พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ชี้แจงผลการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓ โดยขอบคุณสมาชิกสภาฯ ที่ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ต่อประเด็นสำคัญต่างๆ เช่น การออกโฉนดเกาะนุ้ยนอก การกระจายอำนาจและปรับปรุงตำแหน่งผู้บริหาร รวมถึงการตรวจสอบข้อร้องเรียนจากสื่อมวลชน พร้อมทั้งยืนยันว่าจะเร่งรัดดำเนินการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลังพ้นจากหน้าที่ต่อไป
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และเพื่อน สมาชิกที่เคารพทุกท่านนะครับ ก่อนอื่นกระผมในนามของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ ข้าราชการ ป.ป.ช. รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสมาชี้แจงผลการปฏิบัติงานในรอบปี งบประมาณ ๒๕๖๓ ซึ่งปีที่แล้วก็เป็นการบังเอิญนะครับ ในวันที่ ๒ ธันวาคม ปีที่แล้วนี้ เราก็ได้มาชี้แจงเช่นเดียวกันนะครับ สำหรับวันนี้ผมคิดว่าผมและตัวแทนกรรมการทั้ง ๔ ท่าน ซึ่งคณะกรรมการได้ให้ความสำคัญที่ได้เรียนแล้วนะครับ มีผมในฐานะประธานกรรมการ กระผม พลตำรวจเอก วัชรพล ประสารราชกิจ ได้ปฏิบัติงานตรงนี้มา ๖ ปีนะครับ วันนี้เราก็มี ท่านสุภา ปิยะจิตติ ท่าน พลเอก บุณยวัจน์ เครือหงส์ แล้วก็ท่านณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เป็นกรรมการ ๔ ท่าน ใน ๘ ท่านที่เหลืออยู่ วันนี้กรรมการ ๑ ท่าน คือท่าน พลตำรวจเอก สถาพร หลาวทอง ท่านได้ครบวาระ ๗๐ ปี อายุ ๗๐ ปีบริบูรณ์ เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อประมาณ ๒ อาทิตย์นี้เองนะครับ วันนี้เราเหลือ ๘ ท่าน เรามาที่นี่ ๔ ท่าน ท่านเลขาธิการ ท่านนิวัติไชย เกษมมงคล มาเองนะครับ ส่วนท่านเลขาธิการท่านที่แล้ว ท่านเพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายนนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้กรุณา ให้ข้อติชมนะครับ ซึ่งกระผมคิดว่าเป็นประโยชน์แก่การทำงานของ ป.ป.ช. วันนี้นอกจาก กระผมซึ่งเป็นตัวแทนกรรมการมาแล้วนี้ เราได้มีนโยบายสั่งการให้ผู้บริหารของสำนักงาน ป.ป.ช. ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ทั้ง ๗๖ จังหวัด ทั้ง ๙ ภาคในภูมิภาค รับฟังการ อภิปรายของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกระผมคิดว่าเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งนะครับ หลาย ๆ เรื่องที่ท่านได้กรุณาให้คำแนะนำมา ผมคิดว่าเราก็น้อมรับในสิ่งที่อาจจะไม่ชัดเจน หรือผิดพลาดนะครับ อย่างไรก็ดีอาจจะมีบางกรณีที่ผมจะขออนุญาตนำเรียนข้อมูล ข้อเท็จจริงให้ท่านประกอบการพิจารณานะครับ อาจจะครบถ้วน ไม่ครบถ้วนบ้าง ถ้าไม่ครบถ้วนอย่างไรก็จะขอเรียนว่าจะให้เจ้าหน้าที่ถอดเทป (Tape) แล้วก็ทำคำชี้แจง ส่งไปยังท่านทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้กรุณาสละเวลา ได้มอบข้อแนะนำต่าง ๆ ให้กับเรานะครับ
สำหรับท่านแรกผมคิดว่าต้องขอบคุณท่านวิรัตน์ วรศสิริน ที่กรุณาเหมือนจะ ให้ข้อสังเกตและแนะนำ แล้วก็เน้นย้ำให้ ป.ป.ช. นั้นให้ความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เราต้องน้อมรับนะครับ เพราะเป็นหน้าที่ของเราแล้วก็เป็นสิ่งที่เราจะต้อง ปฏิบัติอย่างแน่นอน
ท่านที่ ๒ ท่านณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ท่านได้พูดถึงเกี่ยวกับกรณีการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับการไต่สวนกรณีที่อาจจะมีผู้ที่ดำรงตำแหน่งเกี่ยวกับ ส.ส. ในทางนิติบัญญัตินี้ ไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย อันนี้ก็เป็นหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญเลยนะครับ ที่ได้กำหนดว่าให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นจะต้องดำเนินการ สอบสวนเป็นทางลับโดยพลัน หากว่ากรณีนั้นมีมูลก็ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อดำเนินการต่อไป และจะต้องถือเป็นความลับในการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามขอเรียนยืนยันนะครับ เมื่อเป็นหน้าที่เราก็จะต้องทำหน้าที่นั้นด้วยความเป็นธรรม และเที่ยงธรรมตามที่ท่านได้เน้นย้ำ ตลอดทั้งบ่ายวันนี้ที่เราได้รับฟังมา
ท่านอมรัตน์นะครับ ได้กรุณาพูดหลายประเด็นเกี่ยวกับเรื่องกลไก การตรวจสอบของเราหลาย ๆ เรื่อง เรามีเรื่องกองทุน การใช้เงินกองทุน ปี ๒๕๖๓ ต้องยอมรับว่าเป็นปีแรกที่เราได้รับเงินงบประมาณมา ปีแรก ๑๐ ล้านบาท ท่านอมรัตน์ อาจจะพูดเลยมาถึงปีงบประมาณ ๒๕๖๔ ก็ต้องยอมรับว่าเจตนารมณ์ของการที่มีเงินกองทุน ป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นก็คือจะแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. มาตรา ๓๓ การแสวงหาความร่วมมือของพี่น้องประชาชนนั้นก็โดยเราให้ข้อเสนอโครงการ แต่ก่อนนั้นเราจะขอความร่วมมือในการเข้ามามีส่วนร่วม อย่าง ป.ป.ช. นั้นได้ไปตั้งกลุ่ม ที่เรียกว่าสตรอง (STRONG) จิตพอเพียงต้านทุจริต ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นที่เขามี จิตสาธารณะ มีความมุ่งหวังที่จะสร้างความถูกต้องเป็นธรรมในสังคมนั้น ลุกขึ้นมาที่จะให้ ข้อมูล ที่เราเรียกว่า วอต์ช แอนด์ วอยซ์ (Watch & Voice) คือเฝ้าระวังแล้วก็ชี้แจ้งเบาะแส ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในการทำงาน เราก็ใช้ตรงนี้ครับอาศัยให้เขาร่วมมือ แต่ปัจจุบัน พอมีเงินกองทุนเราก็จะอาศัยตรงนี้ อาจจะเงินสนับสนุนในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นกิจกรรมใดก็ตามที่เราเห็นว่าจะนำให้เกิดการกระตุ้นเตือนให้สังคมไทยเป็นสังคม ที่ไม่ทำ ไม่ทน และไม่เฉยต่อการต้านทุจริตนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านกรรมการกองทุน แล้วก็โดยการกลั่นกรองของอนุกรรมการที่มีผู้ทรงคุณวุฒิไปกลั่นกรอง เราก็จะสนับสนุน โครงการ ก็ยอมรับครับว่าการดำเนินการนั้นบางทีอาจจะไม่รอบคอบหรือไปในช่วงที่การดำเนินการ ของผู้ได้รับงบประมาณไปนั้นอาจจะทำแล้วอาจจะไม่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ ซึ่งอย่างที่ผมได้เรียน เราก็น้อมรับแล้วก็ต้องปรับปรุง แต่ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของการที่จะ ใช้เงินในการส่งเสริมสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนได้ตื่นตัวขึ้นมาในเรื่องของการจะสร้างสังคม ที่ไม่ทนต่อการทุจริตนั้นเป็นหัวใจสำคัญนะครับ ผมคิดว่าโดยภาพรวมนั้นการใช้งบประมาณ ตรงนี้ก็จะได้ประโยชน์ ซึ่งขณะนี้เราก็กำลังอยู่ระหว่างการทำรายงานนะครับ ในปีแรก เราได้มา ๑๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๓ ที่เรามาเสนอรายงานท่าน เราได้รับมาแค่ ๑๐ ล้านบาท ปีต่อมาในปี ๒๕๖๔ เราได้รับสนับสนุน ๑๐๐ ล้านนะครับ ซึ่งใน ๑๐๐ ล้านในปี ๒๕๖๔ นี้ ขณะนี้เรามี ๔ วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ที่ ๔ ก็จะเป็นวัตถุประสงค์ในเรื่องของการมี ส่วนร่วมของหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่หน่วยงาน ที่มาทำหน้าที่คู่ขนานกับเรา ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือว่า ป.