จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลของงบประมาณและผลการดำเนินงานในโครงการอีอีซี โดยเฉพาะประเด็นการจัดสรรน้ำที่เอื้อประโยชน์อุตสาหกรรมมากกว่าเกษตรกรรม และเรียกร้องให้มีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านรวมถึงเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าเหมือนกับอนุกรรมาธิการนี่งบน้อยนะครับ ของสภาผู้แทนราษฎรเรานี่งบน้อยจังเลยนะครับ ดูรายงานเห็นแล้วน่าสงสาร เทียบกับของ อีอีซี (EEC) อย่างกับคนละโลกกัน น่าจะคนละประเทศกันครับ แต่ว่าเนื้อหานี่คนละเรื่อง ต้องบอกว่าเนื้อหาของรายงานฉบับนี้ค่อนข้างจะครบถ้วน แต่ผมเข้าใจว่าด้วยความที่เรา ทำศึกษาในโครงการที่มันใหญ่มาก ๆ ลงทุนระดับล้าน ๆ บาท เพราะฉะนั้นทั้งจำนวนของ อนุกรรมาธิการ ทั้งระยะเวลามันก็คงจะไม่เพียงพอให้ครอบคลุมขนาดนั้น ผมเข้าใจ แต่นี่ ก็ถือว่าครอบคลุมในระดับหนึ่งแล้วครับ ท่านประธานครับ ก็ต้องบอกว่าพอมาเทียบกับ รายงานของอีอีซี (EEC) เล่มนี้สวยงามมากเลยครับ ต้องบอกว่างบประมาณน่าจะมากนะครับ เพราะว่าปีหนึ่งหลายสิบล้านบาทนะครับกับการพีอาร์ (PR) ประชาสัมพันธ์ แล้วก็เหมือนกับ คณะกรรมการอีอีซี (EEC) น่าจะอยู่ในโลกของเทพนิยาย แล้วก็เจ้าหญิงเจ้าชายเต็มเลย ผมเปิดดูแต่ละหน้า ซึ่งมันคนละเรื่องกับความเป็นจริงเลยครับ ท่านประธานครับ ความคืบหน้าอีอีซี (EEC) เป็นอย่างไรครับตอนนี้ คณะกรรมการอีอีซี (EEC) ได้งบปีนี้ลดจาก ๖๐๐ ล้านบาท เหลือ ๔๔๖ ล้านบาท แต่แผนบูรณาการขอมาทั้งหมด ๒๑,๓๐๐ ล้านบาท ได้รับจัดสรรไปทั้งหมด ๑๒,๒๐๐ ล้านบาท ลดลงไป ๔๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่าแล้ว ความสำเร็จอยู่ไหนครับ ที่โม้ว่าจะได้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยอดลงทุนในปี ๒๕๖๕ จีดีพี (GDP) เพิ่ม ๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วคืออะไรครับ ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเล่มนี้ไม่มีบอก ก็ยังงง ๆ อยู่ ทั้งโควิด (COVID) ทั้งศักยภาพของแรงงานที่ไม่พร้อม แม้กระทั่งไปปูเสื่อรอ ไปปูพรมต้อนรับ เขาจากเครื่องบินให้เขามาลงทุนทำทุกวิถีทางให้เขามา แต่เขาก็ยังไม่มา ไม่รู้จะทำอย่างไร ท่านประธานครับ ในพื้นที่ต้องบอกว่าตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ที่คำสั่ง คสช. ออกมาฉบับแรก ที่เกี่ยวกับอีอีซี (EEC) จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครได้รับประโยชน์อะไรเลยครับ ชาวบ้านไม่รู้เลยครับ ประโยชน์คืออะไรที่จะได้ แต่นายทุนได้กันไปมหาศาลแล้วครับ นายทุนบางเจ้าได้งานทำ ไปอีกเป็น ๑๐ ปี