วาโย อัศวรุ่งเรือง หารือประเด็นการนับคะแนนใหม่ในการประชุมรัฐสภา โดยตั้งคำถามถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความหมายของขั้นตอนดังกล่าว พร้อมเสนอให้แก้ไขข้อบังคับการประชุมให้ชัดเจนว่าเป็นการลงคะแนนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชาธิปไตย
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม วาโย อัศวรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์เอาสไลด์ (Slide) ขึ้นหน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
วันนี้ครับท่านประธาน ในเรื่องของการประชุม ข้อบังคับมีหลายร่างเลย คงไม่สามารถใช้เวลาที่จะลงได้ทุกร่าง ขอเจาะเป็นประเด็นที่สำคัญของท่านสมาชิก เพื่อนสมาชิกท่านธีรัจชัย คือประเด็นเรื่องของ การนับคะแนนใหม่กับลงคะแนนใหม่ ซึ่งทางท่านธีรัจชัยได้เปิดคลิป (Clip) ย้อนความทรงจำ แล้วกันว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ปัญหาก็คือว่าที่มาตอนนั้นพรรคร่วมรัฐบาลลงมติ แพ้ในสภา โดยที่เป็นมติในเรื่องที่มีความสำคัญที่จะตั้งกรรมาธิการ เพื่อศึกษาเกี่ยวกับ เรื่องผลกระทบของ ม. ๔๔ ในรัฐบาล คสช. ตอนนั้นสาเหตุก็คือว่ารัฐบาลเป็นเสียงที่ปริ่มน้ำ แล้วก็ด้วยความเคารพนะครับ ตอนนั้นเพื่อนสมาชิกรัฐบาลหลายท่านก็อาจจะยังไม่ได้ เข้ามาในห้องประชุม อาจจะอยู่ในห้องกรรมาธิการบ้าง อยู่ข้างนอกบ้าง อยู่ห้องรับประทาน อาหารบ้าง ทำให้โหวตแพ้และมีการขอนับคะแนนใหม่
สไลด์ (Slide) ถัดไป ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาจริง ๆ ครับท่านประธาน มีอยู่ทั้งหมด ๕ ประเด็น แต่ผมคงไม่สามารถพูดได้ครบทั้ง ๕ ประเด็นภายใน ๗ นาที ผมจะพูด ๓ ประเด็นแรกนะครับ
เรื่องแรกที่เราต้องพิจารณาครับ สรุปว่านับคะแนนใหม่มันเท่ากับ การลงคะแนนใหม่หรือเปล่า และการลงคะแนนใหม่ หรือว่าการลงคะแนนหลายครั้ง ในมติใดมติหนึ่งสรุปมันทำได้ไหม ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า แล้วประเด็นสุดท้าย ที่จะพูดในวันนี้ก็คือว่า สมาชิกรัฐสภามีสิทธิลงคะแนนในมติที่ที่ประชุมลงคะแนนไปเสร็จแล้ว ได้หรือเปล่า ถ้าจะพูดภาษาชาวบ้าน ๆ ก็คือว่า สรุปแล้วสมาชิกลงคะแนนย้อนหลังได้ไหม เดี๋ยวมาว่ากันสไลด์ (Slide) ถัดไป อันแรกครับ การนับคะแนนใหม่เท่ากับการลงคะแนนใหม่ หรือเปล่าคงต้องพิจารณาใน ๒ เชิงครับท่านประธาน อันแรกก็คือพิจารณาในเชิงของ ภาษาศาสตร์กับตรรกศาสตร์ และประเด็นที่ ๒ คือพิจารณาถึงที่มาประวัติศาสตร์ เจตนารมณ์ สไลด์(Slide) ถัดไปครับ ในเมื่อข้อบังคับก็เป็นกฎหมาย และกฎหมายใด ที่มิได้บัญญัติคำเอาไว้เป็นเฉพาะ คือไม่ได้เป็นลีกัลเทอม (Legal term) คงให้ใช้ ตามความหมายทั่วไปอันนี้นักนิติศาสตร์เข้าใจกันดี ความหมายทั่วไป หลายครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ใช้ครับ ก็คือยกมาจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ฉบับล่าสุด ปัจจุบันก็คือ พ.