อนันต์ ผลอำนวย สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทั้ง 8 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหากฎหมายที่ล้าสมัยและตอบสนองการพัฒนาของเกษตรกรชาวไร่อ้อยและอุตสาหกรรมน้ำตาลที่เปลี่ยนไป โดยเน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในระบบการปลูกอ้อยที่เกษตรกรรายย่อยต้องพึ่งพานายทุน จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม ทั้งในด้านการซื้อขายอ้อยตามค่าความหวานและการพิจารณาประสิทธิภาพของโรงงานน้ำตาล พร้อมผลักดันให้เกิดประโยชน์ร่วมทั้งต่อเกษตรกร อุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ผมขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาลทรายทั้ง ๘ ฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรม โดยท่านรัฐมนตรีสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายมา ที่เหตุที่ผมบอกว่าสนับสนุนทั้ง ๘ ฉบับ เพราะว่าทั้ง ๘ ฉบับรวม ๆ กันแล้วมันเกิดประโยชน์ ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลทราย ถ้ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่เสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้ามา โอกาสจะแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย คงจะยาก ๓๖ ปีของการรอคอยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งประเทศเป็นการรอคอย ที่ยาวนานมาก ในปี ๒๕๒๗ ในปีที่มีกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทรายฉบับแรกในประเทศไทย ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลในขณะนั้นดีใจเพราะไม่ต้องเกิดปัญหาในการโต้เถียง แล้วก็โต้แย้งกัน คิดว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ระบบ แต่ ๓๖ ปีผ่านไปพัฒนาการของเทคโนโลยีและเครื่องจักร ตลอดจนพัฒนาการของ ชาวไร่อ้อยมันก็เปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้เสนอร่างทั้ง ๘ ร่าง แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าถ้าเรามาดูเกษตรกรชาวไร่อ้อย ใน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าราย ถ้าเป็น ภาษาที่เขาเรียกกันในโรงงานน้ำตาล เขาเรียก โควตา เขาเรียกหัวหน้าโควตา มีประมาณ ๑๗๘,๐๐๐ โควตา ในพื้นที่การเพาะปลูกอ้อย ๑๐ ล้านไร่ และโรงงานน้ำตาลในขณะนี้ คาดว่าประมาณสัก ๕๗ โรงงาน นี่คือ ๒ ส่วนที่ต้องเดินไปด้วยกัน
ในส่วนของชาวไร่อ้อย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าใน ๓๐๐,๐๐๐ ราย ๑๗๘,๐๐๐ โควตา เป็นเกษตรกรรายย่อย ๗๘ เปอร์เซ็นต์ มีอ้อยไม่ถึง ๕๐๐ ตัน อยู่ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วถัดมาอีก ๑๒ เปอร์เซ็นต์ มีอ้อยต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ตัน ส่วนชาวไร่อ้อย รายใหญ่ ๆ ที่มีอ้อย ๑,๐๐๐ ตันขึ้นไป ถึง ๕,๐๐๐ ตัน ๖,๐๐๐ ตัน ๑๐,๐๐๐ ตัน ๒๐,๐๐๐ ตัน เป็น .๐๑ .๐๒ เปอร์เซ็นต์ของเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั้งระบบ ดังนั้นจะเห็นว่า คนที่ปลูกอ้อยในประเทศไทยขณะนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นชาวไร่อ้อยรายย่อย เป็นเกษตรกร ที่น่าสงสารมาก อันนี้พูดไม่ได้บอกจะมาหาเสียงหรือจะทำอะไร แต่พูดในพื้นฐานของ ความเป็นจริงว่าในพื้นที่ ๑๐ ล้านไร่ คน ๓๐๐,๐๐๐ คน มีแต่คนจนเป็นหลัก พอเกษตรกร รายย่อยเขาเกิดปัญหาอะไรครับ เขาเกิดปัญหาก็คือ ๑. รายย่อยจะลงทุนทางเครื่องจักร ก็ลงทุนไม่ได้ จะใช้เครื่องจักรจะซื้อก็ซื้อไม่ได้ จะซื้อรถไถก็ซื้อไม่ได้ ในท้ายที่สุดเกษตรกร รายย่อยก็ต้องไปเป็นลูกไล่ของนายทุน เอารถเถ้าแก่มาไถ ไปเอาปุ๋ย เอายาเถ้าแก่มา หน้าตัดทั้งรถบรรทุกอ้อย ทั้งปุ๋ย ยา ทั้งเงินอะไรต่าง ๆ ก็เป็นดอกเบี้ย กลายเป็นว่า เป็นลูกน้องของกลุ่มนายทุนไป เพราะฉะนั้นถ้าการแก้ไขกฎหมายอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับมันทำให้เกิดสมบูรณ์ทั้งระบบ เกษตรกรชาวไร่อ้อยก็ได้ประโยชน์ เกษตรกร โรงงานน้ำตาลก็ได้ประโยชน์ ถ้าเกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง โรงงานก็เข้มแข็งด้วย
