วีระกร คำประกอบ ชื่นชมความเจริญของเขตอีอีซีแต่แสดงความกังวลต่อข้อจำกัดด้านการค้าของไทยที่มีเอฟทีเอน้อยกว่าเวียดนาม พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งเจรจาความตกลงการค้าและเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและเกษตรกรรมเพื่อดึงดูดนักลงทุนอย่างเต็มศักยภาพ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ก่อนอื่นต้องขอชมเชยการทำรายงานฉบับนี้นะครับ เป็นรายงานที่น่าจับต้องน่าอ่าน แล้วก็เข้าใจง่าย กราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่แล้ว สมัยนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เขามีโครงการภาคตะวันออกประมาณปี ๒๕๓๒ ถ้าผมจำไม่ผิด ท่านประธานครับ ตอนนั้นท่านนายกฯ ชาติชายท่านมีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า แล้วความโชติช่วง ชัชวาลของภาคตะวันออกที่ท่านโฆษณาไว้ตอนนั้น เดิมทีผมก็นึกว่าเป็นคำโฆษณา ที่เพ้อฝันเหมือนกับน้องสักครู่นี้ที่เพิ่งอภิปรายไป แต่หลังจากนั้นประมาณ ๑๐ กว่าปี ความเจริญเติบโตของภาคตะวันออกไม่ว่าจะเป็นท่าเรือและนิคมอุตสาหกรรม ทั้งแหลมฉบัง ทั้งมาบตาพุด เป็นเรื่องอะไรที่ผมแปลกประหลาดใจมากว่าประเทศไทยเจริญ ได้ขนาดนี้เชียวหรือ แล้วจะไปบอกว่าเป็นการรวยกระจุกจนกระจายอะไรที่มันไม่เกิด ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก็ไม่ใช่ คนนครสวรรค์ผมว่าจำนวนไม่น้อยที่ทำมา หากินอยู่ในเขตอีอีซี (EEC) หรือว่าเขตภาคตะวันออกนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือแหลมฉบัง และนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและมาบตาพุดทั้ง ๒ แห่งนี้คนนครสวรรค์มาทำงาน กันเยอะครับ ไม่ได้แปลว่าเราไปสร้างความเจริญ ณ จุดนั้น แต่จุดนั้นมันมีศักยภาพ ต้องยอมรับว่ามีท่าเรือ นครสวรรค์ไปทำท่าเรือก็ไม่ได้ ทำสนามบินก็ไม่ได้ เขามีอู่ตะเภา อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภามูลค่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี การท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ ๓ ก็ดี การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ ๓ ก็ดี หรือรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษ การลงทุนอุตสาหกรรม เป้าหมายการพัฒนาท่องเที่ยวพัฒนาเมืองใหม่ตามโครงการที่ท่านได้กล่าวมาในเล่มนี้ทั้งหมด ผมชื่นชมและผมคิดว่าจากผลงานที่ท่านทำมา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ผมมั่นใจว่าคณะนี้เป็นคณะ ที่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาและสามารถที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ท่านได้แถลงมา ในครั้งนี้ต้องขอบคุณนะครับว่า หน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ ที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และท่าน สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองประธาน ได้อุตส่าห์ทำโครงการเหล่านี้ขึ้นมา แต่สิ่งหนึ่ง ซึ่งผมอดที่จะกังวลใจไม่ได้ก็คือเราจะมีนักลงทุนมาลงได้เต็มกำลังความสามารถตามที่ท่าน ได้วางแผนวางสกีม (Scheme) ไว้ทั้งหมดหรือไม่ ทั้งนี้เพราะว่าจากเอฟทีเอ (FTA) ที่ประเทศไทยเรามีอยู่เพียง ๑๘ ประเทศสิ่งที่ผมกังวลก็คือแค่นี้ละครับ เรามีเอฟทีเอ (FTA) อยู่แค่ ๑๘ ประเทศ ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเขามี ๕๓ ประเทศ ผมเอง ได้มีโอกาสเดินทางทางรถยนต์นะครับจากฮานอยเข้าสู่ประเทศจีน ก่อนที่จะเข้าสู่ เขตประเทศจีนที่ด่านผิงเสียง ปรากฏว่ามันเต็มไปด้วยนิคมอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างใหญ่ มโหฬารมากเลยครับ โดยเฉพาะทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ บริษัทญี่ปุ่น บริษัทจีน