อมา คือการกำหนดให้ฐานข้อมูลทั้งหมดในภาครัฐเป็นข้อมูล ข่าวสารสาธารณะ ที่จะต้องเปิดเผยทั้งหมด ยกเว้นเฉพาะช่องข้อมูลที่กำหนดไว้ว่าเป็น ข้อมูลลับเท่านั้น การกำหนดแบบนี้ก็คือมั่นใจได้เลยว่าข้อมูลข่าวสารของรัฐทั้งหมด คือเปิดเผยออกมาในรูปแบบดิจิทัลแล้วก็ให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ต้อง ร้องขอ ถ้าอยากจะปกปิดเรื่องใดที่มองว่าเป็นข้อมูลความลับของราชการก็เป็นข้อยกเว้นไป นี่คือเป็นรูปแบบกฎหมายที่จริง ๆ ต่างประเทศเขาก็ยกร่างกันแบบนี้ เขียนหลักการไว้แบบนี้ เรียบง่าย แต่ชัดเจนว่าให้ประชาขนเข้าถึงได้ทุกข้อมูลข่าวสาร

ประเด็นต่อมา คือสร้างกลไกตรวจสอบ การกำหนดเป็นข้อมูลลับของราชการ ให้ข้อมูลลับทั้งหมดต้องกำหนดอายุ คือไม่มีข้อมูลลับราชการใดจะลับไปได้ตลอดกาล เพราะ นี่คือการไม่โปร่งใสครับ ดังนั้นข้อมูลลับทั้งหมดจะต้องมีกำหนดอายุและถูกเปิดเผยเป็นข้อมูล สาธารณะหลังจากหมดอายุนั้น

กฎหมายฉบับที่ ๒ คือ พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชน เช่นเดียวกันกับ ข้อมูล พ.ร.บ. ข่าวสารสาธารณะนี่ละครับ อยู่ในแผนปฏิรูปเหมือนกัน แต่ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นครับ ไม่เห็นการยกร่าง พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชน ปัญหามันเริ่มจากอะไร มันเริ่มจากว่า ปัจจุบันนี้การมีส่วนร่วมของประชาชนพึ่งกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งแน่นอนครับมันก็จะมีปัญหามากมาย ก็คือเป็นกฎหมายระเบียบที่ล้าสมัยครับ เกิดความ ขัดแย้งทั้งประชาชน ตั้งแต่โครงการเล็ก ตั้งแต่สะพานลอย จนถึงโครงการขนาดใหญ่ อย่างเขื่อน ซึ่งถ้าถามว่าหลักการในกฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่าการแก้ไขนั้น ก็คือให้กำหนด มีโครงสร้าง มีเป็นมาตรฐานกลาง ให้การมีส่วนร่วมของประชาชนแตกต่างกันได้ สำหรับ โครงการขนาดเล็กและโครงการขนาดใหญ่ตามความรุนแรง แล้วก็ผลกระทบของโครงการ ต่าง ๆ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ คือกำหนดให้ทุกหน่วยงานรัฐ คือต้องจัดทำกระบวนการประชุม หรือว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงเป็นประจำ ผมยกตัวอย่าง เช่นว่า ถ้าเป็นระดับกรมก็อาจจะต้องจัดรับฟังความคิดเห็นประชาชนโดยตรงอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง ถ้าเป็นหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนอย่างท้องถิ่นก็อาจจะจัดไว้อย่างน้อย ๓ เดือนครั้ง เป็นกลไกให้ประชาชนสามารถสะท้อนปัญหา ติดตาม แล้วก็ตรวจสอบแล้วก็สอบถาม ความต้องการไปยังหน่วยงานภาครัฐได้ เป็นการรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยตรงครับ เพิ่มอำนาจในการตรวจสอบของประชาชนโดยตรง นี่ก็เป็นร่างที่ ๒ ครับที่ทาง พวกเราได้ศึกษาแล้วก็ยกร่างขึ้นมาในรายงานฉบับนี้ครับ

