วิรัตน์ วรศสิริน ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องในการวินิจฉัยของ ป.ป.ช. กรณีนาฬิกาหรู 22 เรือนของพลเอก ประวิตร โดยตั้งคำถามต่อหลักเกณฑ์การพิจารณาหนี้สินและจารีตประเพณีการยืมทรัพย์ พร้อมแสดงความกังวลต่อภาพลักษณ์องค์กร แม้ยอมรับผลงานอื่นของ ป.ป.ช. ที่น่าชื่นชม และเรียกร้องให้คณะกรรมการดำเนินการด้วยความเป็นธรรม ไม่อคติหรือเอนเอียง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและภารกิจในการอำนวยความยุติธรรม
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขอแสดง ความคิดเห็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓ ท่านประธานครับ นักการเมืองก็คงไม่ต่างอะไรกับข้าราชการ กลัว ป.ป.ช. กลัวครับ ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่มีใครอยากจะวิพากษ์วิจารณ์หรือไปข้องแวะยุ่งเกี่ยวกับ ป.ป.ช. อย่างแน่นอน เพราะเกรงจะมีปัญหาภายหลังได้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ ก็เพื่อประโยชน์และเพื่อความชัดเจนจึงใคร่ขอแสดงความคิดเห็นด้วยความเคารพต่อท่าน คณะกรรมการและบุคลากรขององค์กร ป.ป.ช. ทุกท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำวินิจฉัยเรื่องการครอบครอง นาฬิกาหรู ๒๒ เรือนของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในกรณีนี้ ผมไม่เห็นอยู่ในรายงานนะครับ อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้มีการชี้มูลแจ้งข้อกล่าวหา จึงไม่ปรากฏในรายงาน เข้าใจว่าอย่างนั้นนะครับ ท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยเสียงข้างมากพิจารณาแล้วเชื่อว่า นาฬิกาหรู ๒๒ เรือน ของ พลเอก ประวิตรนี้ ได้ยืมมาจากเพื่อนจริง ท่านวินิจฉัยว่านาฬิกาเป็นทรัพย์คงรูป การยืมท่านประธานครับ จัดเป็นเอกเทศสัญญา มีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้ในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ยืมมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์ที่ยืม คืนให้ผู้ยืม จึงจัดว่า เป็นการยืม เป็นหนี้สินประเภทหนึ่งนะครับท่านประธาน ส่วนการยืมนั้นก็แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทด้วยกัน ตามที่ท่านวินิจฉัยถูกต้องแล้ว การยืมใช้คงรูปบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๔๐ ส่วนการยืมใช้สิ้นเปลืองบัญญัติไว้ในมาตรา ๖๕๐ พอกล่าวสรุปเนื้อหาได้ว่า การยืมใช้คงรูป คือสัญญาที่ผู้ให้ยืมให้ผู้ยืมยืมทรัพย์สินชิ้นใดไป จะต้องส่งคืนทรัพย์สินชิ้นเดียวกันนั้น โดยที่ไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์และต้องเป็นการให้เปล่าเท่านั้น ส่วนการยืมใช้สิ้นเปลือง หมายความว่า ผู้ยืมไม่สามารถส่งมอบคืนทรัพย์สินชิ้นเดียวกันกลับคืนมาได้ แต่ส่งมอบคืน ตามจำนวนหรือประเภทเดียวกัน หรือจำนวนเดียวกัน หรือมากกว่ากลับคืน คงไม่ใช่มากกว่า นะครับ ผมอาจจะพูดผิดไป ประเภทเดียวกันในจำนวนเท่ากันกลับคืนมา เช่น การยืมเงิน เมื่อเงินนี้ยืมและนำไปใช้แล้ว เมื่อส่งมอบคืนก็จะต้องเป็นเงินธนบัตรใบใหม่ หมายเลขใหม่ นะครับ แต่มีมูลค่าเท่าเดิม นี่ต้องกราบเรียนถามไปยังท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยความเคารพนะครับว่า ถ้ามีการทำสัญญายืมเงินกันเป็นเงินสด