ป.ท. ต่าง ๆ นะครับ วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยกฎหมายใหม่ให้พยายามทำในเรื่องที่ร้ายแรง เพราะฉะนั้น เรื่องที่ไม่ร้ายแรงเราต้องมอบให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปราม การทุจริต แต่การมอบไปนอกจากจะเป็นภาระที่เพิ่มขึ้น แต่เขาอาจจะต้องไปใช้งบประมาณ ซึ่งเขาอาจจะมีไม่พอเพียง การใช้เงินกองทุนตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวมันจะโยงไปถึงเกี่ยวกับเรื่องที่ได้มีการพูดถึงประเด็นการตรวจรับคำกล่าวหา ในกฎหมายใหม่นี้เขาให้ ป.ป.ช. เป็นองค์กรเดียวที่ตรวจรับคำกล่าวหา เราเริ่มในปี ๒๕๖๒ เรารับคำกล่าวหามาได้ ๑๐,๓๐๐ กว่าเรื่อง ในปี ๒๕๖๓ ปีปัจจุบันนี้ ๙,๐๐๐ กว่าเรื่อง ในปี ๒๕๖๔ ขณะนี้ได้สรุปตัวเลขแล้วคำกล่าวหาก็ลดลงไปเหลือ ๗,๐๐๐ กว่าเรื่อง เมื่อเช้านี้ เราได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ๒ เดือนที่ผ่านมาคำกล่าวหา ที่เข้ามาถึงเรามี ๑,๐๐๐ เรื่อง ถ้ายังเป็นไปตามอัตราตรงนี้ ๒ เดือน ๑,๐๐๐ เรื่อง ปีนี้เราอาจจะเหลือแค่ ๖,๐๐๐ เรื่อง ซึ่ง ๑. เราก็เห็นว่าแนวโน้มในเรื่องคำกล่าวหานี้ก็ลดลง นะครับ ทีนี้เมื่อคำกล่าวหาลดลงแล้วเราก็ต้องไปวิเคราะห์ ที่มีท่าน ส.ส. หลายท่านได้พูดถึง เรื่องว่าทำไมเราถึงได้เน้นแต่ในเรื่องขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ต้องเรียนว่าในอดีต ที่ผ่านมานั้น หรือแม้ในปัจจุบันตามกฎหมายแล้วการไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำ ความผิด โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารในท้องถิ่นนั้น เป็นอำนาจเฉพาะของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ป.ป.ท. เองก็ไม่ได้มีกฎหมายที่จะให้ไปดำเนินการในเรื่องนี้ เราไม่สามารถจะมอบไปได้ เพราะฉะนั้น ป.ป.ท. ก็ต้องไปดำเนินการ ก็รับนะครับว่า แต่ก่อนนั้นท้องถิ่นคดีที่เราทำน่าจะเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาในอดีตที่ผ่านมาก็คือว่า เรื่องที่มันค้างอยู่กับเราเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนี้หลังจากกฎหมายปี ๒๕๖๑ ออกมา ตามมาตรา ๔๘ ได้กำหนดให้เราไต่สวนให้เสร็จสิ้นภายใน ๒ ปีและขยายไม่เกิน ๑ ปี วันนี้ เราพยายามเร่งเคลียร์ (Clear) เรื่องเก่านะครับ แล้วก็เรียนท่านได้เลยอย่างที่ผมได้เรียนแล้วว่า การตรวจรับคำกล่าวหาที่เราเป็นหน่วยงานเดียวที่ตรวจรับนี้ ทำให้เป็นระบบ เราสามารถ วิเคราะห์ได้ ผมเรียนยืนยันได้ว่าขณะนี้แนวโน้มเรื่องของท้องถิ่นก็จะลดน้อยลง เพราะ ๑. วันนี้ ป.ป.ช. อาจจะเคยเชื่องช้าในอดีต วันนี้เราไม่ได้เชื่องช้าแล้วนะครับ หลาย ๆ เรื่อง เราจะพยายามทำควบคู่กัน แม้ว่าเราจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องที่ค้างในอดีตเราพยายาม ทำควบคู่ให้มันเป็นทั้ง ๒ แนวทาง คือเรื่องใหม่ อันไหนที่ผลกระทบต่อประชาชนเราก็จะทำ อย่างรวดเร็วนะครับ ไม่ว่าตัวอย่างของเรื่องแคร์เซ็ต (Care Set) ที่ลำพูน ที่ใช้เงินในช่วงโควิด (COVID) เราก็ไต่สวนรวดเร็ว พอไต่สวนรวดเร็ว คือมีมูล เราให้ความเป็นธรรมอย่างเต็ม ที่ชี้มูลไป สิ่งที่กระทบมาก็คือว่าเรื่องของการที่จะไปใช้งบประมาณที่ไม่ชอบในช่วงของโควิด (COVID) ลดน้อยหายไป เหมือนกับเรื่องในช่วงที่เราดำเนินการเรื่องแป๊ะเจี๊ยะอยู่กับโรงเรียน สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง พอเราสามารถจะไต่สวนชี้มูลได้รวดเร็วแป๊ะเจี๊ยะในปีงบประมาณนั้น หรือปีการศึกษานั้น ๆ ก็ลดน้อยลง เพราะฉะนั้นผมเรียนยืนยันว่า ในอนาคตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะไม่ใช่ปัญหาหลัก ที่กระทำความผิดมากขึ้น เพราะ ๑. เมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็ว เขาก็จะเกิดความเกรงกลัวครับ เรายอมรับว่าในอดีต เราเชื่องช้าครับ เพราะว่าข้อจำกัดในเรื่องการบริหารงานครับ เราเพิ่งมากระจายอำนาจลงไป จังหวัดเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เรามีสำนักงาน ป.ป.ช. ตามกฎหมายปี ๒๕๕๔ กว่าจะตั้งสำนักงานได้ และกว่าเราจะมีคน กว่าจะกระจายอำนาจ สามารถจะมอบอำนาจในการไต่สวนในพื้นที่ได้ ก็เพิ่งเมื่อ ๓-๔ ปีนี้เองที่เราทำได้อย่างเต็มที่นะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ประสิทธิภาพ ป.ป.ช. นั้น ค่อย ๆ ก้าวล่วง ก้าวพ้นจากคำว่าเชื่องช้าให้ดีขึ้น ท่านอาจจะต้องอดทนกับเราอีกสักครู่ อีกไม่นานนะครับ ผมเชื่อมั่นว่าเรื่องของท้องถิ่นนั้นปัญหาเขาจะลดน้อยลงครับ และเราก็จะ วิเคราะห์นะครับ เราจะวิเคราะห์สิ่งที่เราตรวจรับคำกล่าวหา วันนี้เราวิเคราะห์ให้หมด นะครับว่า เป็นการกล่าวหากลุ่มไหนอย่างไร เป็นไปตามข้อเท็จจริง เรื่องของสถาบัน อุดมศึกษานั้นก็เป็นเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง ก็เช่นเดียวกันครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้นกระบวนการ ไต่สวนนั้นล่าช้าเนื่องจากข้อจำกัด แต่ปัจจุบันนั้นข้อจำกัดได้ถูกแก้ไขไปแล้ว ต่อไป ก็จะรวดเร็วขึ้นนะครับ
เรื่องที่ท่านอมรัตน์ได้พูดเกี่ยวกับเงินกองทุน ผมก็จะไปแก้ไขนะครับ ปีนี้เราก็อยู่ระหว่างการขอรับโครงการและมีการเน้นย้ำกับเจ้าหน้าที่ที่จะทำหน้าที่กลั่นกรอง และองค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนก็มีผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มีตัวแทนส่วนราชการอื่น ๆ ไม่ใช่เฉพาะจากตัวเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ช. ตัวผมเองก็ทำหน้าที่เป็นประธานกองทุนนะครับ ก็จะรับข้อห่วงใย ข้อสังเกตของท่านไปแก้ไขและจะพยายามใช้งบประมาณกองทุนนั้น ให้เป็นประโยชน์ ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๓๓ นะครับ ส่วนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องของโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ศรีนครินทร์ เขาเข้าไปตรวจสอบมาให้ผมนะครับ แต่ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องแต่เป็น โรงพยาบาลชลประทาน ก็อยู่ระหว่างการดำเนินการนะครับ แต่ว่าที่คุณอมรัตน์ถามมานี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมได้ข้อมูลที่คุณอมรัตน์ส่งให้แล้วครับ เดี๋ยวผมจะให้ตรวจสอบ ความคืบหน้าและจะนำเรียนให้คุณอมรัตน์ทราบนะครับว่า ความคืบหน้าในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกับพวกกรณีทุจริต เรื่องนี้เป็นไป อย่างไร และมีความคืบหน้าแค่ไหนนะครับ