ร่างที่ ๓ ก็คือร่างแก้ไขการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบ ดิจิทัล ผมเรียกสั้น ๆ ว่ามันคือร่างรัฐบาลดิจิทัล แล้วกัน ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เป็นกฎหมาย ออกมาในปี ๒๕๖๒ แต่ว่าพวกเราก็ศึกษาว่ามันมีประเด็นปัญหาอยู่ คือเจตนาของ ร่างกฎหมายนี้ดีครับ ก็คือสร้างกลไกให้นำไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ให้มีการบูรณาการข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลแล้วก็แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ แต่ปัญหามันคือมันมี ๒ ประเด็นที่เป็นปัญหาครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าไม่มีการกำหนดชัดเจนครับว่าหน่วยงานรัฐจะต้อง ปรับปรุงฐานข้อมูลระบบสารสนเทศเพื่อให้ได้มาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐเมื่อไร ผลลัพธ์ก็คือว่า มันก็จะไม่มีกำหนดชัดเจนเพื่อรองรับสิทธิของประชาชนตรงนี้ว่า ในการไปสู่รัฐบาลดิจิทัล ซึ่งผมก็คงต้องตั้งเป็นข้อสังเกตครับ เมื่อไรก็ตามที่เป็นสิทธิของ ประชาชนจะไม่ถูกกำหนดอยู่ในตัวบทกฎหมาย แต่เมื่อไรก็ตามที่มีการลิดรอนสิทธิของ ประชาชนก็จะถูกกำหนดไว้บนกฎหมายอย่างชัดเจนครับ นี่คือเหตุผลในการยกร่างฉบับนี้ เราก็กำหนดไว้ครับ แต่กำหนดไว้ผมก็ยอมรับว่าอาจจะมองยาวสักนิดหนึ่งก็คือกำหนดไว้ว่า ภายใน ๕ ปีทุกหน่วยงานรัฐจะต้องมีการปรับปรุงฐานข้อมูลระบบสารสนเทศเพื่อรองรับ ให้ได้มาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐทั้งหมด นี่คือวิธีการที่ทำให้มีการยกระดับแล้วก็ ให้ฐานข้อมูลของภาครัฐทั้งหมดเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เช่นเดียวกันครับการจะไป ถึงภาพนั้นก็ต้องก็ต้องกำหนดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า การสร้างฐานข้อมูลใหม่ของหน่วยงานรัฐ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลครับ ไม่อย่างนั้นก็จะมีการสร้าง ฐานข้อมูลใหม่ ๆ ที่ไม่เชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนไม่เห็นการไปสู่รัฐบาล ดิจิทัลได้ แล้วประเด็นสุดท้ายที่เพิ่มขึ้นมาครับ ก็คือสืบเนื่องจาก พ.ร.บ. การมีส่วนร่วม ของประชาชน ในเมื่อโลกปัจจุบันทุกวันนี้เราก็มีส่วนร่วมของประชาชนกับทางการเมืองผ่าน ระบบดิจิทัลอยู่แล้ว จึงมีความจำเป็นครับที่จะต้องกำหนดให้รัฐบาลภาครัฐไทยนี่ครับ มีศูนย์กลางการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านระบบดิจิทัลด้วย คือเป็นช่องทางเดียวที่ให้ ประชาชนสามารถสะท้อนความคิดเห็น ความต้องการไม่ว่าจะเป็นปัญหากฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการของงบประมาณต่าง ๆ ผ่านระบบดิจิทัลได้

ร่างที่ ๔ ก็คือร่างแก้ไข พ.ร.บ. ชุมนุมครับ สำหรับพวกเราที่พวกเราศึกษามา การชุมนุมนี่ครับคือการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงครับ มันคือกลไกที่จะสะท้อน ความต้องการของประชาชนครับ แล้วก็การคัดค้านการกระทำที่ไม่เป็นธรรมกับประชาชน ดังนั้นการชุมนุมสำหรับพวกเราเอง มองว่ามันคือสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง ทางหนึ่งครับ จากรายงานก็มีการศึกษาชัดเจนว่า ทั้งตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้ของ พ.ร.บ. ชุมนุมที่ผ่านมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๘ ยังมีปัญหาครับ ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือแม้แต่กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ที่ประเทศไทยก็เป็นภาคีสนธิสัญญาอยู่ด้วยครับ ที่กำหนดชัดเจนครับว่า การไม่แจ้งการชุมนุมล่วงหน้าไม่ควรจะถูกกำหนดให้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายครับ ผมอยากยกตัวอย่างที่เห็นให้ชัดเจนขึ้นครับ คือจากการประชุมของคณะกรรมาธิการพบว่า มีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือมีกลุ่มประชาชนรวมตัวกันนัดหมายเพื่อไปยื่นหนังสือ ข้อร้องเรียนต่อหน่วยงานภาครัฐ ถูกเจ้าหน้าที่ตีความนี่คือการชุมนุมครับ แล้วก็ถูกดำเนินคดี ทางกฎหมายเพียงเพราะว่าไม่ได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า นี่คือตัวอย่างของการบัญญัติกฎหมาย ที่ลิดรอนสิทธิของการชุมนุมแล้วก็การมีส่วนร่วมของประชาชนครับ ซึ่งหลักการสำคัญที่ทาง คณะกรรมาธิการได้ยกร่างไว้แล้วก็อยากนำเสนอก็คือว่า การชุมนุมโดยสงบถ้าไม่แจ้ง ล่วงหน้าไม่ควรจะถูกจัดว่าเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมายและถูกสั่งให้ยุติการชุมนุมได้ครับ ผมอยากยกตัวอย่างครับ คือถ้าพวกเราหลายสิบคนรวมตัวกันชูป้ายประท้วงอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้กระทบสิทธิของผู้ใดครับ สิ่งนี้มันควรจะเป็นสิทธิที่ทำได้อยู่แล้ว แต่แน่นอนครับผมก็ ต้องอธิบายให้ชัดเจนครับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รับรองให้การชุมนุมสามารถละเมิดกฎหมาย อื่นใดได้ หรือเช่นใครจะสามารถปิดถนนใด ๆ ก็ได้นะครับ เพียงแต่ว่าการแจ้งการชุมนุม ล่วงหน้าจะเป็นเพียงเพื่อการขออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถปรับเปลี่ยน เส้นทางจราจรเพื่อรองรับการชุมนุมขนาดใหญ่ได้ นี่คือสิทธิของการชุมนุมที่สากลโลกเขาเป็น กันครับ