ๆ สมมตินะครับ ระบุในสัญญาจะส่งคืนเงินธนบัตรใบเดิมนี้ ใบเดิมเลย หมายเลขเดิมเลย ทรัพย์ชิ้นเดิมนี้ กองอยู่นี้ มีสัญญาแปะอยู่ข้างบนนี้ อย่างนี้จะถือว่าเป็นทรัพย์คงรูปไหมครับ ชิ้นเดิม ๆ นี่ละครับ หรือว่าถ้ามีคนเอาทั้งเงินสด ทั้งทองคำ นาฬิกา แหวนเพชร บ้าน รถยนต์มาให้ยืม เขาบอกว่า เขามาฝากไว้เพราะบ้านเขาไม่ปลอดภัย เขาอยากจะฝากไว้กับผม สมมตินะครับ อย่างนี้ จะมีบรรทัดฐานเช่นไร เพราะว่านี่ก็เป็นทรัพย์คงรูปที่ไม่ต้องแจ้งทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ท่านประธานครับ ท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านวินิจฉัยว่าเจ้าของนาฬิกาได้ให้ พลเอก ประวิตร ยืมไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ นั่นเป็นการยืมใช้คงรูป และการยืมใช้คงรูปนี้ แม้ไม่ใช่เป็นหนี้ แม้จะเป็นหนี้แต่มิใช่หนี้ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดให้ต้องแสดง ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะตามคำอธิบายการยื่นแสดงบัญชีนี้ จะต้องเป็นเงินตราเท่านั้นนะครับ ดังนั้น พลเอก ประวิตร จึงไม่มีหน้าที่ที่จะต้องแสดงการยืม นาฬิกาดังกล่าวเป็นหนี้สินในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. นะครับ ส่วนแหวน ๓ วงนั้นถือว่าเป็นทรัพย์มรดก ท่านประธานครับ แล้วทรัพย์มรดกไม่ต้องแสดงก็ได้หรือครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. คำวินิจฉัยนี้ค้านกับจิตสำนึก ในความถูกต้อง ความรู้สึกถูกผิดชอบดี ในจิตใต้สำนึกของประชาชนโดยทั่วไป ประชาชน ไม่เชื่อว่าจะมีใครยืมนาฬิกาได้ทีละ ๒๒ เรือน และยืมเป็นเวลานาน ๆ อย่าว่าแต่เรือนละ หลายล้านเลยครับ แค่หมื่นครึ่งหมื่นผมก็เชื่อว่าไม่มีใครเขาให้ยืมทีละ ๒๐ กว่าเรือนหรอกครับ ยืมแล้วก็ยังไม่ส่งคืนเขาด้วย คนที่ถูกอ้างถูกกล่าวว่าเป็นผู้ให้ยืมนั้นก็เสียชีวิตแล้ว แต่นาฬิกา ยังอยู่บนข้อมือ พลเอก ประวิตร นะครับ ลูกเมียเขาไม่ทวงหรือ มันก็แปลกนะครับ ท่านประธาน สุดท้ายนี้ เรื่องนาฬิกานี้เป็นสะเก็ดดำขององค์กร ป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม ผลงานด้านอื่น ๆ ในปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมาต้องชมเชยครับท่านประธาน ถือว่ามีผลงานที่ยอมรับได้ นะครับ ในหน้า ๘๗ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดไปรวมทั้งสิ้น ๕๑๔ คดี คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ ๓๓,๔๐๐ ล้านบาท มีรายละเอียดของแต่ละคดี ผมอ่านแล้ว เป็นที่น่าสนใจมากมาย
อย่างไรก็ตามท้ายนี้กระผมขอความกรุณาจากท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. การวินิจฉัยของท่านขอให้อยู่บนความตรงไปตรงมา ไม่อคติต่อบุคคล แม้ว่าท่านจะไม่ชอบเขา ก็ตาม ไม่เอนเอียงต่อผู้มีอำนาจ แม้เขาจะเคยให้ประโยชน์กับท่านก็ตาม เพื่อให้องค์กร ป.ป.ช. ของท่าน และของประชาชนเป็นองค์กรที่มีเกียรติ ศักดิ์ศรี ศักดิ์สิทธิ์ บนความยุติธรรม ท่านมิใช่มีเพียงหน้าที่ชี้มูลความผิด แต่ท่านยังมีหน้าที่ให้ความยุติธรรมด้วย จึงขออนุญาตฝากท่านประธานยังไปท่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทุกท่านด้วยความเคารพ อย่างสูง กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