ณัฐวุฒิ บัวประทุม วิพากษ์รายงานการแก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ขาดการวิเคราะห์มิติสำคัญด้านเพศ วัฒนธรรม อำนาจนิยม และความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงช่องว่างของรายงานที่สิ้นสุดก่อนเหตุการณ์สำคัญในเดือนตุลาคม 2563 และตั้งคำถามถึงนิยามของ "ความรุนแรง" จากการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา รวมถึงเรียกร้องความชัดเจนในกฎหมายความมั่นคง การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และปัญหาชาติพันธุ์ที่ยังคลุมเครือ นอกจากนี้ยังพูดถึงความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะต่อเด็ก เยาวชน และนักกิจกรรมที่ถูกดำเนินคดีหลังรัฐประหาร พร้อมยกคำถามถึงกรณีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ป่าแสที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง และเน้นย้ำประเด็นความรุนแรงในครอบครัว การไม่ออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว การผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์ รวมถึงตั้งคำถามต่อทิศทางการสนับสนุนกฎหมายของพรรคการเมืองตนเอง ก่อนปิดท้ายด้วยบทกวีเพื่อสื่อถึงพลังของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาการละเมิด สิทธิมนุษยชนและการลอบประทุษร้ายประชาชนอยู่ทั้งหมดสัก ๖ ข้อด้วยกันครับ
ประการที่ ๑ ผมต้องขออนุญาตที่จะชื่นชม และต้องขอบพระคุณทางคณะกรรมาธิการ ตลอดจนผู้ชี้แจงทุกท่านที่ได้ให้รายละเอียดประกอบการพิจารณาอย่างชัดเจนครับ เสียดายว่า เราอาจจะมีเวลาไม่มากพอที่จะได้อ่านทั้งหมดในระยะเวลาสั้น ๆ แต่เพียง ๑ วันที่ได้รับ เอกสารมา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามจะอ่านและยังไม่เห็นนั้นก็คล้ายกับที่ผู้นำเสนอไป ก่อนหน้านี้ท่านได้อภิปรายครับ คือในรายงานฉบับนี้ผมคิดว่ายังไม่ค่อยเห็นมิติหรือประเด็น เรื่องมายาคติต่าง ๆ ที่มีผลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นมิติหรือวัฒนธรรมประเด็นเรื่องของอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นมิติเชิงพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นมิติเชิงเชื้อชาติถึงแม้จะมีการพูดกันอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องมองว่ามันเป็นกรอบหรือมิติที่ครอบงำ ตลอดจนนำไปสู่ การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง เฉกเช่นเดียวกันครับว่า ผมเองก็ไม่ยังไม่ค่อยเห็นการวิพากษ์นักในกรณีการมีรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ อย่างยิ่งตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมาพยายามจะบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชน ตกลงแล้วนี่การที่มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในรัฐธรรมนูญนั้นปัญหาคืออะไรที่ทำให้ไม่สามารถบังคับได้จริง นั่นคือคำถามที่ตามมา บนพื้นฐานของความชื่นชมในข้อที่ ๑ ครับ
ในประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมพยายามจะจับประเด็นว่ารายงานฉบับนี้ เสนออะไรบ้าง ผมคิดว่าจำเป็นต้องสื่อสารกับพี่น้องประชาชนให้เห็นภาพ สรุปสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งครับ เพราะท่านผู้ชี้แจงท่านใช้เวลาไปเยอะพอสมควร รายงานฉบับนี้พูดถึง การละเมิดสิทธิมนุษยชน เสียดายนิดเดียวนะครับว่าผมอ่านว่ารายงานนี้ไปจบวันไหน ปรากฏว่ารายงานนี้ไปจบวันที่ ๑๔ ตุลาคม ปี ๒๕๖๓ ถ้ารายงานฉบับนี้เลยมาถึงเช้าวันที่ ๑๕ ตุลาคม ปี ๒๕๖๓ แล้วเลยมาถึงปัจจุบันสิ่งที่ท่านเขียนในรายงานฉบับนี้อาจจะไม่ใช่ แบบนี้นะครับ ท่านคงตระหนักและทราบดีว่าเมื่อเช้าวันที่ ๑๕ ตุลาคม ปี ๒๕๖๓ นั้น เกิดอะไรขึ้นจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดอะไรขึ้นจากการตามมาซึ่งการสลาย การชุมนุม ซึ่งไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐถึงมองว่านั่นมิใช่การสลายการชุมนุม ด้วยความรุนแรง ผมอยากฟังกรรมาธิการชี้แจงเหมือนกันนะครับว่าคำนิยามคำว่า ความรุนแรง ท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งก็อยู่หน้าแบริเออร์ (Barrier) ที่หน้าบริษัทข้าง ๆ เรา ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนที่พวกผมก็โดนแก๊สน้ำตา แบบนั้นไม่เรียกว่าเป็นความรุนแรงหรือครับ ท่านตอบนิยามผมชัดเจนนิดหนึ่งครับ รายงานฉบับนี้ยังพูดถึงข้อบังคับกฎหมายที่ใช้ ในความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ผมไม่ติดใจคงมีท่านอื่นที่จะอภิปรายต่อ รายงานฉบับนี้ พูดถึงการออกกฎหมายกลางเรื่องการเยียวยาผู้เสียหาย รายงานฉบับนี้พูดถึงประเด็นชาติพันธุ์ ซึ่งกรรมาธิการ ท่านมานพ คีรีภูวดล ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน เดี๋ยวจะถามท่านตอนท้าย อีกนิดหนึ่งว่ามันยังไม่ค่อยชัดนักว่าประเด็นชาติพันธุ์ที่ท่านเสนอนั้นคืออะไร นั่นเป็นกรอบ ประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะพูดถึง
กรอบประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะพูดถึงคือมิติเรื่องความไม่เท่าเทียมต่าง ๆ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่าผมเพิ่งไปร่วมในกระบวนการ สอบปากคำเด็ก เยาวชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมที่ สน. ลุมพินี ผมพบความไม่ปกติจากการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเรื่อง การสอบปากคำเด็กตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ นี่ใช้รวมกันมาแล้ว ๒๑ ปีนะครับ เราพบความไม่เข้าใจ กฎหมาย เราพบการไม่มีองค์ความรู้ เราพบการไม่มีทักษะ เราพบกระบวนการที่ละเมิด เด็กคนหนึ่งที่ถูกจับใน สน. บางนาในการชุมนุมที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกจับครับ ขอประทานโทษ ถอนเพื่อความเข้าใจ ไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก เมื่อมีการไต่สวนว่ามีการแจ้ง ข้อกล่าวหาที่ถูกต้องที่ศาลเยาวชนหรือไม่ เขาถูกคุมขังอยู่ในห้องขังของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ท่านเห็นไหมครับว่านั่นคือกระบวนการที่เราบอกว่าต้องพยายามให้เด็ก เยาวชนนั้นเข้าไป เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมน้อยที่สุด แต่กลับมีการใช้เงื่อนไขกฎหมายพยายาม จะละเมิดเขา นี่ไม่พูดถึงสาระที่จะตามมาเยอะแยะไปหมดนะครับ รายงานฉบับนี้พูดถึงเยอะครับ แต่เราจะแก้ปัญหาโดยการใช้กฎหมายปิดปากอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร นักกิจกรรม ทุกท่านโดนนะครับ ผมเองก็เคยโดนกฎหมายปิดปากจากการที่ไปช่วยเด็กที่ถูกละเมิด จากการที่เจ้าหน้าที่มาคุกคามติดตามผมว่ามีการยื่นสูติบัตรของเด็กอันเป็นเท็จ ทั้ง ๆ ที่ เราก็รู้ว่าเราไม่มีทางรู้ว่าสูติบัตรที่อยู่ในมือนั้นจริงหรือเท็จ แต่เราต้องการช่วยเด็กที่ถูกครู ละเมิดทางเพศ เป็นต้น มิติเรื่องของผู้หญิงครับ ท่านประธานครับ รายงานฉบับนี้ ท่านกรรมาธิการท่านอังคณาท่านทราบดีว่าหลังการรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๕๗ มีผู้หญิงถึง ๔๔๐ คน ที่เป็นนักกิจกรรมแล้วถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะการถูกดำเนินคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการปกป้องสิทธิในชุมชน การปกป้องเรื่องของทรัพยากร ผมคิดว่าจำเป็นต้องเขียน ให้เห็นปัญหาเฉพาะกลุ่มต่าง ๆ ครับว่าเพราะเหตุใด มันมีวิธีคิดมายาคติแบบใดที่เลือกจะใช้ เงื่อนไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการประทุษร้ายประชาชนในรูปแบบที่แตกต่างกัน พี่น้องชาติพันธุ์ท่านมานพท่านพูดยกตัวอย่างไปหมดแล้ว กรณีชัยภูมิ ป่าแส หลาย ๆ กรณี ที่เกิดขึ้น อาเบ แซ่หมู่ ผมถามในที่ประชุมในวันที่อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี วันนี้ เขายังอยู่ในตำแหน่งใช่ไหมครับ ปรากฏว่าเขาไม่ได้ตอบครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตใช้เวลาจริง ๆ ครับ เพราะว่า มันเป็นเรื่องสำคัญ คือประเด็นเรื่องของความรุนแรงที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการยุติธรรม ผมเสียดายอย่างยิ่งที่ชื่อของท่านผู้พิพากษาคณากร เพียรชนะ ไม่ถูกระบุอยู่ในรายงานฉบับนี้ ผมเสียดายอย่างยิ่งที่การคืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา การคืนความยุติธรรมให้กับประชาชน ที่ท่านพูดถึงไม่ถูกระบุอยู่ในรายงานฉบับนี้ แล้วมันกลายเป็นไซเลนซ์ ออฟ เดอะ แลมบ์ (Silence of the lamb) ครับ เป็นความเงียบที่หายไปในสายลมของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ นั่นเป็นประเด็นที่ ๔
ประเด็นที่ ๕ ขออนุญาตข้ามไปก่อนครับ ผมพูดในหลายเวทีแล้วครับ ก็คือ เรื่องของความรุนแรงในครอบครัว ท่านมีข้อเสนออยู่พอสมควรนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว ปี ๒๕๕๓ ท่านประธานครับ เป็นไปได้อย่างไรกฎหมายแม่บทปี ๒๕๕๓ ปีนี้ปี ๒๕๖๓ กระทรวงยุติธรรมไม่ออก กฎกระทรวงตามมาตรา ๕๕ อันนี้อยู่ในรายงานนี้ครับ
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมจำเป็นต้องถามท่านมานพ คีรีภูวดล ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเองก็อยู่พรรคเดียวกับผม ในภาคผนวกนี่นะครับ ก ข ค ง ปรากฏตั้งแต่ ข ค ง เป็นร่างกฎหมายสภาชนเผ่าพื้นเมืองและเรื่องของกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิต ชาติพันธุ์หมดเลย ตกลงท่านเลือกให้เราได้ไหมครับว่าเราควรจะสนับสนุนร่างกฎหมายใด เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองพี่น้องที่เป็นชาติพันธุ์อย่างแท้จริง นั่นเป็น ๖ ประการที่ผมอยากจะ พูดถึงครับท่านประธาน
ผมจบแบบนี้ครับท่านประธาน ผมมีโอกาสได้แต่งบทกวีให้กับนักต่อสู้ผู้หญิง คนหนึ่งซึ่งเขาถูกจับกุมในตอนที่อายุ ๒๑ ปี ผมแต่งแบบนี้ครับ มันยาวครับ แต่ผมสรุป ประโยคสุดท้าย ยิ่งจับ ยิ่งเบ่งบาน ยิ่งเติบใหญ่ ยิ่งเด็ดใบ ยิ่งแตกหน่อ ก่อเกิดผล ยิ่งบีฑา ยิ่งกล้าหาญ ทระนง ยิ่งมั่นคง รอถึงวัน ประชาชัย เป็นทั้งคำถามและคำตอบในวันนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