ร่างสุดท้ายครับ ร่างที่ ๕ คือร่างแก้ไข พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ โลกดิจิทัล ทำให้ การแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนก็คือเข้ามาอยู่ในโลก ดิจิทัลมากขึ้นครับ แต่ว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ทั้ง ๒ ฉบับที่ถูกร่างขึ้นมาในสมัยรัฐบาล เผด็จการทั้งปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ ถูกกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปากประชาชน ผิดเจตนารมณ์ของการยกร่าง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน ถูกใช้เป็นเครื่องมือทั้งฝ่าย ของผู้มีอำนาจรัฐและผู้มีอำนาจทุน จึงเป็นที่มาที่พวกเรายกร่างขึ้นมาครับ ตัวอย่างที่ถ้าเป็น ตัวอย่างของภาครัฐผมคิดว่าทุกคนเห็นชัดเจนมากมายว่า ในการดำเนินคดีประชาชน ที่ลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์และศาลก็ยกฟ้องทั้งหมด เพราะว่ามันไม่ได้เข้าตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เลย หรือแม้กระทั่งของฝ่ายผู้มีอำนาจทุน ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ แม้แต่กระทั่งการนำ พ.ร.บ. คอมมาใช้ฟ้องนักท่องเที่ยวกรณีรีวิว (Review) โรงแรม ที่เสียหายต่อโรงแรม อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งครับว่ามันถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องปิดปาก ประชาชนครับ จริง ๆ แล้ว พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เจตนารมณ์ของมันในการยกร่างออกมา ก็คือการเอาผิดอาชญากรรมทางระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่เข้าข่ายในกฎหมายอื่นครับ พูดง่าย ๆ ก็คืออย่างเช่น การหลอกลวงโจรกรรมทางระบบคอมพิวเตอร์ หรือว่าการแฮ็กกิง (Hacking) หรือว่าการหลอกลวงเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลทางระบบคอมพิวเตอร์ หรือที่เราเรียกว่า พิชชิ่ง (Pitching) ดังนั้นการแก้ไขสาระสำคัญที่สุดของร่างกฎหมายฉบับนี้คือการแก้ไขให้ชัดเจนว่า เป็นการเอาผิดเฉพาะอาชญากรรมในระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การเอาผิดในการแสดง ความคิดเห็นหรือเนื้อหาผ่านทางระบบดิจิทัลหรือทางระบบคอมพิวเตอร์ครับ ที่มันซ ้าซ้อน กับกฎหมายทางอาญาและกฎหมายแพ่งอยู่แล้ว ก็คือการแก้ไขมาตรา ๑๔ ให้มีความชัดเจน ขึ้นครับว่ามันไม่ใช่การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ แต่มันเป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้มา ซึ่งทรัพย์สินของบุคคลอื่น ทั้ง ๕ ร่างกฎหมายที่ทางอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาและนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ก็มีการยกตัวอย่างชัดเจนและมีการนำเสนอ เพื่อตั้งเป็นข้อสังเกตส่งต่อไปยังฝ่ายรัฐบาล คณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการแก้ไขและยกระดับ ทั้ง ๕ ร่างกฎหมายนี้เพื่อเพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนครับ ซึ่งก็จะสอดคล้องกับ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้มีการยกร่างกฎหมายฉบับหนึ่งก็คือ พ.ร.บ. เข้าชื่อ เสนอกฎหมายที่เป็นการรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรงอย่างนัยสำคัญก็คือ ให้สามารถเข้าชื่อทางระบบออนไลน์ (Online) ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งสำเนาบัตรประชาชน อีกต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางผมและทางคณะกรรมาธิการก็ได้มีการนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว และบังคับใช้แล้ว และในโอกาสนี้ก็อยากจะให้ตั้งเป็นข้อสังเกตส่งต่อและยินดีรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านครับและหวังว่าในเมื่อ ร่างกฎหมาย ๕ ฉบับนี้ถ้ามีการยกระดับขึ้นมา มันจะเป็นการยืนยันครับ มันคือการเพิ่มอำนาจ ของประชาชน เพิ่มสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยตรง ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของ ประชาชนครับ ขอบคุณครับ