มาลงทุนกันเต็มหมดเลยนะครับ เอากันว่าสุดลูกหูลูกตา มองไปนี่นะครับ มีแต่โรงงาน อุตสาหกรรมขนาดยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น ที่ผมพูดนี้ผมเพิ่งไปมาปีกว่า ๆ นี่เองครับท่านประธาน จะบอกให้ทราบว่าทำไมนักลงทุนเขาหันไปเวียดนาม เพราะเวียดนามมีเขตการค้าเสรีกับ ๕๓ ประเทศ ในขณะที่ประเทศไทยมี ๑๘ ประเทศ ท่านประธานลองนึกใจเขาใจเรา ถ้าผมเป็นนักลงทุนผมอยากลงทุนประเทศไทย ซึ่งผมส่งสินค้าไปขายแล้วผมไม่ต้องเสียภาษี ได้แค่ ๑๘ ประเทศ กับผมไปลงทุนที่เวียดนาม ผมส่งสินค้าไปขายโดยไม่ต้องเสียภาษีได้ถึง ๕๓ ประเทศ ไม่แปลกใจครับที่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็พยายามที่จะเข็นโครงการต่าง ๆ เช่น ซีพีทีพีพี (CPTPP) ในการที่จะทำสัญญากับพหุภาคีกับประเทศเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถที่จะมี เอฟทีเอ (FTA) เพิ่มขึ้นหรือเรื่องของอียู (EU) ที่เราจะต้องเข้าสู่ตลาดยุโรปให้ได้ โดยที่ไม่ต้อง เสียภาษีแต่ท่านประธานครับ กระทรวงต่างประเทศช้าจังเลย กรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศไม่คืบคลานไปไหนเลย ซีพีทีพีพี (CPTPP) กรรมาธิการเราได้พิจารณาเสร็จ ไปนานแล้วนะครับ ได้ให้ความเห็นแล้วว่าไม่ต้องไปกลัว เข้าก็เข้า แต่เราต้องมีการเตรียมพร้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) จะไปกลัวมันทำไมละครับ ประเทศ ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการเกษตร แต่ปรากฏว่าตั้งแต่วันนั้นที่เราพูดไปจนถึงวันนี้ รัฐบาลไม่เคยเพิ่มงบประมาณให้กับกรมการข้าว กรมวิจัยการข้าว งานวิจัยต่าง ๆ เงินลดลง ทุกปี ๆ และมันจะเอาอะไรไปสู้กับเขาครับ เวลาเข้าไปจริง ๆ เขาเป็นไฮ แสตนดาร์ด เอฟทีเอ (High Standard FTA) เขาไม่ใช่เอฟทีเอ (FTA) ขี้หมูขี้หมาที่จะเข้าไปแล้วก็ไม่มีหลักเกณฑ์ นะครับ เขาจะต้องให้มีการสู้กันอย่างเสรี ทุกอย่างเสรีหมด เมื่อเราเข้าไปแล้ว ยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) บังคับให้เราต้องรับพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่เป็นเสรี เขาคุ้มครองนักพัฒนาพันธุ์พืช รายใหม่ ประเทศไทยมีศักยภาพมากนะครับ คนประเทศไทยเราสู้เขาได้คือการเกษตร แต่เรากลับไม่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านการเกษตร กรมการข้าวงบประมาณลดลง ๆ จาก ๖๐๐ ล้านบาท วันนี้เหลือกว่า ๑๐๐ กว่าล้านบาทแล้วครับ แล้วมันจะเอาอะไรไปสู้ นี่คือสิ่งที่ผมกังวล ผมไม่ได้กังวลเลยว่าคณะทำงานดูแลภาคตะวันออกเขาจะทำอีอีซี (EEC) ไม่สำเร็จ ไม่ใช่ สำเร็จ แต่สำเร็จแล้วใครจะมาลงทุนต่างหากที่ผมนั่งเป็นห่วง ในเมื่อท่าน จะเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ท่านยังไม่เคยเตรียมตัวเลยตามที่กรรมาธิการได้เสนอไป เยอะแยะนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ทั้งนั้นที่กรรมาธิการเสนอไป จะเข้าซีพีทีพีพี (CPTPP) ยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) คุณต้องทำอะไรบ้าง ๑ ๒ ๓ ต้องให้งบประมาณในการวิจัย พันธุ์พืช เราจะต้องเป็นศูนย์กลางการวิจัยพันธุ์ข้าว เราจะไปกลัวประเทศอื่นเอาพันธุ์ข้าวมา ขายประเทศเรา ประเทศไทยเก่งที่สุดแล้วครับท่านประธาน เราจะต้องเอาพันธุ์ข้าว เราไปขายประเทศอื่นต่างหากเมื่อเราเข้า ยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) สิ่งเหล่านี้ที่ผมกังวล และอยากจะฝากทางอีอีซี (EEC) ด้วย โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานอีอีซี (EEC) ผมอยากจะฝากท่านไว้ด้วยว่าเราไม่มีอะไรน่ากลัวเลยครับการที่ต้องไปเข้า ยูปอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) ตามซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่เราต้องเตรียมความพร้อมของเรา ให้ได้ครับ ขอบคุณครับ