วีระกร คำประกอบ หารือการแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาเพื่ออนุญาตให้นัดประชุมและส่งเอกสารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยให้เหตุผลเพื่อความรวดเร็วและประหยัดทรัพยากร แต่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญและประเพณีการประชุม จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการพิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นของความเป็นธรรมและการเข้าใจร่วมกันระหว่างฝ่ายต่างๆ ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ โดยทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับข้อบังคับและประเพณีการประชุม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้มีการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร โดยในร่างที่ ๑ จริง ๆ แล้วร่างหลัก ๆ ก็มีอยู่ ๒ ส่วนเท่านั้นเองครับ คือ ๑. ร่างของท่านอนันต์ ผลอำนวย และคณะ ซึ่งเป็นเรื่องของการประชุมผ่านสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ แก้ไขข้อบังคับข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑ และข้อ ๒๒
ในข้อ ๒๐ โดยการนัดประชุม กล่าวถึงเรื่องการนัดประชุม ในข้อบังคับเดิม การนัดประชุมก็ต้องส่งเอกสารนะครับ เป็นเรื่องของการส่งเอกสาร แต่ว่าการที่เราได้มี สื่ออิเล็กทรอนิกส์มาใช้กันในยุคโลกาภิวัตน์นี่ ผมเห็นด้วยที่จะต้องให้โอกาสการนัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ อันนี้ความจริงเราก็ทำกันอยู่แล้วในปัจจุบันนี้ การนัดประชุม กรรมาธิการ การนัดประชุมสภา เราสามารถเปิดจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งอันนี้เห็นด้วย ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ ไม่มีข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น การเสนอโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต้องล่วงหน้า ๓ วัน หรือเร็วกว่านั้นนะครับ
ในข้อ ๒๑ การนัดประชุม ระเบียบวาระ และเอกสารที่เกี่ยวข้องนี้สามารถ ส่งทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ ปัจจุบันเราก็ทำกันอยู่แล้วนะครับ ซึ่งเพียงแต่ว่าเราก็ทำเป็น กระดาษด้วยนะครับ เป็นเอกสารกระดาษด้วย ซึ่งก็เห็นด้วยกับท่านอนันต์และคณะ ในการแก้ไขว่าต่อไปนี้เราจะใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อประหยัดกระดาษ อันนี้ก็เห็นชอบด้วย ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ
ในข้อ ๒๒ หากประธานเห็นควรบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมก็สามารถที่จะแจ้ง ทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่น้อยกว่า ๑ วัน อันนี้ก็เห็นด้วย
การแก้ไขในข้อ ๒๐ ข้อ ๒๑ ข้อ ๒๒ นี้ ผมเห็นด้วยหมดเลย แต่ว่าในส่วนของ การประชุมครับ ซึ่งมีการแก้ไขในข้อบังคับข้อ ๔๓/๑ ข้อ ๔๓/๒ ข้อ ๔๓/๓ อันนี้ก็ต้องเรียน กับท่านว่าก็เห็นด้วย แต่ก็ต้องพึงระมัดระวัง ข้อ ๔๓/๑ หากจำเป็นหรือเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่อาจประชุมตามปกติได้ สามารถประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องให้ผู้ร่วมประชุม สามารถแสดงความคิดเห็นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ อันนี้ก็เป็นหน้าที่ที่ทางสภาจะต้องจัด ในส่วนที่ท่านขอแก้ไขมานี้ ท่านอนันต์ยังพูดถึงว่า เป็นบางส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ในห้องประชุม บางส่วนอาจจะอยู่ในห้องส่วนตัวของท่าน ส.