หรือบริษัทสัมปทานบางบริษัทมีงานทำไปอีก ๓๐ ปี เมื่อสักครู่ท่านนิติพล ไม่กล้าเอ่ยชื่อ ก็คือบริษัท อีสท์ วอเตอร์ นั่นละครับ การจัดการน้ำที่เงินมหาศาล กำไร มหาศาลจากการแค่ผันน้ำดูแลเรื่องการจัดการเรื่องผันน้ำ โดยที่กรมชลประทานทำเองได้ แต่ไม่ทำ เอาเวลาไปทำอะไรก็ไม่รู้ ท่านประธานครับ เรื่องของน้ำต้องบอกว่าเมื่อก่อนถ้าเรา ยังไม่มีอุตสาหกรรมเราก็ทำเกษตรกันปกติน้ำมันไม่เคยขาดหรอกครับ เพราะฝนมันก็ลงมา พอดีกับเกษตรกรรมที่เราทำอยู่แล้ว มันก็แมตช์ (Match) กันอยู่แล้ว พออุตสาหกรรมเข้ามา ปุ๊บมันก็ขาด ทีนี้มันควรจะเข้ามาตอนไหน มันควรจะเข้ามาตอนที่มีน้ำเหลือเฟือ หรือควรจะ เข้ามาตอนที่น้ำมันพอดีอยู่แล้ว อันนี้เราก็คิดง่าย ๆ ไม่ต้องอะไรมาก ฉะเชิงเทราบ้านผมมี อ่างเก็บน้ำสียัด แต่ชาวบ้านนั่งมองน้ำไหลไปชลบุรีทุกวัน ๆ น้ำตาซึม ที่นาตัวเองไม่มีน้ำ ที่จะปลูก รัฐเคยไหมครับ อีอีซี (EEC) เคยศึกษาเรื่องนี้ไหมครับ เคยมีหลักประกัน ให้เกษตรกรไหมครับว่าจะมีน้ำทำเกษตร เคยไปขอให้นิคมอุตสาหกรรมหยุดผลิตสักครึ่งปี ได้ไหม เหมือนตอนที่ขอให้เขาหยุดทำนาปรัง ไม่เคย นิคมอุตสาหกรรมมีน้ำสำรองไว้เผื่อใช้ มากกว่าปริมาณที่ตัวเองต้องการต่อปีด้วยซ้ำบางที่ มีน้ำสำรองเผื่อไว้ใช้แล้ว โดยที่ประชาชน ยังไม่รู้เลยจะมีน้ำใช้หรือเปล่า ปล่อยให้เรามาทะเลาะกันเอง สทนช. ครับท่านประธาน ตอนนี้ออกกฎหมายเกี่ยวกับการจัดระดับความสำคัญในการจัดการน้ำ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน การจัดระดับความสำคัญอันดับ ๑ คืออุปโภคบริโภค อันดับที่ ๒ คือรักษาระบบ นิเวศ อันดับที่ ๓ คือบรรเทาสาธารณภัย อันดับที่ ๔ คือจารีตประเพณี อันดับที่ ๕ คมนาคม ยังไม่มีเกษตรเลยนะครับ อันดับที่ ๖ เกษตร และอันดับที่ ๗ อุตสาหกรรม คือเกษตรกรรมอยู่หลังจารีตประเพณีด้วยนะครับ นี่คือ การจัดอันดับความสำคัญน้ำของท่าน ต้องบอกว่าไม่มีความหวังเลยครับ ถามว่าทำอย่างไรครับ เคยไปศึกษาไหมครับ ผมเห็นท่านก็น่าจะมีคอนซัลต์ (Consult) ในมือเยอะนะอีอีซี (EEC) น่าจะมีลูกน้องที่เป็นคอนซัลต์ (Consult) เยอะมาก ทำแต่คอนซัลต์ (Consult) กันว่าเล่นเลย ไม่เห็นไปศึกษาเลยครับว่ามูลค่าที่มันเสียหายไปเท่าไร ความเสียหายทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ แหล่งอาหาร วัฒนธรรมประเพณี แหล่งทำมาหากินอาชีพที่สูญเสียไปเท่าไร มูลค่าเท่าไร จากการเปลี่ยนผังเมืองคราวนี้ ไม่ศึกษา พอไม่ศึกษาก็ไม่มีการเยียวยา ไม่มีการดูแล กองทุนก็ไม่รู้มีมาทำไม ทำเถอะครับ ลงไปทำวิจัยเรื่องนี้เถอะครับ ท่านมีงบประมาณ เหลือเฟือ ท่านประธานครับ ต้องบอกว่าความต้องการน้ำเกษตรกรรมในพื้นที่อีอีซี (EEC) ต้องการตั้ง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องการที่เป็นเกษตรกรรม อุตสาหกรรมต้องการแค่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์เอง แต่ทำไมน้ำเกษตรกรรมไม่เคยพอใช้ครับ ทำไมน้ำอุตสาหกรรมพอใช้ตลอด ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว ประชาชนไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้อง ไม่มีสิทธิที่จะเสนอความเห็น ด้วยซ้ำ ตอนนี้ สทนช. บอกมาให้ตั้งองค์กรเกี่ยวกับน้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำโน้นนี่นั่น ก็ตั้งมา ให้ทะเลาะกันเองนั่นละ เพราะไม่มีอำนาจอยู่ดี คณะกรรมการลุ่มน้ำก็ไม่มีอำนาจ อำนาจอยู่ที่ สทนช. อย่างเดียว เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นความหวังเลยครับ ที่อีอีซี (EEC) จะประสบ ความสำเร็จแล้วก็จะตอบประโยชน์ให้กับคนในพื้นที่ได้จริง ๆ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอกับ อนุกรรมาธิการนะครับ ก็คือมุมมองของท่านอนุกรรมาธิการเหมือนจะมองว่าอีอีซี (EEC) มันเกิดขึ้นมาแล้วนี่มันมีปัญหาอะไร และควรจะแก้ไขอย่างไร แต่ว่าผมอยากให้มองย้อนกลับ ไปอีก คือผมยังไม่ถอดใจครับ ผมยังไม่ถอดใจที่จะรื้อมันทั้งโครงการ เสียดายนะครับ ที่ตอนนั้นผมเสนอในที่ประชุมสภานี่ละว่าขอให้มีญัตติให้ตั้งกรรมาธิการไปศึกษาโครงการ ก่อนที่จะประกาศผังเมือง แต่เพื่อนสมาชิกก็ไม่ได้เห็นด้วย เพราะฉะนั้นอยากให้กลับไปศึกษา เรื่องของอำนาจพิเศษตรงนี้ครับ อำนาจของเผด็จการที่ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง ด้วยความเห็นของประชาชน ไม่ได้เกิดจากความต้องการของประชาชนเลย ไม่ได้ถามใครเลย ตัวเลขาธิการอะไรก็ไม่ได้มาจากสิ่งที่ประชาชนมีส่วนร่วมเลย เพราะฉะนั้นอยากให้กลับไป ศึกษาตัวอำนาจพิเศษนี้จะทำอย่างไรว่าจะยุติปัญหานี้อย่างไร ทำอย่างไรให้ประชาชน ในพื้นที่ได้ประโยชน์จริง ๆ แล้วกฎหมายที่เอาเปรียบ กฎหมายที่ทำให้นายทุน เหนือกว่าประชาชนในพื้นที่ทำอย่างไร เราจะได้ไม่ต้องเห็นประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ จะได้ไม่ต้องเห็นการถูกเวนคืนที่ที่ไม่เป็นธรรม จะได้ไม่ต้องเห็นการลงทุนโครงการ สร้างพื้นฐานที่มันมาเหมือนจะทำให้เจริญนะครับ แต่ว่าประชาชนถูกเวนคืนนี้เป็นแถบ ชาวบ้านปกติเดินข้ามถนนเลน (Lane) เดียวไปวัด ตอนนี้ต้องข้าม ๔ เลน ไปวัด โดยที่ ไม่มีสะพานลอย ไม่มีทางกลับรถ ไม่มีอะไร ไม่ได้เห็นหัวประชาชนเลย ก็ฝากไว้เท่านี้ครับ ท่านประธานเดี๋ยวผมจะรอตอนคณะกรรมการอีอีซี (EEC) เข้ามารายงานอีกรอบหนึ่งครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน