วีระกร ชี้ปัญหาน้ำท่วม-แล้ง หนุนผันน้ำยวม-สร้างประตูน้ำยม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๓ ธันวาคม ๒๕๖๓

วีระกร คำประกอบ หารือปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในหลายพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งการเร่งเติมน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลไม่น้อยกว่าปีละ 4,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การผลักดันโครงการผันน้ำจากแม่น้ำยวมและแม่น้ำสาละวินที่ผ่านการประเมินสิ่งแวดล้อมและได้รับความเห็นชอบจากชุมชนแล้ว เพื่อเสริมปริมาณน้ำอย่างมั่นคง พร้อมเสนอแนวทางสร้างประตูน้ำขนาดเล็ก 12 แห่งในลุ่มน้ำยมควบคุมด้วยระบบโทรมาตรและปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงการเร่งก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในลำน้ำสาขา 73 แห่ง เพื่อเพิ่มความจุกักเก็บน้ำกว่า 800 ล้านลูกบาศก์เมตร แทนการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ทั้งยังชี้ปัญหาการบุกรุกป่าต้นน้ำในจังหวัดน่าน ปัญหาผักตบชวารุนแรงที่เขื่อนกิ่วลม และน้ำเค็มรุกเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาที่กระทบแหล่งน้ำประปาของกรุงเทพฯ จากการใช้น้ำผลักดันสูงถึง 3,462 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำวัง และศึกษาก่อสร้างประตูน้ำหรือฝายพับได้เพื่อป้องกันน้ำเค็มอย่างเป็นรู

นายวีระกร คำประกอบ รองประธานคณะกรรมาธิการ

สำหรับลุ่มน้ำ เจ้าพระยาใหญ่ ในฐานะผมเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าเรามีปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำทุกปี ปัจจุบันลุ่มน้ำ เจ้าพระยาอยู่ในสภาพที่ขาดแคลนน้ำประมาณปีละ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๘,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้า จึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มปริมาณน้ำให้กับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังนี้ ๑. รัฐบาลจะต้องเร่ง ดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำปิงตอนล่างและลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างเป็นรูปธรรม โดยการเติมน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำภูมิพลอย่างน้อย ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ภาคเกษตรกรรม การอุปโภคบริโภค การอุตสาหกรรม ให้มีปริมาณน้ำใช้อย่างเพียงพอ และมั่นคงด้วยการดำเนินงาน ดังนี้

ระยะที่ ๑ คณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าการดำเนินงานโครงการเพิ่มปริมาณน้ำ ต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลด้วยการผันน้ำแนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำ ๑,๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยการสร้างเขื่อนกั้นน้ำยวมก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเมย ที่อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และก่อนที่แม่น้ำเมยจะไหลลงแม่น้ำสาละวินนั้น เราจะกั้นน้ำกันที่ลุ่มน้ำยวมก่อนที่จะไหลลงแม่น้ำเมย และจะตั้งสถานีสูบน้ำข้ามภูเขา ส่งน้ำ ลงสู่แม่น้ำปิงเพื่อเก็บในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำรายงานประเมินผล ขณะนี้ การจัดทำรายงานประเมินผลอีไอเอ (EIA) หรือผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดำเนินงานไปเสร็จ เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการขออนุมัติรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ (EIA) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหลังจากที่เราเติมน้ำโดยวิธีการนี้ ๑,๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรแล้ว จะมีระยะที่ ๒ หรือเฟส ๒ (Phase 2) ที่จะดำเนินการ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลด้วยการผันน้ำแนวส่งน้ำสาละวิน จากแม่น้ำสาละวิน สูบเข้าลำน้ำยวมบริเวณที่เราจะกั้นปากน้ำยวมก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเมย เราก็จะมี การเติมน้ำโดยแนวผันน้ำสาละวิน-ยวม ซึ่งในระยะแรกปริมาณน้ำจะอยู่ประมาณ ๒,๒๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งก็จะเห็นว่าจากการดำเนินงานเฟส ๑ (Phase 1) คือการสูบน้ำจากลำน้ำยวม เราจะปิดเขื่อนที่ลำน้ำยวมก่อนไหลลงสู่แม่น้ำเมย แล้วก็สูบน้ำ ข้ามภูเขาสูงประมาณ ๑๕๐ เมตร ไหลลงสู่อุโมงค์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘.๕ เมตร ไหลลงสู่ แม่น้ำแม่งูด แล้วจากแม่น้ำแม่งูดก็จะไหลลงสู่แม่น้ำปิงบริเวณดอยเต่านะครับ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ไปดูผลกระทบแล้ว พี่น้องประชาชนทั้งหมดเลย ที่เราไปพบมีแต่ความยินดี ไม่ได้มีท่านผู้ใดที่จะคัดค้านแต่ประการใด