ส. เพราะในกรณีที่โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มันระบาดหนัก ๆ เข้านี้ บางทีการเข้ามาแออัดกันอยู่ในห้องประชุมอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ว่าในมาตรา ๔๓/๓ ท่านก็เขียนไว้อีกว่า ยกเว้นการประชุม เรื่องของพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ หรือแม้แต่ การประชุมลับ ห้ามประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์อันนี้ก็ได้เขียนไว้ชัดเจน แต่ว่าในมาตรา ๔๓/๒ ผมต้องเรียนว่าการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ให้สมาชิกแสดงตนเข้าร่วมประชุม โดยวิธีการที่ประธานจะกำหนดนี้ท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๐ เขาเขียนไว้ว่า การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้ ต้องมีสมาชิกมาประชุม รัฐธรรมนูญต้องมีสมาชิก มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก การลงมติถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ ผมอยากจะให้ท่านช่วยพิจารณาคำนี้ด้วยว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร จะต้องมีสมาชิก มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คำว่ามาประชุมนี่มันจะประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์ลงชื่อ ทางอิเล็กทรอนิกส์กันได้หรือครับ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นต้องแก้ รัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ผมขอฝากไปยังกรรมาธิการที่จะพิจารณาต่อไปด้วย ท่านประธานครับ การมาประชุมนี่ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๕ เขาเขียนไว้ว่า หากไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้น หรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศ ในระบอบประชาธิปไตย อันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมอยากจะเรียนท่านว่า ในอดีตที่ผ่านมามันไม่เคยมีนะครับ การที่จะมาลงชื่อเข้าประชุมโดยอิเล็กทรอนิกส์ การมาประชุมโดยอิเล็กทรอนิกส์ คำว่า มาประชุม ถ้าเราพิจารณาถึงประเพณีปฏิบัติ มันผิดนะครับ มันผิดรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่สมัยพ่อผมจนมาสมัยผมนี้ผมก็ยังไม่เคยว่า เราจะมาประชุมกันทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้นการแก้ไขมันต้องไปถึงแก้ไข รัฐธรรมนูญด้วยนะผมว่า มิเช่นนั้นอาจจะเสี่ยงนะครับ การคิดใด ๆ หรือการกระทำใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญในสภาแห่งนี้ ผมเกรงว่ามันอาจจะส่งผลต่อผู้แทนราษฎรพวกเรา ที่จะพิจารณากัน ถ้าหากเราทำอะไรที่มันขัดรัฐธรรมนูญ ฝากกรรมาธิการด้วยว่า ถ้าจะพิจารณาแล้วพิจารณากันละเอียดถึงตรงนี้ด้วยนะครับ มิเช่นนั้นอาจจะมีการทำผิด รัฐธรรมนูญกัน
ในส่วนร่างของคุณธีรัจชัยและคณะ ผมกราบเรียนว่าท่านได้แก้ไขข้อ ๔ แทนข้อบังคับข้อ ๘๓ และข้อ ๘๕ ซึ่งเป็นเรื่องของการลงคะแนน ข้อ ๘๓ ที่ท่านแก้ไข เดิมทีเขาเขียนไว้ว่า การออกเสียงโดยวิธีเปิดเผยนั้นมี ๓ วิธี ๑. ออกเสียงโดยการลงคะแนน ตามที่ประธานกำหนด ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือการกดปุ่มลงคะแนน ๒. เรียกชื่อสมาชิก ตามหมายเลขสมาชิก ๓. วิธีการใดที่ประธานจะเห็นชอบ การลงคะแนนตามวิธี ๑ จะใช้ตาม ๒ หรือ ๓ ได้ก็ต่อเมื่อมีสมาชิกเสนอญัตติและที่ประชุมอนุมัติ ท่านประธาน