ศ. ๒๕๕๔ ผมก็ไปเปิดพจนานุกรมมาครับท่านประธานว่า คำว่า นับ เป็นคำกิริยาครับ หมายถึงการตรวจหรือบอกให้รู้จำนวน คำว่า ลงคะแนน ก็เป็นคำกิริยา คือการแสดงความเห็นโดยลงเป็นคะแนน มีคำนี้เลย คำว่า ลงคะแนน อยู่ในพจนานุกรม แล้วก็คำว่า นับคะแนน คือคำว่า นับคะแนน มันไม่มีนะครับ ก็เลยมีคำว่า คะแนน เป็นคำนามว่าหมายถึงเครื่องหมายหรือหน่วยในการนับ เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นชัดเจนครับท่านประธานว่า นับคะแนนกับลงคะแนนมันคนละ ความหมายกันแน่นอน นับคือการตรวจให้มันรู้จำนวน การบอกจำนวนของคะแนนที่ได้ลงไป ส่วนคำว่า ลงคะแนน คือการแสดงความเห็นเป็นคะแนน เพราะฉะนั้นการนับคะแนน ไม่เท่ากับลงคะแนน เมื่อนับคะแนนไม่เท่ากับลงคะแนน ดังนั้นแล้วคิว (Q) แล้วพี (P) การนับคะแนนใหม่ก็ย่อมไม่เท่ากับการลงคะแนนใหม่
ถัดไปครับ ทีนี้เรามาพิจารณาในของที่มาและเจตนารมณ์ท่านประธานครับ ผมก็ไปย้อนค้นดูบันทึกการประชุม ครั้งแรกท่านประธานครับ ที่มีการนับคะแนนใหม่นี้ เกิดขึ้นเมื่อตอน พ.ศ. ๒๔๙๔ ครับ โดยตอนนั้นมีการวางเงื่อนไขขึ้นมา คือมันเกิดเหตุก่อน ตอนนั้นเป็นการยกมือครับ ยกมือโหวตปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ก็นั่งนับ นับ นับ และท่านสมาชิก ก็เห็นว่า เหมือนกับจะนับคลาดเคลื่อน เลยขอให้มีการนับใหม่ ณ ครั้งนั้นพอมีการนับใหม่ แต่เป็นการยกมือ จึงต้องมีการยกใหม่อีกรอบหนึ่งเพื่อให้นับใหม่ ตอนนั้นเห็นว่า มีการลงคะแนนผิดก็เลยให้นับใหม่นะครับ จะเห็นว่าตอนนั้นมันไม่มีตัวกดครับท่านประธาน ไม่มีบัตรเสียบกดแล้วมีข้อมูลอยู่ เพราะฉะนั้นมันเลยเสมือนหนึ่งว่า มันมีการลงคะแนน อีกครั้งหนึ่งด้วยการยกมือ แต่จริง ๆ มันไม่ใช่การลงคะแนนใหม่ แต่การนับใหม่นั้น จะต้องนับจากมืออีกครั้งหนึ่ง ทีนี้ตอนปี ๒๕๑๓ ได้มีการตัดเงื่อนไขที่ว่า เมื่อมีการนับ คะแนนผิดให้มีการนับคะแนนใหม่ ตัดคำว่า เมื่อมีการนับคะแนนผิด อันนี้ออกไป คือเงื่อนไข ออกไปนะครับ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถขอให้มีการนับคะแนนใหม่ได้ในโอกาส ที่หลากหลายมากขึ้นครับท่านประธาน และสุดท้ายตอนปี ๒๕๔๔ ได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม คือช่วงห่างของคะแนนครับท่านประธานว่า ไม่ให้เกิน ๒๕ คะแนน คือถ้าคะแนนมันขาดมาก คือเกิน ๒๕ คะแนน ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนับคะแนนใหม่ หมายความว่าอะไรครับ ท่านประธาน ถ้าคะแนนมันบี้กัน มันใกล้กันมาก ๆ ไม่เกิน ๒๕ คะแนน เขาให้มีเจตนารมณ์ เพื่อที่จะนับคะแนนใหม่เพราะอะไรครับ ตอนนั้นใช้คำว่า เพื่อรับรองความศักดิ์สิทธิ์ ของฝ่ายที่โหวตชนะว่าเขาชนะจริง ๆ เพราะคะแนนมันไม่ห่างมาก นับใหม่เพื่อรับรอง ความศักดิ์สิทธิ์ครับ ไม่ใช่นับใหม่เพราะว่าแพ้ แล้วขอนับใหม่ ถัดไปครับ ทีนี้ท่านประธาน ทางแก้คืออะไรครับ เอาจริง ๆ ในเมื่อเรารู้แล้วว่านับใหม่นี่กับลงใหม่นี่มันไม่เหมือนกัน แน่นอน มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าท่านอยากจะตีความว่า มันเป็นการลงคะแนนใหม่ก็กล้า ๆ ไปเลย แก้ข้อบังคับครับ ไม่ต้องใช้คำว่านับคะแนนใหม่ ใช้คำว่าลงคะแนนใหม่ไปเลยครับ ถัดไปครับ ทีนี้ก็ต้องมาพิจารณาในประเด็นที่ ๒ ใช่ไหมครับท่านประธานว่า แล้วถ้าเรา เขียนว่า ลงคะแนนใหม่ในข้อบังคับนี้ มันขัดรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ผมก็ไปค้นมาท่านประธาน ในรัฐธรรมนูญมีอยู่ ๒ มาตราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม กับมาตรา ๑๒๘ มาตรา ๑๒๐ วรรคสาม เขาว่าอย่างไร เขาบอกว่าสมาชิกคนหนึ่งมีสิทธิในการออกเสียง ลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันก็ให้ท่านประธานออกเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นคนชี้ขาด ส่วนมาตรา ๑๒๘ บอกว่า สมาชิกก็มีอำนาจในการตราข้อบังคับขึ้นมา เพื่อดำเนินการ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า เอาแฟร์ ๆ (Fair Fair) รัฐธรรมนูญ ไม่ได้บัญญัติว่า สมาชิกออกเสียงได้ครั้งเดียว แล้วก็ไม่ได้บัญญัติว่าห้ามลงคะแนนใหม่ครับ ถัดไปครับ ทีนี้ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ขออีกนิดหนึ่ง การลงคะแนนย้อนหลังนี้ ลงได้ไหม ในข้อบังคับแล้วก็ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ชัดเจนครับท่านประธาน อย่างที่ได้พูด ในประเด็นก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาคือว่าเมื่อท่านประธานได้ประกาศว่า ปิดการลงคะแนน ก็ย่อมที่จะไม่สามารถจะลงคะแนนได้ถูกต้องไหมครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านประธาน ประกาศไปแล้วว่า ปิดการลงคะแนน สมาชิกก็ไม่มีสิทธิที่จะมาลงคะแนนอีก และในขั้นตอน ที่กำลังรวบรวมคะแนน รายงานคะแนนออกมา หรือจะนับคะแนนใหม่นั่นอยู่ในช่วงไหนครับ ท่านประธาน ไม่ใช่ช่วงการลงคะแนน แต่เป็นช่วงการนับคะแนนมันคนละส่วนคนละเฟส (Phase) คนละขั้นตอนกันเลย ถัดไปครับ เพราะฉะนั้นท่านประธาน ผมเคยเป็นกรรมาธิการ ยกร่างข้อบังคับการประชุมสภาในรอบนี้ก็คือในรอบที่ผ่านมาของสมัยนี้ แต่ตอนนั้น ตอนที่พิจารณากันนี้เหตุที่มันเกิดขึ้นเป็นกรณีปัญหาครับท่านประธาน มันยังไม่เกิดขึ้น ทีนี้พอมันเกิดขึ้นตอนนั้นมันเข้าสู่วาระ ๒ แล้ว ปัญหาก็คือว่าผมนี้ก็ได้เสนอในที่ประชุมไปว่า ถ้าอย่างนั้นเราสามารถแก้ไขให้มันถูกต้อง หรือว่าชัดเจนไปเลยได้ไหมว่า ท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะให้ลงใหม่ไหม ถ้าลงใหม่ผมก็ไปสืบค้นข้อกฎหมายมา ผมก็ไปสืบค้นประวัติศาสตร์ มาว่าจริง ๆ แล้วเจตนารมณ์มันเป็นอย่างไร ที่มาเดิมมันเป็นอย่างไร แต่ถามว่าถ้าท่าน จะลงคะแนนใหม่นี้มันขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเปล่า ก็ต้องบอกครับท่านประธานว่า จริง ๆ มันก็ไม่ขัดครับ เพราะฉะนั้นผมฝากทางกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นมานี้ว่า ถ้าท่านจะเอาให้สามารถลงคะแนนใหม่ได้จริง ๆ ท่านไม่เอาตามเจตนารมณ์เดิม เพราะเจตนารมณ์มัน ผมเอาที่มามาให้ดูแล้วว่ามันไม่ใช่นะครับ ถ้าท่านจะให้เป็นลงคะแนนใหม่ ท่านก็กล้า ๆ ไปเลยครับ ไม่ต้องเขียนว่า นับคะแนนใหม่ครับ เขียนว่า ลงคะแนนใหม่ ไปเลยครับท่านประธานครับ ขอบคุณครับ