ท่านวิโรจน์ได้พูดถึงเรื่องการยอมรับ ผมและคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงาน ป.ป.ช. ทุกคนตระหนักอยู่ทุกวันนะครับว่าการทำงาน ของเรานั้น การยอมรับเป็นสิ่งที่ยาก เพราะการทำหน้าที่ตรวจสอบมันก็เป็นเรื่องที่ท้าทาย นั่นคือสิ่งที่ผมได้พูดเมื่อตอนที่ผมมาที่นี่นะครับ ว่าผมดีใจที่วันนี้ได้มาฟังท่านที่ได้กล่าว ทั้ง ๑๔ ท่าน ปีที่แล้วมี ๑๗ ท่านนะครับ แต่ปีนี้อาจจะเข้มข้นกว่าปีที่แล้ว ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่ท่านได้กรุณานะครับ เรื่องการยอมรับเรายอมรับว่าตามปี ๒๕๖๓ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ปี ๒๕๖๓ เราได้คะแนนความเชื่อมั่นจากการไปตรวจสอบ ๓.๓๓ หรือร้อยละ ๖๖.๗ แต่อย่างไรก็ตามในปี ๒๕๖๔ ความเชื่อมั่นตรงนี้ได้เพิ่มขึ้นมาเป็นร้อยละ ๗๗.๒ คือเราได้ ๓.๗๘ เป็นร้อยละ ๗๗.๒ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ได้มาบอกว่าประชาชนไว้ใจเรามากขึ้นนะครับ แต่เป็นเรื่องคะแนน แต่สิ่งที่ผ่านมาในช่วงที่ผ่านมาหลังจากมีกฎหมายปี ๒๕๖๑ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พยายามจะเปิดตัวเองให้ยอมรับการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นการทำงานเราก็พยายามจะเปิดเผยให้มากที่สุดเท่าที่กฎหมายจะกำหนด การไปตรวจสอบนั้น ผู้ที่ถูกตรวจสอบนั้นได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายนะครับ ผู้ที่กล่าวหา ผู้ที่เป็นพยานเราจะต้องปกปิดรักษาความลับในเรื่องชื่อ ตำแหน่งหรือที่อยู่ เป็นความลับของทางราชการนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน แต่เราพยายามที่จะเปิดเผยให้มากที่สุด จะเห็นว่า เมื่อเราดำเนินการไต่สวนเสร็จสิ้น เราก็พยายามจะชี้แจงให้สังคมได้รับทราบว่า ผลการวินิจฉัยเป็นอย่างไร แต่เราก็จะเน้นย้ำเสมอว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ถือเป็นกระบวนการยุติธรรมในขั้นต้นเท่านั้นเอง ยังไม่เป็นที่สุด จนกว่าศาลจะได้ มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเขาผิดหรือไม่ผิด แต่เป็นกระบวนการโปร่งใสที่พี่น้องประชาชน ก็อยากจะรับทราบความคืบหน้า เพราะฉะนั้นเราพยายามนะครับ บางครั้งเมื่อดำเนินการ ไต่สวนอย่างไร วินิจฉัยอย่างไร เราก็จะขอให้โฆษก ซึ่งพอดีวันนี้ท่านโฆษกของเรานี้ก็คือ ท่านเลขาธิการ ป.ป.ช. ในปัจจุบัน ทำหน้าที่ชี้แจงสังคมให้ทราบว่าผลการวินิจฉัยของเรา เป็นอย่างไร แต่มันเป็นกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นเท่านั้นเอง ที่เราพยายามที่จะเปิดเผย ให้มากที่สุด และเราก็มุ่งมั่น ได้มอบหมายให้ฝ่ายไอที (IT) ไปเตรียมดำเนินการในการที่จะ นำคำวินิจฉัยเหล่านั้น เปิดเผยพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะเราหวังว่าการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน จะมีผลในการป้องปรามได้มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะเรียนท่าน หลาย ๆ เรื่องที่ท่านได้คอมเมนต์ (Comment) จีที ๒๐๐ (GT 200) ถึงแม้จะล่าช้า อัลฟา ๖ (Alpha 6) จะล่าช้า แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้ใช้ความรอบคอบในการไต่สวนเท่าที่ พยานหลักฐาน แล้วก็คำชี้แจงต่าง ๆ ซึ่งเราให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกล่าวหาอย่างเต็มที่นะครับ ได้มีการวินิจฉัยชี้มูลไปเป็นจำนวน ผมว่าหลายสิบคนในเรื่องของจีที ๒๐๐ (GT 200) ขณะนี้ เรื่องจีที ๒๐๐ (GT 200) ก็ยังเหลืออีกไม่กี่เรื่องแล้วครับที่อยู่ระหว่างดำเนินการใกล้จะเสร็จสิ้น เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชื่อเสียงของหน่วยงานที่จำเป็นจะต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือ ที่จะมาปกป้องเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เสี่ยงภยันอันตรายนะครับ แต่ด้วยความไม่รอบคอบ ของเจ้าหน้าที่ในการที่จะตรวจรับครุภัณฑ์สิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้เขาอาจจะต้องรับโทษรับทัณฑ์ กันไปนะครับ ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญที่เป็นบทเรียนของผู้บังคับบัญชาด้วยในการที่จะหา อุปกรณ์ต่าง ๆ มาให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาในการใช้ ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้เกิดความปลอดภัย ในชีวิตอย่างสูงสุดนะครับ เราก็พยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ อาจจะช้าไปบ้างอย่างที่ผมได้เรียนนะครับ มันก็เป็นข้อจำกัดที่เรามีอยู่
เรื่องหลักสูตร นยปส. ที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปราย เรามุ่งมั่นเช่นนั้นจริง ๆ เราคิดว่าอยู่ระหว่างการปรับปรุงนะครับ วันนี้เรายังไม่ได้พิจารณาผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ให้เข้าอบรมในรุ่นต่อไป แต่เรามุ่งมั่นที่จะลดปัญหาที่ท่านได้ยกประเด็นขึ้นมา เพื่อจะให้ หลักสูตรนั้นเป็นหลักสูตรเพื่อที่จะแสวงหาความร่วมมือในระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ในกระบวนการยุติธรรม และหน่วยงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในเรื่องภาคเอกชนนั้นก็คงจะเป็น เรื่องที่อาจจะต้องพิจารณากันอย่างจริงจังครับ แล้วเราก็พร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เป็นไปตามที่ท่านได้กรุณาให้ความคิดนะครับ
ท่านธีรัจชัย พันธุมาศ ขอบคุณนะครับในสิ่งที่ท่านได้คอมเมนต์ (Comment) มา หลาย ๆ เรื่องก็เป็นกระบวนการทำงานที่คณะกรรมการก็ได้มีการเปิดเผยผลการดำเนินงาน ในส่วนที่เกี่ยวข้องเท่าที่จะสามารถเปิดเผยได้ภายใต้กฎหมาย แต่เมื่อบางเรื่องมันอยู่ระหว่าง กระบวนการไต่สวนในเรื่องอื่น ๆ มันก็เป็นข้อจำกัดที่เราไม่สามารถจะเปิดเผยได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามผมว่าขณะนี้ทุกเรื่องที่ท่านนี้พูดก็อยู่ในช่วงสุดท้ายอยู่แล้ว ที่จะสามารถ ดำเนินการได้จนเสร็จสิ้นเมื่อสามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นแล้ว ข้อกฎหมายของเรานั้น ก็จะสามารถเปิดเผยข้อมูลให้กับท่านได้อย่างครบถ้วนนะครับ
ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล ที่ท่านได้ยกกรณีเรื่องหน้า ๑๕ เรื่องเอกภาพนั้น ความเป็นจริงมันก็อย่างที่ผมพูดครับ ก่อนที่จะมี พ.ร.ป. ปี ๒๕๖๑ นั้น การตรวจรับ คำกล่าวหา ผู้ที่มีข้อมูลสามารถจะไปกล่าวหาร้องเรียนกับทาง ป.ป.ช. ก็ได้ วันนี้ก็กับตำรวจ หรือไปทาง ป.ป.ท. ก็ได้ แต่หลังจากที่กฎหมาย ปี ๒๕๖๑ ออกมานี้ได้กำหนดให้ ป.ป.ช. เป็นหน่วยตรวจรับคำกล่าวหานะครับ เราก็เลยสามารถจะมาวิเคราะห์ในเรื่องสถานการณ์ การทุจริตได้หมด อย่างที่เราเคยทำรายงานการตรวจรับคำกล่าวหาที่ผมได้เรียนว่า ปีแรกนั้น ๑๐,๓๐๐ กว่าเรื่อง ปี ๒๕๖๓ ก็เหลือ ๙,๐๐๐ กว่าเรื่อง ปี ๒๕๖๔ จะเหลือ ๗,๐๐๐ กว่า เรื่องนะครับ แต่ว่ามันมีกรณีที่มีการเสนอกฎหมายจะเสนอให้หน่วยราชการบางหน่วย สามารถจะรับคำกล่าวหาได้อีก โดยไม่ต้องส่งมาให้ ป.ป.ช. ผมได้อ่านแล้วก็ปรากฏว่าการเขียน ข้อมูลนั้นอาจจะไม่ครบถ้วน ทาง ป.ป.ช. ก็ห่วงว่าหากมีการแก้กฎหมายให้หน่วยงาน พูดเสียเลยก็ได้เลยครับว่า ป.ป.ท. อาจจะเสนอแก้กฎหมาย เพราะว่า ป.ป.ท. ก็มีความรู้สึกว่า แต่ก่อนนั้นเขารับเรื่องเขาได้เอง เพราะฉะนั้นเขารับแล้วเขาดำเนินการได้เอง แต่ปัจจุบัน พอเขารับแล้วเขาต้องส่งให้ ป.ป.ช. ก่อน ป.ป.ท. ก็เลยจะไปเสนอแก้กฎหมายว่าให้เขา สามารถจะรับเรื่องกล่าวหาแล้วดำเนินการได้โดยไม่ต้องส่ง ป.ป.ท. ป.ป.ช. เราก็กลัวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นการจะวิเคราะห์ภาพรวมของปัญหาสถานการณ์ทุจริตของประเทศ อาจจะไม่เป็นไปดังเจตนารมณ์ที่ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ปี ๒๕๖๑ ออกมาครับ ก็เลยเขียน อาจจะสั้นไปหน่อย นะครับ
