ทวี สอดส่อง ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยเฉพาะประเด็นการใช้ที่ดินสาธารณะในโครงการรถไฟความเร็วสูงและสนามบินอู่ตะเภา พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ผลประโยชน์ทับซ้อน และความคลาดเคลื่อนของตัวเลขการลงทุนระหว่างรายงานของอีอีซีและกรรมาธิการ รวมถึงการให้เช่าที่ดินแปลงใหญ่ในราคาต่ำผิดปกติและผลกระทบต่อประชาชน.
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้นำเรื่องการพัฒนา เรื่องการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตเศรษฐกิจ พิเศษภาคตะวันออก ประเทศไทยเรามีคำว่าการพัฒนามาโดยตลอด แต่เราก็จะพบว่า การทำลายที่ใหญ่ที่สุดก็คือ การใช้คำว่าการพัฒนามาสู่การทำลาย ผมอาจจะขอแยกเฉพาะ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เนื่องจากเดี๋ยวจะมีสมาชิกของพรรคจะพูดเรื่องจะนะ แยกต่างหาก ท่านประธานที่เคารพครับ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ก่อนที่จะมี กฎหมายขึ้นมาได้มีคำสั่ง คสช. ในยุคที่ยึดอำนาจ แล้วคำสั่ง คสช. ก็มีการประกาศให้ยกเลิก ผังเมือง แล้วก็ได้ประกาศพื้นที่ที่เป็นพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ชนบทให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ในการพัฒนาทุกชนิด ผลประโยชน์ก็จะอยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะที่ดิน เราจะเห็น ได้จากที่ดินในเขตพัฒนาอีอีซี (EEC) จะมีบริษัทที่มีส่วนร่วมและบางบริษัทมีรองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานที่ปรึกษา พอลาออกวันสุดท้ายก็มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศว่าซื้อที่ดินมาในราคา เฉลี่ยไร่ละ ๑ ล้านบาท แล้วก็ประกาศว่าตอนนี้ที่ดินไร่ละ ๑๕ ล้านบาท ไม่ใช่ ๑๐๐ ไร่ ไม่ใช่ ๑,๐๐๐ ไร่ บางที ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ไร่ คือการประกาศทีเดียวทำให้มีผลกับที่ดิน มโหฬาร ทีนี้พอเรามาย้อนดูเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผมเห็นด้วยกับการพัฒนาแต่การพัฒนา ต้องเพื่อคุณภาพของชีวิต และความอยู่ดีกินดีของประชาชน ไม่ใช่เป็นเขตเศรษฐกิจที่เป็น สิทธินอกอาณาเขตของใครคนใดคนหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็อยากจะฝาก กรรมาธิการ คือจริง ๆ ผมรอจะอภิปรายรายงานของคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ซึ่งเป็นวาระที่เข้ามาพร้อมกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากว่าผมได้ดูรายงานประจำปี ของคณะกรรมการอีอีซี (EEC) กับรายงานฉบับนี้เหมือนเป็นหนังคนละชุด เหมือนคนละโลก เหมือนคนละแผ่นดิน เหมือนคนละประเทศโดยสรุปก็คือรายงานของอีอีซี (EEC) ก็บอกว่า เป็นโครงการที่รัฐจะร่วมกับเอกชนลงทุนทั้งหมด ๖๑๘,๕๙๙ ล้านบาท แต่ถ้าไปดูรายงาน ของคณะกรรมาธิการตัวเลขจะมีคลาดเคลื่อนกัน แล้วก็พบมี ๖ เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษ แล้วเดี๋ยวผมจะต้องขอถามกรรมาธิการว่าใน ๖ เรื่องใครได้ประโยชน์อย่างไร เรื่องที่ ๑ ก็คือโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบิน อันนี้มูลค่า ๒๕๗,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องที่ ๒ เป็นโครงการสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ๒๐๐,๐๐๐ กว่า ล้านบาทเศษ เรื่องที่ ๓ โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ ๓ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เรื่องที่ ๕ เป็นเรื่องการลงทุนในโครงการท่าอากาศยานอู่ตะเภาอันนี้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และยังมีเรื่องที่ ๖ ที่เติมมาก็คือโครงการเขตส่งเสริมและอุตสาหกรรมและนวัตกรรม อันนี้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับผมก็ยังฝากกรรมาธิการ คือตัวเลขของ ท่านกับตัวเลขของอีอีซี (EEC) ที่เข้าวันเดียวกัน มันมีตัวเลขที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตามครับ วันนี้เราพูดเรื่องที่ดิน ผมเองปรากฏว่าได้มาดูเรื่องที่ดินท่านจะให้เรื่องที่ดินน้อยไปหน่อย ก็คือเราจะมีที่ส่วนหนึ่งคือรถไฟความเร็วสูง รถไฟความเร็วสูงไม่ใช่เอาที่ดินที่ในเขตอีอีซี (EEC) ๓ จังหวัด แต่เป็นเอาที่ดินที่แพงที่สุด ผมคิดว่าแพงที่สุดนะเพราะขายสถานทูตอังกฤษ ตรงนี้อาจจะน้อยกว่า แพงกว่าสถานทูตอังกฤษ จำนวน ๑๕๐ ล้านไร่ ที่ดินแปลงนี้ เป็นที่ดินที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานให้กับการรถไฟ พระราชทานในปี ๒๔๔๘ คือ ๑๐๐ กว่าปีแล้ว เป็นปีเดียวกับที่ท่านต้องการให้เลิกทาส การเลิกคือการให้ คือการให้ ที่ดินมากับการรถไฟ การรถไฟก็คือเพื่อการคมนาคมต้องการที่ให้เป็นสาธารณประโยชน์ของ คนทุกคนโดยเฉพาะคนที่ต้องการที่จะเดินทาง แต่วันนี้ปรากฏว่าในการเซ็นสัญญารถไฟ ความสูง ๓ สนามบินนั้นพบว่าได้ยกที่ดินแปลงนี้ให้เช่า ท่านทราบไหมครับ ให้เช่าในราคา ๕๐ ปี ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การเช่าที่ดินของห้างเซ็นทรัลไม่ถึง ๑๕๐ ไร่เพียง ๔๘ ไร่ เช่า ๒๐ ปี ไม่ ๕๐ ปี ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านแล้ว ถ้าคิดราคาเดียวกัน ถ้าจะเช่าในราคาวันนี้มันน่าจะต้อง ๑๖๔,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้คือตัวอย่าง แล้วเป็นอย่างไรครับ เช่ายังไม่พอ ยังเอาแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ซึ่งเป็นรถสำหรับคนจน สำหรับ คนชนบทที่จะเดินทางไปไหนมาไหนให้พร้อมเพรียงกันเอาไปประเคน เอาไปให้ด้วย เพื่อจะมาพัฒนา แล้วในที่สุดท่านพิจารณ์ได้อภิปรายไปแล้ว พอถึงวันครบกำหนด ปรากฏว่าบอกมีภัยเรื่องโควิด (COVID) ขอเลื่อน ท่านไปดูสิครับบริษัทที่มาร่วมทุน อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ทุกบริษัทรวยหมด มีกำไรหมดจะมีภัยโควิด (COVID) ได้อย่างไร อันนี้เป็นตัวอย่าง เนื่องจากเวลาผมน้อยผมฝากกรรมาธิการครับ คือข้อมูลบางอย่างอาจจะ ยังไม่ครบถ้วน แล้วบางอย่างก็ฝากท่านในคณะกรรมการอีอีซี (EEC) มาชี้แจง เชื่อว่า สัปดาห์หน้าช่วยลุกมาถามว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกันหรือไม่ พื้นที่เดียวกันหรือไม่ แล้วใคร ได้รับผลประโยชน์ ผมก็อยากจะฝากไว้นะครับ ในเบื้องต้นก็เพื่อให้กำลังใจคณะกรรมาธิการ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครสู้เขาได้ เพราะไม่สามารถมาพูดในสภาได้ ผมขอขอบคุณมากครับ