แล้วระยะที่ ๒ ก็สูบน้ำจากสาละวิน ส่งน้ำเข้ามาสู่แม่น้ำยวมบริเวณที่เราปิด เป็นเขื่อน ก็จะเพิ่มอีก ๒,๒๐๐ ลูกบาศก์เมตร รวมแล้วจะเป็น ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จะสามารถแก้ไขปัญหาแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขาดแคลนน้ำในปัจจุบันประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีได้ ทั้งนี้ เห็นควรให้รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการเพิ่มปริมาณ น้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลทั้ง ๒ โครงการนี้โดยเร็วนะครับ โดยการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำ เจ้าพระยาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ทำให้พี่น้องประชาชนทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะไม่มีปัญหาความเดือดร้อนการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรและอุปโภคบริโภคอีกต่อไป โครงการผันน้ำดังกล่าวจะทำให้โครงการชลประทานลุ่มน้ำปิงตอนล่างในเขตพื้นที่จังหวัดตาก ซึ่งแห้งแล้งมาก และจังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดสุโขทัย จังหวัดพิจิตรบางส่วน และจังหวัดนครสวรรค์ จะสามารถมีน้ำใช้เพื่อการเกษตรได้อย่างเพียงพอ และในพื้นที่ราบ ภาคกลางทั้งหมด ซึ่งพื้นที่ชลประทานรวมถึง ๑.๓๕๑ ล้านไร่ หรือ ๑,๓๕๑,๐๐๐ ไร่ ซึ่งได้แก่ โครงการท่อทองแดง โครงการวังบัว วังไทร วังยาง หนองขวัญ คลองกระถิน พื้นที่ ชลประทานในจังหวัดนครสวรรค์กว่า ๓๓๗,๐๐๐ ล้านไร่ และพื้นที่ชลประทานโครงการ เจ้าพระยากว่า ๗ ล้านไร่ จะไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรอีกต่อไป

ขอให้เพื่อนสมาชิกได้โปรดดูภาพในหน้าที่ ๘ ของรายงานฉบับนี้นะครับ โครงการในหน้าที่ ๘ จะเห็นถึงแนวส่งน้ำ ซึ่งเราจะเอาน้ำจากลำน้ำยวม ซึ่งเราจะปิดเขื่อน ที่ลำน้ำยวมผ่านแนวป่า ซึ่งไม่ได้ทำสภาพแวดล้อมแต่อย่างใด เพราะจะเป็นการขุด ในลักษณะเป็นอุโมงค์ใต้ดิน ไม่ได้ขึ้นมากระทบกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่บนเขาแต่อย่างใด แล้วก็ จะมีบริเวณอ่างขนาดใหญ่ซึ่งอยู่บนยอดเขา เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๔ เมตร แล้วก็ จะปล่อยไหลลงอุโมงค์ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘.๕ เมตร ไหลลงไปสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล ต่อไป ซึ่งก็เป็นภาพที่อธิบายได้อย่างชัดเจนในหน้าที่ ๘

ข้อที่ ๒ การแก้ไขปัญหาในลำน้ำยม รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซากในลำน้ำยมให้ได้ โดยการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในลำน้ำยม ที่มี ลักษณะเป็นประตูน้ำขนาดเล็ก อาศัยความจุของล้ำน้ำในแต่ละช่วงของอาคารบังคับน้ำ เป็นที่ชะลอน้ำ โดยไม่ให้ท่วมพื้นที่ที่พักอาศัยของพี่น้องประชาชนตามริมน้ำ และการใช้เชื่อมโยงข้อมูลโทรมาตรในลำน้ำยมมาบริหารจัดการประตูระบายน้ำเหล่านี้ ด้วยระบบเอไอ (AI) หรือระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งจะสื่อสารถึงกัน และจะเปิดจะปิดประตูน้ำ ทั้ง ๑๒ แห่งตามที่เราได้เสนอนี้ จะเปิดปิดโดยการควบคุมของโทรมาตร บริเวณใดที่มี ปริมาณน้ำมากก็จะระบายน้ำเร็ว เปิดน้ำให้มากขึ้น ถ้าบริเวณใดที่น้ำยังไม่ท่วมก็จะกักน้ำ เก็บน้ำไว้เพื่อใช้ในการเกษตรต่อไปนะครับ