เรื่องซีพีไอ (CPI) ก็ต้องขอบคุณ ปีที่แล้วท่านสุพิศาลก็ได้ให้คำแนะเกี่ยวกับ เรื่องซีพีไอ (CPI) นะครับ ซีพีไอ (CPI) เป็นเรื่องที่ท้าทาย เพราะว่าดัชนีในการที่จะมาวิเคราะห์ คะแนนซีพีไอ (CPI) โดยทีไอ (TI) ทรานส์พาเรนซี อินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่เยอรมันนั้นต้องอาศัยดัชนี ๙ ตัว ดัชนีเหล่านี้มันไม่ได้อยู่กับ ส่วนราชการอย่างแท้จริงด้วย หลายดัชนีก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจหรือเอกชน ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการทำงานจะต้องอาศัยความร่วมมือครับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้เสนอ ครม. เพื่อให้กระจายความรับผิดชอบในเรื่องดัชนีแต่ละตัวไปให้ส่วนราชการต่าง ๆ ร่วมกันขับเคลื่อนคะแนนตรงนั้น แล้วก็เป็นที่น่าดีใจว่าวันนี้หน่วยงานที่เป็นหน่วยงาน สหประชาชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยูเอ็นดีพี (UNDP) ซึ่งเป็นสหประชาชาติในเรื่องของ โครงการพัฒนา เขาได้ให้การสนับสนุนแล้วออกมาซัปพอร์ต (Support) แนวความคิด ในการประเมินที่เรียกว่า การประเมินไอทีเอ (ITA) ของเรา อินเทกริตี แอนด์ ทรานส์พาเรนซี (Integrity and Transparency) การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งวันนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ให้นำเรื่องของการประเมิน ไอทีเอ (ITA) เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเรามีการประเมินหน่วยงานของรัฐมากกว่า ๘,๓๐๐ หน่วย ทางยูเอ็นดีพี (UNDP) เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์ และสนับสนุนว่าเป็นโครงการที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. เอง นอกจาก เราประเมินหน่วยงานที่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยนะครับ ทั้ง ๕,๐๐๐ กว่าหน่วย ก็อยู่ในการประเมิน แต่เราได้ไปท้าทายว่าถ้าหากหน่วยที่ทำหน้าที่ ให้บริการของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างอย่างกรุงเทพมหานคร นอกจากเราประเมิน กรุงเทพมหานคร นอกจากเราประเมินสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วนี้ หน่วยให้บริการ ประชาชนที่สำคัญ ๒ หน่วยก็คือเขตของ กทม. ซึ่งมีอยู่ ๕๐ เขต สถานีตำรวจนครบาล ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๘๐ เกือบ ๙๐ แห่ง ในกองบัญชาการตำรวจนครบาล เขตและสถานีตำรวจ นครบาลนั้นไม่ต้องถูกประเมินตามหลักเกณฑ์ไอทีเอ (ITA) นะครับ แต่เนื่องจากเราเห็นว่า หน่วยทั้ง ๒ หน่วยเป็นหน่วยให้บริการประชาชนที่สำคัญ ถ้าหากเขาได้เข้ารับการประเมิน ซึ่งก็จะมีคนที่มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียภายใน ในหน่วยงานตัวเอง หรือผู้มีส่วน ได้เสียภายนอกซึ่งเป็นผู้ใช้บริการเขา หรือในเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลของหน่วยงานนั้น ให้ประชาชนรับรู้รับทราบเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการของการให้บริการของเขา ถ้า ๒ หน่วยงานนั้นสามารถจะโปร่งใสตรวจสอบได้ การให้บริการพี่น้องประชาชนก็จะได้รับ การยอมรับนะครับ และผมก็เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มันก็จะสะท้อนไปถึงการให้บริการของรัฐบาล ที่มีต่อพี่น้องประชาชน แล้วอย่างนั้นคะแนนซีพีไอ (CPI) ก็จะดีขึ้นนะครับ วันนี้เราก็ดีใจว่าในปีงบประมาณที่แล้ว ทาง กทม. ได้มาประเมินไอทีเอ (ITA) ถึงแม้คะแนน อาจไม่สู้ดีนัก แต่ว่าเป็นเริ่มต้นที่เขาจะไปพัฒนาให้การประเมินนั้นได้คะแนนสูงขึ้น ถ้าคะแนนสูงขึ้นก็แสดงว่าเขตของ กทม. นั้นได้มีความโปร่งใสในการให้บริการพี่น้อง ประชาชน อาจจะไปสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกนะครับ ปีนี้ทางท่าน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ตอบรับจะให้สถานีตำรวจนครบาลเข้ามาร่วมประเมินด้วย และปีนี้เช่นเดียวกันในปี ๒๕๖๕ อำเภอ ๘๐๐ กว่าแห่งทั่วราชอาณาจักรก็จะมาเข้าร่วม ประเมิน นอกเหนือจากจังหวัดซึ่งเป็นนิติบุคคลนะครับ อย่างไรก็ต้องขอบคุณทาง กระทรวงมหาดไทย ที่มีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะให้หน่วยงานให้บริการในความกำกับดูแล ของกระทรวงมหาดไทยนั้นมาประเมินความโปร่งใสนะครับ แล้วถึงแม้ว่าวันนี้คะแนน ยังไม่ดีนัก แต่ทิศทางนั้นก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. เชื่อมั่นว่า การประเมินไอทีเอ (ITA) จะเป็นหนทางในการที่จะทำให้หน่วยงานให้บริการของรัฐสามารถ จะทำงานรองรับความต้องการของพี่น้องประชาชนให้คุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดิน ที่เขาได้รับนะครับ เพราะฉะนั้นก็คงจะต้องดูผลการประเมินในเรื่องตรงนั้นต่อไปนะครับ
เรื่องการปักหมุดเอกสารที่แจกให้ที่เป็นเล่มหนานี่ครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้อง นำเรียนว่าที่เอามาแจกนี้จะให้เห็นว่า นี่คือผลลัพธ์จากการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนนะครับ ที่ผมได้เรียนท่านตั้งแต่ตอนต้นว่าเขาตั้งกลุ่มขึ้นมาเขาก็ไปเฝ้าระวังว่าเจอเหตุการณ์อะไรบ้าง นะครับ เขาไปดำเนินการในการที่จะปักหมุด ซึ่งในปี ๒๕๖๓ ชมรมสตรอง (Strong) เราตั้งมา ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ นะครับ ปัจจุบันมีเครือข่ายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศกว่า ๘๐,๐๐๐ คน ๔ ปีที่ผ่านมาได้มีการจับตามองการทุจริตอย่างกว้างขวาง แล้วก็ข้อมูลจากชมรมสตรอง (Strong) ได้ถูกใช้ในการสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เราเอามาทำปักหมุด ตรงนี้ก็ปรากฏว่าในปี ๒๕๖๓ ประชาชนหรือชมรมสตรอง (Strong) ได้ปักหมุดความเสี่ยง ทั่วประเทศไปทั้งสิ้น ๔๐๕ ประเด็นนะครับ ส่วนใหญ่ก็เป็นความเสี่ยงต่อการทุจริตเกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็การเรียกรับสินบนนะครับ หลังจากเสร็จสิ้น ภารกิจในปี ๒๕๖๓ ซึ่งชมรมสตรอง (Strong) แล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูปัญหา ที่เกิดขึ้นตามที่เขาปักหมุด สามารถจะถอนหมุดตรงนี้ไปได้ถึง ๒๓๗ ประเด็น ซึ่งคิดเป็น ๕๘ เปอร์เซ็นต์ การถอนหมุดมันก็เกิดจากการที่เราบูรณาการร่วมกันในเชิงบวก เพื่อระงับ ยับยั้งไม่ให้เกิดการทุจริต ถ้าสถานการณ์มันเบาบางเราก็จะถอนนะครับ แต่ว่าถ้าหาก มันมีเบาะแสมันก็อาจจะเดินทางไปสู่เรื่องการไต่สวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้ต่อไป นะครับ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์และนอกจากนั้นการที่เราปักหมุดเราก็ไม่ใช่ว่า เราระวังแต่ทางภาคประชาชน วันนี้ที่ผมเรียนท่าน เราตรวจรับคำกล่าวหา เราก็มีการสอบทาน กับเรื่องที่เราตรวจรับคำกล่าวหา เราสอบทานกับเรื่องที่เราไต่สวน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังเดินไปอย่างที่ท่าน ส.