ครั้นในประเด็นถัดมา วันนี้ระบบการซื้อขายอ้อยในประเทศไทย ซื้อขาย ด้วยระบบความหวาน เกษตรกรชาวไร่อ้อยไปขายอ้อยให้โรงงานก็คิดเป็นซีซีเอส (C.C.S.) สมมุติ ๑๐ ซีซีเอส (C.C.S.) ๘๐๐ บาท ต่อไปอีกซีซีเอส (C.C.S.) ละ ๕๐ บาท ๘๐ บาท ก็แล้วแต่การกำหนด แต่สิ่งหนึ่งผมอยากกราบเรียนท่านประธานไปว่า สิ่งหนึ่งไม่รู้ว่า ลืมไปหรือเปล่าว่าในขณะที่เรากำหนดประสิทธิภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยด้วยความหวาน ประสิทธิภาพของโรงงานได้กำหนดหรือไม่ โรงงาน ๕๐ กว่าโรงในประเทศไทย มีการกำหนด คุณภาพของการสกัดน้ำอ้อยออกจากลำอ้อยหรือไม่ โรงงานที่ทันสมัย อ้อยตันหนึ่งอาจจะได้ น้ำตาล ๑๐๕ กิโลกรัม โรงงานที่ไม่ทันสมัยเป็นโรงงานเก่าแก่อาจจะมา ๘๐-๙๐ กิโลกรัม แล้วก็กลับเข้าไปสู่ในระบบแบ่งปันผลประโยชน์
ในประเด็นถัดมา ขณะนี้เราก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเมื่อ ๓๖ ปีที่แล้ว อ้อยก็เป็นน้ำอ้อยออกมา แล้วก็ไปสกัดเป็นน้ำตาล แล้วก็จบกันไป แต่พัฒนาการมาถึงขณะนี้ กากอ้อยขายได้ กากตะกอนอ้อยขายได้ กากน้ำตาลขายได้ และอ้อยสามารถผลิต เป็นพืชอุตสาหกรรมคือทำเอทานอล (Ethanol) ได้ เพราะฉะนั้นในระบบเหล่านี้ ผมยังคิดว่า ในวันที่ตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว ควรจะกลับมาดูกันให้มันชัดเจนและให้มันครอบคลุม แล้วเกิดความเป็นธรรมทั้ง ๒ ฝ่าย ให้มันเกิดขึ้นได้ ถ้าวันนี้กฎหมายอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้ง ๘ ฉบับ ถ้าเอามาผสมผสานให้มันเกิดประโยชน์ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อย เกิดประโยชน์ ทั้งโรงงานน้ำตาล ผมยังคิดว่าอุตสาหกรรมนี้จะเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ไทยส่งออกน้ำตาลเป็นลำดับต้น ๆ ของโลก ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำตาล และผลิตอ้อยได้ดี ถึงแม้ว่าวันนี้ผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ แต่ผมคิดว่าในอนาคตด้วยเทคโนโลยี ด้วยความรู้ความสามารถ และด้วยความตั้งใจของชาวไร่อ้อย ถ้าเขามีกำลังพอ ได้รับ ความเป็นธรรมจากกฎหมายอ้อยและน้ำตาล มันก็จะทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ในประเทศไทยสามารถเดินต่อไปได้ ส่วนรายละเอียดและวิธีการเราคิดว่าเราไปคุยกันในกรรมาธิการ รัฐบาลที่เสนอมาผมคิดว่า ก็มีความจำเป็น เพราะขณะนี้บราซิลฟ้องดับเบิลยูทีโอ (WTO) ว่าไทยใช้กฎหมายอ้อยและน้ำตาล ใช้ พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทรายฉบับเก่าโดยใช้กองทุนอ้อยและน้ำตาลไปทำให้เกิด ความได้เปรียบเสียเปรียบกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลกับประเทศที่ด้อยพัฒนากว่า ทีนี้ถ้าเมื่อเราปรับปรุงแก้ไขตามที่รัฐบาลเสนอมาปัญหานี้ก็จบไป ในประเด็นกฎหมาย ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราก็จะเหลือเรื่องของภายในประเทศที่เราต้องมาจัดแล้วก็ทำให้ มันเข้ารูปเข้ารอย ผมยังคิดว่า ๓๖ ปีของการรอคอยของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เขาจะได้รับ ความเป็นธรรมนี่ เขาจะได้มีกำลังใจ แล้วก็มีความเข้มแข็งในการที่จะพัฒนาอ้อยของเขาให้ เกิดประโยชน์ แล้วเกิดเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลต่อไปครับ ขอบคุณ มากครับ