ซึ่งจากการพิจารณาเบื้องต้นเห็นว่ามีพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะทำประตูน้ำเหล่านี้ ๑๒ แห่ง อยู่ในเขตจังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ จังหวัดสุโขทัย โดยจะมีความจุตั้งแต่ ๒ ล้านลูกบาศก์เมตร ถึง ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งรวมทั้ง ๑๒ แห่ง ก็จะมีความจุ รวม ๆ กันประมาณ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นอกจากนั้นก็ยังมีการเสนอให้รัฐบาลได้กรุณา เร่งดำเนินการก่อสร้างแหล่งกักเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้ได้เป็นไป ตามผลการศึกษาของกรมชลประทาน ทั้งหมดมี ๗๓ แห่งด้วยกัน แหล่งน้ำตามหนอง บึง ต่าง ๆ จะมีความจุกักเก็บรวมกันมากกว่า ๗๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เช่น อ่างเก็บน้ำน้ำปี้ จังหวัดพะเยา ความจุ ๙๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง แล้วก็ใกล้ จะแล้วเสร็จนะครับ อ่างเก็บน้ำแม่สกึ๋น ๒ จังหวัดแพร่ ซึ่งพี่น้องประชาชนในเขตไม่ว่าจะเป็น สะเอียบ แล้วก็เตาปูน จังหวัดแพร่ ก็ได้ขอมา เรียกกันว่าสะเอียบโมเดลนะครับ ซึ่งอ่างเก็บน้ำ แม่สกึ๋น ๒ นี้ มีความจุ ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำแม่ตีบ จังหวัดลำปาง มีความจุ ๕๙.๗ ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างเก็บน้ำแม่อ้อน ๒ จังหวัดลำปาง ความจุ ๑๙ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้มีอาคารบังคับน้ำในลุ่มน้ำยม ความจุรวมกันทั้งสิ้นถึง ๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถบริหารจัดการไม่ให้น้ำท่วมในหน้าน้ำ ซึ่งท่านสมาชิกคงจะได้ทราบว่าทุกปีเหมือนกับ เป็นกีฬาประเพณีละครับ พอถึงหน้าน้ำ น้ำก็จะท่วมสุโขทัย น้ำก็จะท่วมพิจิตร ท่วมบางส่วน ของพิษณุโลก เป็นประจำทุกปี และในหน้าแล้งก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากแม่น้ำยมอยู่ในเขต จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ ซึ่งมีความลาดชันสูง สูงบางแห่งถึง ๓๐ องศา ดังนั้นน้ำจึงไหล ลงมาด้วยความเร็วสูง เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำก็แห้งเหือดหมดนะครับ การที่เราไม่มีประตูน้ำ กักเก็บไว้เลยก็จะเกิดปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปีหลังจากน้ำท่วมเสร็จ แม่น้ำยมก็จะเกิดปัญหา น้ำแล้งติดต่อกันทุก ๆ ปีที่ผ่านมา จากการที่เราและคณะกรรมาธิการได้เสนอในครั้งนี้ ในการทำประตูน้ำ ๑๒ แห่ง ประกอบกับให้รัฐบาลการเร่งรัดโครงการต่าง ๆ ซึ่งเป็นโครงการ ในลุ่มน้ำสาขาในการสร้างอ่างเก็บน้ำเก็บกักน้ำให้ได้ทั้งหมด ๘๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร จะยังประโยชน์แก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้งในเขตลำน้ำยม แทนการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่ชัดเจนว่าเราจะไม่ทำเขื่อนแก่งเสือเต้นแน่นอนแล้ว เนื่องจากว่าจะเกิด ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนชาวสะเอียบและชาวเตาปูนนะครับ จึงขอกราบเรียนว่าการทำโครงการดังกล่าวนี้ซึ่งเป็นประตูน้ำขนาดเล็ก ๑๒ แห่ง ประกอบกับ เร่งรัดในการทำอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของลำน้ำยมทั้ง ๗๓ แห่งนี้ จะยังประโยชน์แก้ไข ปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้งได้อย่างแน่นอนครับ

ข้อที่ ๓ บริเวณต้นน้ำของลุ่มน้ำน่านได้มีการบุกรุกทำลายป่า ซึ่งเป็นต้นน้ำ ลำธาร แม้กระทั่งพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวนเพื่อการอนุรักษ์ หรือเขตอุทยานแห่งชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำซึ่งแต่เดิมเคยถูกดูดซับไว้ ในดินก็ลดลงไป ทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำลำธารสาขาต่าง ๆ ในช่วงฤดูแล้งมีปริมาณลดลง ถึงกับแห้ง ดังนั้นรัฐบาลควรจะต้องฟื้นฟูป่าต้นน้ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งในภาพนี้นะครับ ท่านสามารถเปิดดูได้ในหน้า ๑๘ เป็นการถ่ายภาพดอยภูคาให้ท่านเห็น อุทยานแห่งชาติ ดอยภูคาซึ่งเป็นต้นน้ำว้า ต้นน้ำของแม่น้ำน่าน ท่านจะเห็นว่ามีแต่ภูเขาหัวโล้น มีการบุกรุก ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอยกันทั่ว ๆ ไป จึงฝากให้กับรัฐบาลได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยนะครับ มิฉะนั้นต้นน้ำน่านนั้นก็จะเกิดปัญหาอย่างนี้ทุกปีครับ คือไม่สามารถที่จะดูดซับน้ำไว้ใช้ ในหน้าแล้งได้