ส. ๒-๓ ท่านที่ท่านได้พูด เรื่องการป้องกันที่ท่าน พันตำรวจโท ฐนภัทร กิตติวงศา ได้พูดเรื่องการป้องกัน หรือท่านนิยม เวชกามา พูดในเรื่องการป้องกัน แต่ท่านนิยมจะพูดในเรื่องการป้องกัน การฟ้องร้องกันเองในทาง ป.ป.ช. ด้วยนะครับ เดี๋ยวผมจะพูดต่อไป เราใช้ข้อมูลเหล่านี้ ในการที่จะไปให้เจ้าหน้าที่ป้องเราลงพื้นที่เพื่อเป็นการป้องปรามนะครับ วันนี้เราเดิน ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เราเดินในเรื่องของการป้องปราม นะครับ เอาป้องนำปราบนะครับ เราก็หวังว่าวันข้างหน้านั้นสถานการณ์การทุจริตจะลด น้อยลง และวันนี้กราบเรียนท่านที่ท่านถามว่า ที่เรามาเสนอกับท่านว่าในปี ๒๕๖๓ เราทำเรื่อง ไต่สวนไป ๗๐๐ กว่าเรื่อง ในปี ๒๕๖๒ เราเสร็จเรื่องไต่สวนไป ๔๐๐ กว่าเรื่อง จริง ๆ แล้ว ในปี ๒๕๖๔ ซึ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อ ๓๐ เดือนกันยายนที่ผ่านมา ปีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าพนักงาน ป.ป.ช. สามารถจะไต่สวนได้เสร็จสิ้นถึง ๑,๕๐๐ เรื่องนะครับ วันนี้เราเหลือ เรื่องไต่สวนเมื่อขึ้นปีงบประมาณ ๒๕๖๕ อยู่ประมาณ ๒,๒๐๐ เรื่อง แต่เรายังมีปัญหา ในเรื่องของตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งยังค้างอยู่ประมาณ ๙,๙๐๐ เรื่องครับ ปี ๒๕๖๕ เราก็เลยคอมมิต (Commit) กับคนใน ป.ป.ช. กรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะต้องเป็นปี ที่ทำงานหนักอีกปีหนึ่ง เพื่อจะไต่สวนให้ได้ไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว คือ ๑,๕๐๐ เรื่อง ก็จะทำให้ เรื่องที่ค้างอยู่จะเหลือประมาณ ๗๐๐ เรื่อง แต่ระหว่างปีจากที่ผ่านมาเราจะรับเรื่องไต่สวนใหม่ ปีละ ๑,๐๐๐ เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเราไต่สวนปี ๒๕๖๕ ได้ ๑,๕๐๐ เรื่อง รับใหม่ในปี ๒๕๖๕ กับเรื่องที่ค้างอยู่ ปี ๒๕๖๖ ทุกอย่างก็จะเข้าสู่กระบวนการใหม่ คือข้อมูลในการไต่สวน ก็จะรวดเร็ว เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถดำเนินการตรวจสอบและไต่สวนได้รวดเร็ว ประสิทธิภาพในการทำคดี ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกไต่สวนก็จะสามารถเอาพยานหลักฐาน มายืนยัน มาชั่งน้ำหนักได้อย่างเที่ยงธรรมนะครับ เพราะฉะนั้นผมยืนยันนะครับว่าต่อไป ในอนาคตนั้นการบังคับใช้กฎหมายจะมีประสิทธิภาพได้รวดเร็ว และเราจะเอาป้องนำปราบ เราจะเอาผลตรงนี้ไปนำปราบ
เรื่องที่คุณอนุรักษ์ได้กรุณาพูดเรื่องความเสียหาย ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อันนั้นเป็นข้อมูลที่อาจจะสื่อให้ท่านไม่ตรงนักในรายงาน เรารายงานว่าการตรวจรับ คำกล่าวหาในปี ๒๕๖๓ นั้น ๙,๑๓๐ เรื่อง ใน ๙,๑๓๐ เรื่อง ที่เราตรวจรับคำกล่าวหา เมื่อเราไปติดตามว่าเรื่องกล่าวหาเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ก็ปรากฏว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับงบประมาณใน ๙,๐๐๐ กว่าเรื่องนั้น เป็นงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันครอบคลุมงบประมาณแผ่นดินใน ๙,๐๐๐ กว่าเรื่อง แต่เมื่อเรา ไปไต่สวนหรือเมื่อเราไปตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว เมื่อไม่มีมูลก็ตกไป แต่ถ้ามีมูลเราก็จะไป ไต่สวน และเมื่อไต่สวนเราชี้มูลมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ก็จะมีการดำเนินการในเรื่องของ ทางละเมิด เรียกค่าเสียหายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดบกพร่องจนเกิดความเสียหาย กับรัฐ ก็จะเรียกเงินกลับคืนสู่แผ่นดิน แต่เงิน ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นเป็นกรอบ ความเสียหายในภาพรวมของเรื่องกล่าวหาที่เกิดขึ้น จริง ๆ แล้วในปี ๒๕๖๒ ปีแรก ที่เราดำเนินการตามกฎหมายใหม่ มีเรื่องร้องเรียนกล่าวหาเข้ามาทั้งสิ้น ๑๐,๓๐๐ กว่าเรื่องนั้น ครอบคลุมถึงงบประมาณแผ่นดินถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านนะครับ แต่ว่ามันเป็นครอบคลุมเฉย ๆ เรายังไม่บอกว่าความเสียหายที่แท้จริงเป็นอย่างไรนะครับ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องขออภัย ที่เราสื่อกับท่านในข้อมูลที่อาจจะไม่ชัดเจนนะครับ ยืนยันนะครับว่าสิ่งที่ท่านแนะนำ เรื่องการมองตนเองในเรื่องของการรายงานเราต้องดำเนินการตามที่ท่านได้เน้นย้ำนะครับ เพราะเราทราบดีว่าภารกิจของเรานั้นเป็นภารกิจที่ไม่มีใครชอบและไม่มีใครรักนะครับ แต่ถ้าสิ่งที่เราจะพยายามทำก็คือ อย่างน้อยให้ท่านได้เชื่อมั่น และวันหนึ่งถ้าท่านเชื่อมั่นแล้ว และผลงานดี เราก็หวังว่าท่านจะศรัทธาและร่วมมือกับเรา
อีกเรื่องหนึ่งที่ได้มีการพูดกันถึงเรื่องเอาต์คัม (Outcome) ครับ ผมเรียนท่านว่าปี ๒๕๖๔ เราไต่สวนเสร็จสิ้นไป ๑,๕๐๐ เรื่อง ๒ เท่าของปี ๒๕๖๓ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราพึงพอใจนะครับ วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในปี ๒๕๖๓ เรื่องที่ไต่สวน ๗๐๐ กว่าเรื่อง เรื่องที่เราชี้มูลมันก็น้อยลงมา แต่เรื่องที่เราชี้มูลทุกเรื่องกฎหมายบอกว่า ให้เราเสนอสำนวนให้อัยการสูงสุด ให้อัยการสูงสุดนั้นวินิจฉัยสำนวนของ ป.ป.ช. แล้วให้พิจารณาดำเนินการฟ้องภายใน ๑๘๐ วัน แต่ถ้าไม่สามารถคิดว่าพยานหลักฐานนั้น มีข้อไม่สมบูรณ์ ภายใน ๙๐ วันนับตั้งแต่ที่ ป.ป.ช. ส่งสำนวนให้ท่านอัยการสูงสุด ตั้งข้อไม่สมบูรณ์และตั้งกรรมการร่วมมาพิจารณาร่วมกันระหว่างผู้แทนสำนักงานอัยการ สูงสุดกับผู้แทน ป.ป.ช. วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นทำงานกันทุกวันเต็มเวลา ทุกเรื่อง ที่มีการตั้งข้อไม่สมบูรณ์ กฎหมายบอกว่าให้ตั้งภายใน ๑๕ วันนับแต่ได้รับเรื่อง ทุกเรื่อง เราจะตามหมดครับ วันนี้ไม่ใช่ว่าเราพึงพอใจกับ ๗๐๐ เรื่องที่เราไต่สวนเสร็จในปี ๒๕๖๓ ๑,๕๐๐ เรื่อง ที่เราไต่สวนเสร็จในปี ๒๕๖๔ วันนี้เราตามหมดนะครับว่าเรื่องที่เราส่งอัยการ สูงสุดไปนี้เรื่องอยู่ที่ไหน ถ้าเกิน ๑๘๐ วัน ทำไมท่านอัยการยังไม่ฟ้อง เราก็จะมีเวทีที่ประชุมกับท่านอัยการสูงสุดนะครับ วันนี้กฎหมายบอกว่า เมื่อท่านอัยการ สูงสุดฟ้องคดีไปแล้วผลคดีเป็นอย่างไร ถ้าเกิดศาลลงโทษ ท่านอัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์ จะไม่ฎีกา ให้ถามความเห็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก่อน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ต้องรีบมา วินิจฉัยพวกนี้ครับ เรามีความเห็นประกอบการพิจารณาไปทุกเรื่อง ประกอบการพิจารณา ของท่านอัยการสูงสุดทุกเรื่อง เรามีสถิติหมดนะครับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผมพร้อมถ้าเขามีข้อมูล เขาจะฉายให้ท่านดูได้ วันนี้เราแทร็กกิง (Tracking) หมด เราตามหมดนะครับ เพราะกฎหมาย บอกว่า ถ้าเราชี้มูลเสร็จต้องส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดภายใน ๓๐ วัน แม้ว่ากรอบเป็นกรอบ เร่งรัดนะครับ แต่เราก็พยายามจะทำให้มันอยู่ใกล้เวลาที่สุด แต่บางเรื่องบางกรณีเอกสาร สำนวนนั้นเป็นหมื่น ๆ เรื่องครับ เป็นหมื่น ๆ แผ่น เพราะเราจะต้องรับผิดชอบในการถ่าย เราต้องส่งให้อัยการสูงสุด กระบวนการทั้งหมดเพราะเราตระหนักดีว่าเราเป็นกระบวนการ ยุติธรรมเบื้องต้น เราเป็นคนรวบรวมพยานหลักฐาน เราเป็นคนลงพื้นที่ไปสอบปากคำพยาน ให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา พยานทุกเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอนั้นเราต้องรับ เข้าสำนวนหมด กระบวนการ ป.ป.ช. เป็นเรื่องของการไต่สวนนะครับ ไม่ใช่ระบบกล่าวหา ตาม ป. วิ. อาญาแบบทางตำรวจ ฉะนั้นของเราอาจจะใช้เวลามากนะครับ และหลาย ๆ กรณีเราถูกฟ้องด้วยเหตุผล ซึ่งอาจจะต้องการประวิง ๒. ต้องการจะขออำนาจศาล มาขอพยานเอกสารเราไปเพื่อประกอบการต่อสู้ของเขา หลาย ๆ เรื่องก็ทำให้กระบวนการ ของเรานี้ค่อนข้างล่าช้านะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ยิ่งเรื่องคดีสำคัญ สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ ท่าน ต้องขอบพระคุณนะครับที่ท่านได้สนับสนุน ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ๒๕๔๒ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นฟ้องคดีเองได้นะครับ เราเพิ่งมาเริ่มฟ้องคดีอย่างจริง ๆ จัง ๆ เมื่อไม่นานมานี้เองครับ ขณะนี้เราฟ้องคดีเองประมาณ ๑๒๕ คดีนะครับ เท่าที่ผม ได้มีข้อมูล จดเอาไว้หมดวันนี้นะครับ จนถึงวันนี้เราฟ้องคดีเองมาทั้งสิ้น ๑๒๕ คดี เดี๋ยวผมจะเอาข้อมูลให้ท่านครับ เราฟ้องเอง ๑๒๕ เรื่องครับ ใน ๑๒๕ เรื่องนี้ ในตอนต้น ๆ เราจ้างทนายครับ เราจ้างทนายแค่ ๖ คดีเองครับ ขณะนี้เรื่องที่เราฟ้องคดีเองถึงที่สุดไปแล้ว ๓๐ คดีนะครับ ๓๐ คดีนี้ศาลได้ลงโทษถึงที่สุดแล้ว ขณะนี้เราลงโทษยกฟ้อง ถึงที่สุดในเรื่อง ที่ฟ้องลงโทษ ๓๔ คดี ยกฟ้อง ๒๔ คดี แต่ถึงที่สุด ๓๐ คดี ปรากฏว่าในเรื่องที่ถึงที่สุด ๓๐ คดี ศาลลงโทษให้เรา ๖๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ยกฟ้อง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านต้องอย่าลืมว่า สำนวนที่ ป.ป.ช. ฟ้องเองนั้นเป็นสำนวนที่อัยการสูงสุดท่านได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่มี พยานหลักฐานเพียงพอที่อัยการสูงสุดจะฟ้องคดีให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องฟ้องคดีเอง หลาย ๆ คดี อย่างเป็นข่าวเมื่อ ๒ วันนี้ คดีโรงพัก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูล อัยการ สูงสุดตั้งข้อไม่สมบูรณ์ เราไม่สามารถจะหาข้อยุติได้ ท่านอัยการสูงสุดคืนสำนวนให้เรา เราก็เลยต้องฟ้องคดีเองครับ วันนี้เราแทร็ก (Track) หมดครับว่า นับตั้งแต่เราชี้มูลนั้น เราส่งแล้วอยู่ที่อัยการสูงสุดกี่วัน เมื่อเรารับกลับมาเราร่างฟ้องกี่วันนะครับ วันนี้เราแทร็ก (Track) ได้หมดว่า ศาลชั้นต้นลงโทษอย่างไรนะครับ สิ่งเหล่านี้เราเอามาใช้เป็นบทเรียน ที่เราเรียกว่า ถ้าศาลยกฟ้องแล้วเป็นเวิร์สต แพร็กทิซ (Worst practice) ของเรา ที่เราจะต้องมาเรียนรู้ว่าเราบกพร่องตรงไหนในการไต่สวนรวบรวมหลักฐาน เพราะฉะนั้น วันนี้เราไม่ได้พูดกันถึงเรื่องเอาต์พุต (Output) ครับ เรากำลังพูดถึงเรื่องเอาต์คัม (Outcome) วันนี้เราจะแทร็ก (Track) ให้หมดเลยว่า เมื่อศาลตัดสินลงโทษถึงที่สุดแล้ว จำเลยในคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาของเราเมื่อตอนเราไต่สวน ศาลลงโทษจำคุกแค่นี้ จริง ๆ แล้ว เขาติดคุกอยู่เท่าไร เพื่อจะเอาบริบทตรงนี้ไปเสนอแนะผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น เรียนยืนยันได้นะครับว่า วันนี้ ป.ป.ช. อาจจะเป็นบริบทใหม่ซึ่งเราไม่ได้ไปเที่ยวประกาศ อะไรมาก แต่เราทำครับ เรามีข้อมูลหมดนะครับ คดีสำคัญของเรา เราจะบอกได้เลยนะครับว่า คดีนี้เราใช้เวลาเท่าไร เรามุ่งหวังว่าในอนาคตข้างหน้าทุกอย่างจะเป็นไปตามมาตรา ๔๘ จะต้องไม่เกิน ๒ ปี ขยายได้ไม่เกิน ๑ ปี และกฎหมายก็ไม่ได้บอกว่าหลัง ๓ ปี ไม่สามารถ ดำเนินการต่อได้ กฎหมายเพียงแต่บอกว่าต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น อาจจะมีผลในเรื่องของ การดำเนินการทางวินัย แต่ว่าในเรื่องทางอาญานั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. สามารถจะไต่สวน ต่อไปได้ แต่ให้หาผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นความบกพร่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือความบกพร่องของกรรมการ ป.ป.ช. ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการไต่สวน เพราะฉะนั้น ก็เรียนยืนยันกับท่านว่าบริบทการทำงานของ ป.ป.ช. หลัง พ.ร.บ. ๒๕๖๑ มันเปลี่ยนไปครับ มันกลายเป็นพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา น่าจะเป็นฉบับแรกและฉบับเดียว ที่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาอย่างชัดเจนในทุกขั้นตอน ไม่ใช่เฉพาะในการดำเนินการ ของ ป.ป.ช. ในการดำเนินการของท่านอัยการสูงสุด แล้วก็มีช่องทางที่จะทำให้เรา ทราบความคืบหน้าของคดีในการพิจารณาชั้นศาลหมด ทำให้เราเรียนรู้ในทุกบริบท เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนท่านว่าเรากำลังมองกันที่เอาต์คัม (Outcome) เรามองที่เอาต์คัม (Outcome) ทั้งหมดเพื่อจะไปสู่เรื่องของการป้องนำปราบ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าในอีก ๒ ปี ข้างหน้าที่ผมยังอยู่กับท่าน ถ้าไม่ไปก่อนด้วยวิถีที่อย่างอื่นนะครับ ผมก็จะมาชี้แจงท่าน ในทุกครั้งและจะให้ความสำคัญ เราจะนำสิ่งที่เราเรียกว่าเอาต์คัม (Outcome) มารายงานท่าน นะครับ แล้วก็พร้อมที่จะนำข้อมูลตรงนั้นลงไปในเว็บ (Web) ให้สังคมได้รับรู้รับทราบ เพราะผมถือว่ามันเป็นเรื่องของความโปร่งใสในการทำงานนะครับ
ทีนี้ในเรื่องของท่านสงวน พงษ์มณี นะครับ ท่านก็ได้พูดเรื่องฟ้องคดีเอง และอันนี้ก็ได้เรียนไปแล้วนะครับ และเรื่องคดีที่ท่านได้พูดก็จะรับข้อสังเกตของท่านไป ในเรื่องความเห็นที่ท่านได้ยกประเด็นเรื่องการดำเนินการไต่สวนในบางกรณีที่ท่าน ได้พูดถึงนะครับ