ที่เคารพ เมื่อสักครู่นี้การเปิดคลิป (Clip) ผมเองเห็นใจท่านประธานอย่างมาก และผมคิดว่า ไม่เป็นธรรมกับท่านประธาน โดยเฉพาะท่านประธานชวน หลีกภัย ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ท่านทำข้อบังคับครับ เมื่อมีผู้ที่เสนอญัตติให้มีการลงคะแนน โดยใช้การขานชื่อ ใน (๒) ท่านก็ต้องทำนะครับ เพราะมันเป็นญัตติ และมีการรับรองถูกต้อง เพราะฉะนั้น ผมออกจะเห็นใจแล้วก็เห็นว่า ไม่เป็นธรรมกับท่านประธาน ที่เราจะไปว่าท่านประธานว่า ฝ่าฝืนข้อบังคับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเป็นนักการเมือง เข้ามาในสภา มันก็มีเรื่องของ การเมือง ฝ่ายค้านก็มีการเล่นการเมือง การนับองค์ประชุม องค์ประชุมเป็นหน้าที่ของ ผู้แทนราษฎรทุกคน ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว จะมาบอกว่า สมาชิกฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่รักษาองค์ประชุม ผมก็อ่านรัฐธรรมนูญทุกมาตรา ไม่มีละครับคำนี้ มีแต่ว่า ผู้แทนราษฎรทุกคนต้องเป็นองค์ประชุม ไม่ใช่ว่าจะให้แต่ฝ่ายรัฐบาล นั่นก็แปลว่า ฝ่ายค้านก็มีสิทธิที่จะเล่นการเมืองโดยใช้บังคับ และรัฐธรรมนูญในการเล่นการเมือง เช่นเดียวกันครับ ฝ่ายรัฐบาลก็เช่นเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาลอย่างไรก็มีเสียงมากกว่าฝ่ายค้าน อันนี้ยอมรับกันละครับ ถ้าไม่มีเสียงมากกว่าจะมาเป็นรัฐบาลไม่ได้ เพราะฉะนั้น การที่ฝ่ายรัฐบาลบางครั้งสมาชิกฝ่ายรัฐบาลอยู่ในห้องกรรมาธิการ นั่งประชุมกันอยู่ข้างบน ท่านก็ทราบ สภาเราไม่ใช่เหมือนเก่านะครับ ถ้าที่เดิมแป๊บเดียวก็ถึง แต่ปัจจุบันนี้ วิ่งเป็นกิโลเมตรนะครับท่านประธาน มันจะมากันไม่ทัน เมื่อไม่ทันมันก็ต้องมีการถ่วงเวลา ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องเล่นเกมเหมือนกัน ถ่วงเวลาบ้าง จะเป็นการโอ้เอ้ หารือท่านประธานบ้าง หรือบางครั้งก็ขอให้พักการประชุม แต่ก็แน่นอนครับ บางครั้งต่อให้ทำทั้งหลายแล้ว บางครั้งก็ไม่ทัน จึงทำให้ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องมีหลักเกณฑ์ ในการที่จะต้องขอนับคะแนนใหม่ ความจริงแล้วการลงคะแนนหรือการนับคะแนนที่คุณหมอวาโย ขอประทานโทษเอ่ยนามท่าน เมื่อสักครู่นะครับ ท่านก็พยายามที่จะพูดถึงว่าจริง ๆ ว่ามันหมายถึงการนับคะแนนใหม่ การลงคะแนนใหม่หมายถึงการนับ ท่านไม่ต้องไปคิดอะไรมาก มาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญ เขาเขียนไว้แล้ว ถ้าหากว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดตามรัฐธรรมนูญบังคับแก่กรณีใด ให้การกระทำนั้น หรือการวินิจฉัยนั้นเป็นไปตามประเพณีเดิม ประเพณีเดิมเขาทำกันมา อย่างนี้ตลอดครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นจะไปบอกว่า ไม่เป็นธรรม ฝ่ายค้าน ก็ไม่เป็นธรรม ฝ่ายรัฐบาลก็มีเหมือนกันที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ต้องเล่น การเมืองอย่างนี้ครับ ก็ต้องใช้วิธีการ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล พวกเราทั้ง ๒ ฝ่ายต้องอยู่ในข้อบังคับเดียวกันฉบับเดียว และอยู่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นอย่าไปถือว่าฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบ เพราะว่านับคะแนนใหม่ หรืออะไรนะครับ มันเป็นเทคนิคครับก็เหมือนกับฝ่ายค้านก็มีเทคนิคของท่าน องค์ประชุม ต้องเป็นฝ่ายรัฐบาลอย่างเดียว ฝ่ายค้านไม่เคยกดปุ่มให้เลยครับช่วงหลังนะครับ