ข้อที่ ๓ ลุ่มน้ำวัง แม้เราจะมีเขื่อนกิ่วลม กิ่วคอหมา ตอนบนของลุ่มน้ำแล้ว แต่ยังขาดการบริหารจัดการและอาคารบังคับน้ำในลุ่มน้ำวังตอนล่างนะครับ จึงเห็นสมควร ให้เร่งรัดดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในลำน้ำวังตอนล่าง แต่อย่างไรก็ตามปัญหา ของลำน้ำวัง โดยเฉพาะที่เขื่อนกิ่วลมนี้ อยากให้ท่านสมาชิกได้ดูภาพในหน้า ๑๗ ปัญหาของ เขื่อนกิ่วลม มีผักตบชวาสะสมเป็นจำนวนกว่า ๕ กิโลเมตร ตามความยาวของลำน้ำยม จากตัวเขื่อนกิ่วลมไปตอนเหนือ ขึ้นไปถึง ๕ กิโลเมตร เต็มไปด้วยผักตบชวานะครับ สาเหตุ เกิดจากภาพล่าง หน้า ๑๗ ท่านจะเห็นเลยว่าเป็นเพราะเขื่อนกิ่วลมได้อนุมัติให้ประชาชน ไปทำกระชังปลานับร้อย ๆ กระชังครับ เศษอาหารและขี้ปลาที่เกิดจากการเลี้ยงปลา ดังกล่าวนี้ ส่งผลให้เติมไนโตรเจนในน้ำจืดในบริเวณหน้าเขื่อนนี้ ทำให้ไนโตรเจน เป็นอาหาร ที่ดีของผักตบชวา สร้างให้ผักตบชวากระจายไป ถึงแม้จะใช้งบ ๑๐ ล้านบาทต่อปี ในการตัก ผักตบชวานี้เอาขนขึ้นมานะครับ เอามาทิ้งทุกปี ๆ ใช้เงิน ๑๐ ล้านบาทต่อปีเป็นค่าน้ำมัน แต่ปรากฏว่าผักตบชวาในหน้าเขื่อนกิ่วลมนี้ก็ยาวต่อไปทุกปี ขยายไปปีละประมาณ ๑ กิโลเมตร ทุก ๆ ปีนะครับ นั่นก็คือการแก้ไขปัญหาของลุ่มน้ำวัง

และข้อที่ ๕ แม้ว่าจะมีการเติมน้ำให้เขื่อนภูมิพลตามข้อที่ ๑ แล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันในฤดูแล้งจะมีการใช้น้ำมากถึง ๓,๔๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีในการผลักดัน น้ำเค็ม หรือการรักษาสภาพระบบนิเวศ หรือสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้น้ำแห้งจนเกินไป ท่านจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนตั้งแต่จังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท แห้งมาก ไม่เคยปรากฏการณ์อย่างนี้มาก่อนนะครับ จนกระทั่งเรียกว่าผมเป็น คนนครสวรรค์ยังไม่เคยเห็นน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดต่ำลงขนาดนี้ในหน้าฝนมาก่อนเลย เพราะฉะนั้นเราใช้น้ำมากเกินไปในการรักษาระบบนิเวศ ปล่อยน้ำถึง ๓,๔๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อผลักดันน้ำเค็ม กรรมาธิการจึงเห็นสมควรว่ารัฐบาลควรเร่งศึกษาแนวทางก่อสร้าง ประตูน้ำหรือฝายพับได้ เพื่อป้องกันน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาในบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา มากจนเกินไปจนกระทบต่อการผลิตน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภคของการประปานครหลวง ซึ่งปัจจุบันนี้มีโรงสูบน้ำอยู่ที่สำแลสูบน้ำเข้าคลองประปา สำแลก็อยู่บริเวณใต้บางไทร มานิดหนึ่งนะครับ แล้วก็จะเป็นบริเวณที่เป็นปากคลองประปา มีการสูบน้ำเข้ามา ปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่ใช้น้ำปริมาณมากขนาดนี้เพื่อผลักดันน้ำเค็ม น้ำเค็มจะขึ้นไปจนถึงสำแล และในหน้าแล้งปีที่แล้วนี้เราก็จะเห็นแล้วว่าประมาณ ๒ อาทิตย์ที่คนกรุงเทพฯ ต้องบริโภค น้ำกร่อยกันนะครับ เนื่องจากว่าปริมาณน้ำเค็มรุกเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงสำแล ต่อไปก็ขอเรียนเชิญทางคณะอนุกรรมาธิการคณะต่อไปเลยนะครับ