ท่านประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ท่านได้พูดเรื่องของคดีท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขออภัยที่ได้เอ่ยนามนะครับ ข้อเท็จจริงก็คือว่า การกระทำความผิดของบุคคลที่ถูกพาดพิงถึง ท่านกระทำผิดในตอนที่เป็นนายก อบจ. แล้วก็เมื่อเรามีการชี้มูลไป และทางกระทรวง มหาดไทยก็ได้มีการเพิกถอนจากตำแหน่งนายก อบจ. อันนี้ก็จะเป็นเรื่องคุณสมบัติ เพราะว่า ปัจจุบันนั้นเป็นคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าตำแหน่งที่ถูกเพิกถอนนั้น เป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น เพราะฉะนั้นอาจจะขาดคุณสมบัติหรือไม่อาจจะต้องไปถาม กกต. นะครับ แต่สิ่งที่อาจจะเรียนว่าในขั้นตอนของทางกระบวนการทางกฎหมาย ป.ป.ช. ก็คือว่า เรื่องนี้อัยการตั้งข้อไม่สมบูรณ์มานะครับ อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกัน ของคณะกรรมการร่วม แต่ถ้ามีการฟ้องคดี ไม่ว่าท่านอัยการสูงสุดจะฟ้องคดีหรือว่า ทาง ป.ป.ช. ฟ้องคดีเอง วันใดที่ศาลรับคดีประทับฟ้อง ผู้ถูกกล่าวหารายนี้หรือจำเลย ก็จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นขั้นตอนตามกฎหมายใน พ.ร.บ. ป.ป.ช. ชัดเจน ก็เลยกราบเรียนท่านให้เป็นข้อมูลนะครับ
เรื่องเกาะนุ้ยนอก เรื่องออกโฉนด ขณะนี้ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ก็ได้ลงพื้นที่ไปแล้วนะครับ เราจะเร่งรัดรวบรวมข้อมูลเพื่อจะพิจารณาให้รวดเร็ว ท่านไม่ต้อง ห่วงครับ วันนี้สื่อมวลชนรายงาน ผอ. ของ ป.ป.ช. ทุกคนเขาจะต้องว่องไวลงพื้นที่หาข้อมูล แล้ววันนี้เรากระจายอำนาจลงไป เรามีสำนักงาน ป.ป.ช. ทุกจังหวัด มีระดับผู้ช่วยเลขาธิการ ภาค และบางภาคที่มีปริมาณงานมาก ภาค ๓ ภาค ๔ วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการปรับปรุงตำแหน่งให้ผู้บริหารที่รับผิดชอบภาคที่งานหนักในภาค ๓ ภาค ๔ เป็นระดับ รองเลขาธิการ เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องรีบเร่งรัดดำเนินการ ให้ความเป็นธรรมกับ ผู้ที่ถูกร้องเรียนกล่าวหาด้วยเช่นกันนะครับ
ท่านรังสิมันต์ โรม ก็ต้องขอบคุณนะครับ หลาย ๆ เรื่องที่ท่านตั้งประเด็นมา ผมจะให้ทางเจ้าหน้าที่เขาไปตรวจสอบว่า เรื่องที่ท่านยกประเด็นขึ้นมานั้น มีการร้องเรียน กล่าวหาเข้ามาหรือไม่อย่างไร และอยู่ในขั้นตอนไหน เพราะท่านพูดหลายประเด็นนะครับ ในประเด็นที่ท่านยกขึ้นมา เดี๋ยวเราจะไปตรวจสอบและตามที่ผมได้กราบเรียนท่านนะครับ ตรวจสอบแล้วเดี๋ยวผมจะให้เขาร่างรายงานและผมจะลงนามนำเรียนท่านนะครับ
ท่านนิยม เวชกามา ได้พูดไปแล้วในเรื่องการฟ้องคดีเองนะครับ
ท่านคารม อันนี้ก็ต้องขอบคุณนะครับ เมื่อสักครู่นี้ผมแล้วก็ได้ตอบไปแล้ว ที่ท่านตั้งข้อสังเกตการทุจริตของ อปท. ว่ามีมากที่สุด ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนั้นครับ แต่ผมเชื่อมั่นนะครับ สิ่งที่เรากำลังเดินผมเชื่อว่ามันจะเกิดการป้องปราม วันนี้ท่านรู้ หรือไม่ครับว่าการเลือกตั้ง อบต. ๕,๓๐๐ แห่งที่มีการเลือกตั้งไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘ สิ่งที่ ป.ป.ช. กำลังจะทำนี่คืออะไร พอผู้บริหาร อปท. ๕,๓๐๐ แห่ง พ้นจากหน้าที่ เขาจะต้อง ยื่นบัญชีทรัพย์สินกับเรา ทั้งหมดนี้แต่ละ อปท. ๓ ราย ประมาณ ๑๕,๙๐๐ บัญชีนะครับ พอเมื่อมีการรับรองแล้วผู้ที่ดำรงตำแหน่ง อปท. ใหม่ก็จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินกับเรา ก็จะมีบัญชีให้เราดำเนินการอีก ๑๕,๐๐๐ รวมแล้วบัญชีที่จะเข้ามาจากการเลือกตั้ง อปท. ๓๐,๐๐๐ กว่าบัญชีครับ ปีหนึ่งโดยศักยภาพของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเรามีอยู่ ๓๕๐ คนทั่วประเทศ ในปกติเราจะให้เกณฑ์ว่าตรวจสอบบัญชีปกตินะครับ ๙๐ บัญชีต่อคนต่อปี เพราะฉะนั้นวันนี้ เราจะพยายามดำเนินการในการจะตรวจสอบบัญชีนี้ให้รวดเร็วที่สุด เพื่อจะนำไปเปิดเผยผล เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการตรวจสอบนะครับ วันนี้เราก็พยายามจะปรับปรุงกฎหมายในประเด็นที่มีการท้วงติงว่า ทำไมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมให้ผู้ที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินเพื่อยื่นไว้เป็นหลักฐานเปิดเผย เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดจริง ๆ ครับ ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ยอมสนองตอบ ต่อการวินิจฉัยของคณะกรรมการตามกฎหมายอื่น แต่กฎหมาย ป.ป.ช. เป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่อย่างไรก็ดีความห่วงใยนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มีการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย มาตรานั้นแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองที่มีการเปลี่ยนชุดเข้ามาดำรง ตำแหน่งนั้นก็จะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และเมื่อยื่นบัญชีทรัพย์สินแล้ว ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนั้นเราจะต้องเปิดเผยให้พี่น้องประชาชนเข้ามาตรวจสอบครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มิได้นิ่งนอนใจครับ แต่ข้อกฎหมายเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ครับ เราก็ได้ ชี้แจงไปคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร ว่าการตีความกฎหมายในส่วนของท่านกับของเรานั้น อาจจะแตกต่างกัน แต่เราก็มีเจตนารมณ์ แล้วก็ขอยืนยันครับว่าเรื่องของการใช้ข้อมูล เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินนั้นเจตนารมณ์เพื่อให้มีส่วนร่วม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ มีความโปร่งใส วันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แล้ว เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนยื่นอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ยื่นได้ ใช้ได้ ตรวจได้ เราได้ประกาศแล้ว เป็นนโยบายว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ไม่ใช่ ๒๕๖๕ นะครับ ๒๕๖๖ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๑๐๒ กับมาตรา ๑๐๓ ผู้ดำรงตำแหน่งในระดับสูงในอนาคตจะยื่นทาง อิเล็กทรอนิกส์หมด วันนี้กฎหมายในเรื่องจงใจไม่ยื่น หรือปกปิดไม่ยื่นที่ท่านได้พูดถึงนี้ครับ เปลี่ยนบริบทของการบังคับใช้กฎหมาย กฎหมายปี ๒๕๔๒ นั้นถ้าไม่ยื่นก็ผิดครับ ไม่ต้อง ไปตรวจสอบประเด็นอื่นว่าเขามีเจตนาหรือไม่เจตนานะครับ ถ้าเขาไม่ยื่น เรายื่นศาลได้เลย เพราะฉะนั้นปี ๆ หนึ่งในสมัยก่อนนี้ปีละ ๓๐๐-๔๐๐ เรื่องครับที่เรายื่นศาล และศาล ก็ลงโทษนะครับ แต่ที่รายงานวันนี้ที่ท่านได้อ่าน ๒๒ รายครับ เพราะว่ากฎหมายปี ๒๕๖๑ ได้เปลี่ยนบริบทของการจงใจเป็นเหมือนกับเรื่องการไต่สวน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ต้องพิสูจน์เจตนาว่าเขาจงใจ ต้องแจ้งข้อกล่าวหาเหมือนการไต่สวน เพราะฉะนั้นบริบท ในเรื่องจงใจได้เปลี่ยนไปครับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มองว่าการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เป็นเรื่องส่งเสริม เพราะฉะนั้นเราขยายเวลาจาก ๓๐ วันที่ยื่นเป็น ๖๐ วัน ถ้าไม่ยื่นแล้ว ท่านเลขาธิการยังขยายได้อีก ๓๐ วัน เราต้องการให้เขายื่น เพื่อเขาจะได้โปร่งใสนะครับ เพราะฉะนั้นการแจ้งข้อกล่าวหาจงใจ หรือการยื่นจงใจไปยังศาลเหลือแค่ปีละ ๒๒ เรื่อง แต่สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือว่าเรื่องร่ำรวยครับ ถ้าเราตรวจสอบแล้วท่านไม่สามารถจะชี้แจง เรื่องทรัพย์สินที่เพิ่มมากขึ้นหรือหนี้สินที่ลดลงได้ เราจะดำเนินการในเรื่องของร่ำรวย เราจะเอาเงินที่ท่านได้ไปไม่ชอบนั้นกลับคืนสู่แผ่นดินให้เป็นไปตามสหประชาชาติ เรื่องแอสเซต ดิสคัฟเวอรี (Asset Discovery) ตรงนี้เราจะพยายาม แม้กระทั่งเรื่องที่ผม ได้เรียนว่าเราไต่สวนแล้วถ้ามันมีเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นเข้าไปเรื่องละเมิด เราจะตาม เรื่องละเมิด เพื่อเอาเงินที่เขาได้บกพร่องเอากลับคืนสู่แผ่นดิน เราจะเน้นในเรื่องนี้ครับ นั่นคือเจตนารมณ์ของการดำเนินการในเรื่องตรวจสอบทรัพย์สินและให้พี่น้องประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด
เรื่องกระทรวงอุดมศึกษาที่ท่านได้พูดถึงก็เช่นกันครับ เป็นเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง แต่ผมเรียนว่าเพราะเราล่าช้าครับ แต่ต่อไปเราจะดีขึ้น ผมเชื่อว่ามันจะเป็นมาตรการ ถ้าการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว การป้องปรามจะเกิดขึ้นแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี กระทรวงอุดมศึกษาก็ดี ในอนาคต ก็จะไม่เป็นอย่างที่ข้อมูลมันโชว์ให้เห็นนะครับ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น การคัดเลือก การจัดสรรคน อะไรต่าง ๆ ผมเห็นด้วยครับ รวมทั้งเราเอง ขอบคุณท่านทวี สอดส่อง ที่ท่านได้ให้คำแนะนำ เที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากอคติในสิ่งที่เราต้องทำครับ ไม่ใช่เฉพาะ ป.ป.ช. ครับ คนในกระบวนการยุติธรรมทุกคน คนที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนก็จะต้องทำหน้าที่ โดยเฉพาะ ป.ป.ช. นั้นเราก็ต้องขอบคุณนะครับ ปีที่แล้วท่านก็ได้กรุณาแนะนำ เราพยายาม คัดเลือกคน วันนี้ที่เมื่อสักครู่มีท่านหนึ่งได้พูดถึงเรื่องการทะเลาะกันเอง การฟ้องกันเอง ใน ป.ป.ช. ขอเรียนข้อมูลครับ เรื่องที่เกิดขึ้นที่เป็นปรากฏในการฟ้องกันเป็นเรื่องจากกรณี การไต่สวนคดีการทุจริตข้ามชาติรายหนึ่ง ปรากฏว่าครอบครัวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเรา ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด เพราะฉะนั้นเมื่อมีการไต่สวนขึ้นมาก็ปรากฏ เป็นเรื่องทรัพย์สินที่มี ทรัพย์สินของภรรยากับทรัพย์สินของสามี เขาบอกว่าสามีนั้นก็ไม่ได้ยื่น บัญชีทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ของเราเพื่อให้โปร่งใสเช่นเดียวกันกับคนของเราเองเราก็ดำเนินการ ตรวจสอบ ดำเนินการตามครรลอง ก็มีการยื่นว่าเขาจงใจไม่ยื่น ขณะนี้เรื่องก็ไปสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนในเรื่องการไต่สวนที่อื่นนั้นเราก็ดำเนินการให้ครบถ้วน ก็อย่างที่ท่านว่าละครับ ในเมื่อเราไปไต่สวนเขา เขาก็ต้องปกป้องสิทธิ เขาก็ฟ้อง ก็เกิดการฟ้อง ฟ้องผม ฟ้องกรรมการไต่สวน ฟ้องพนักงานเจ้าหน้าที่ มันก็เป็นปกติซึ่งเราก็ต้องชี้แจงศาลไป เราก็ต้องชี้แจงศาล บางเรื่องศาลท่านก็ได้กรุณายกฟ้องไปแล้ว โจทก์ก็มีการอุทธรณ์ เพราะฉะนั้นก็เรียนว่าเป็นปกติครับ เราก็พยายามที่จะตรวจสอบคนของเราเอง เมื่อปีที่แล้ว เราก็ไล่ออกข้าราชการของเราคนหนึ่งซึ่งปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ มีการนำข้อมูลจากการไต่สวน ของเราไปเผยแพร่ไปยังบุคคลภายนอก เราก็ไต่สวนและเราก็ไล่ออกจากราชการไป การไต่สวนดำเนินคดีอาญาเราก็ดำเนินการไป เพราะฉะนั้นก็ยืนยันครับว่าถ้าคนของ ป.ป.ช. ไม่ดีเราก็ต้องตรวจสอบและไต่สวนเช่นเดียวกันนะครับ ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ถ้ากรรมการ ป.ป.ช. นั้นมีพฤติการณ์ก็ต้องไปสู่กระบวนการตามกฎหมาย แล้วถ้ามีการผ่าน ท่านประธานสภา ท่านประธานสภาถ้าเห็นว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้นปฏิบัติหน้าที่ผิด ท่านก็ส่งข้อมูลให้กับประธานสภา ประธานสภาเห็นมีมูลก็ส่งให้ศาลฎีกา ถ้าศาลฎีกาเห็นว่า มีมูล ท่านก็ตั้งผู้ไต่สวนอิสระมาไต่สวน ระหว่างไต่สวนพวกผมก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และถ้ามีมูลก็ยื่นฟ้อง ผู้ไต่สวนอิสระก็ส่งให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องพวกผม โทษก็เป็น ๒ เท่า ตามกฎหมายที่ว่าไป เพราะฉะนั้นกระบวนการทำงานในส่วนของ ป.ป.ช. ก็มีระบบ การตรวจสอบอยู่แล้วครับ และเราก็พร้อมรับการตรวจสอบนะครับ
ท่านทวี สอดส่อง ก็พูดถึงเรื่องหลักสูตรด้วยนะครับ เรื่องคอนเน็กทิวิตี (Connectivity) อะไรต่าง ๆ ซึ่งผมนำได้เรียนแล้ว
พันตำรวจโท ฐนภัทร ก็รู้สึกจะครบทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้พูดถึง อาจจะครบบ้าง ไม่ครบบ้างนะครับ อาจจะไม่ครบถ้วน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมได้เรียนท่านแล้วครับ ผมจะให้เจ้าหน้าที่ถอดเทป (Tape) นะครับ และสัญญาว่าภายในไม่ช้านี่ครับ เราจะนำ หนังสือเรียนท่านว่าประเด็นที่ท่านได้พูดนั้นนี่ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร จะนำเรียนท่านครับ
ต้องขอบพระคุณนะครับ ขอยืนยันนะครับว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ความสำคัญนะครับ เราคาดหวัง เรามุ่งหวังที่จะมาในที่ประชุมแห่งนี้ครับ เพราะว่า ท่านเป็นผู้แทนประชาชน ท่านคอมเมนต์ (Comment) ได้ครับ ท่านแนะนำได้เลยครับ เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว เรารับฟังด้วยความสบายใจครับ เพราะว่าถ้าท่านบอกมันดีมันชอบ แต่ลับหลังท่านบอกมันไม่ดี มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่วันนี้ท่านกล้าพูด ท่านตำหนิ ผมว่าต้องขอบคุณ แล้วผมและคณะจะรับ นั่นคือว่าในวันนี้เรามอบกรรมการมาทั้ง ๔ ท่าน กฎหมายบอกว่าให้ประธานกรรมการหรือกรรมการที่ได้รับมอบหมายมาชี้แจง แต่ผมกับกรรมการได้พูดแล้ว ตราบใดที่ผมยังเป็นประธาน ป.ป.ช. ถ้าไม่ป่วย ผมจะมาครับ ผมจะมารับฟังท่าน ผิด ถูกก็ต้องขออภัยนะครับ การทำงานก็มีพลาดพลั้ง แต่ขอยืนยัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น ตระหนักดีครับว่าเราเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ และเราถูก ตรวจสอบเข้มข้น แม้ว่าการตรวจสอบตรงนี้กระทบไปถึงครอบครัวของเราด้วยก็ตาม เราก็ต้องพยายามกำชับ วันนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่เราเองที่ถูกตรวจสอบ เรากำชับครอบครัว เรากำชับคนใกล้ชิดหมดเลยว่าเมื่ออยู่กับ ป.ป.ช. นั้น ก็อาจจะต้องรับผลของกรณีนี้ไปด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนท่านนะครับ เราพยายามครับ แต่ว่าอะไรที่ไม่ถูกไม่ต้องก็ช่วยชี้แนะ แต่ถ้ามันไม่ถูกไม่ต้องเป็นผิดกฎหมายดำเนินการได้เลยครับ ตามขั้นตอนของกฎหมาย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