สมชาย ฝั่งชลจิตร พูดถึงการแก้ไขปัญหาการกินใบกระท่อม และขอให้ร่างกฎหมายใหม่เพื่อปลดใบกระท่อมออกจากสารเสพติดและให้มีอิสรภาพในการปลูกและครอบครอง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนภาคใต้ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาเรื่องนี้และนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องกัญชง กัญชา และใบกระท่อม สำหรับผม ก็อยากจะพูดเฉพาะในส่วนที่เป็นที่รู้จักของคนภาคใต้ก็คือใบกระท่อม แน่นอนครับ ถ้าเราย้อนกลับไปดูความเป็นมาของกฎหมายที่บอกว่าใบกระท่อมหรือการบริโภคกระท่อม ผิดกฎหมายนี่มันเริ่มต้นมาในปี ๒๕๒๒ เอง ผมก็มีอายุก่อน คือเกิดก่อนที่กฎหมายนี้ จะบังคับใช้ แต่สิ่งที่ต้องตามต่อไปว่าทำไมมันจึงออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่อนุสัญญา ของสหประชาชาติไม่ได้กำหนดว่ากระท่อมนี่เป็นยาเสพติดหรือเป็นสารเสพติด ก็แสดงว่า อำนาจรัฐไทยในช่วงเวลานั้นนี่คิดอะไรอยู่ เอาใบกระท่อมและพี่น้องคนใต้ของผมนี่ ไปล้อมคอกโดยอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐ การที่คนใต้ลุกขึ้นมาในตอนเช้า นั่งรวมกลุ่มกัน พูดถึงการทำมาหากิน พูดถึงความทุกข์ยากเดือดร้อน พูดถึงปัญหาที่ควรจะได้รับการแก้ไข ร่วมกันในวงใบกระท่อม กินใบกระท่อมสด ๆ กินน้ำแล้วคุยเรื่องงาน นั่นคือวัฒนธรรม ของพี่น้องคนใต้ที่ดำรงมาอย่างยาวนาน แต่เป็นวัฒนธรรมของภาคประชาชน ซึ่งอาจจะเป็น ที่ไม่สบอารมณ์ของคนกรุงเทพฯ ก็ได้ มันจึงทำให้กฎหมายฉบับนี้ออกมา เหมือนกับสมัย ที่คนกรุงเทพฯ กำหนดว่าคนกินหมาก กินพลู ผิดกฎหมาย นี่คือความคิดเชิงวัฒนธรรมที่ไป กดทับวัฒนธรรมของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นกระท่อมจึงเข้ามาเป็นสารยาเสพติดในประเภทที่ ๕ ในปี ๒๕๒๒ แต่ผมย้อนกลับไปดูอีกว่าเรื่องราวของกัญชาผิดกฎหมายมันมาจากอิทธิพล ของบริษัทค้าบุหรี่ทั่วโลกก็มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ว่าถ้าพูดถึงประเทศไทยเราในปี ๒๕๒๐-๒๕๒๑ มันมีสารหรือว่าเครื่องดื่มชูกำลังเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย แน่นอนครับ ในระบบเศรษฐกิจของระบบความคิดแบบทุนเขามีนักวิจัยทางการตลาด คนใต้ จะขับรถ จะลงทุ่งนา จะไปตัดยาง ใช้ใบกระท่อมเป็นยากระตุ้นอารมณ์ กระตุ้นความขยัน ลดการบริโภคอาหาร เพื่อใช้เวลาในการทำงานในไร่นาได้มากกว่า กระท่อมจึงกลายเป็น สารเสพติดประเภทที่ ๕ ในปี ๒๕๒๒ ผมก็สงสัยว่านี่เป็นอิทธิพลทางการตลาดของกลุ่มทุน ในกรุงเทพฯ หรือเปล่า ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลัง แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นจะต้องเอา กระท่อมเข้ามาเป็นสารยาเสพติดแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะคุยกับท่านคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานไปว่าเมื่อเราต้องการจะเอากระท่อมออกจากยาเสพติดประเภทที่ ๕ ก็ต้อง ปล่อยเสรีสิครับ ให้มันมีอิสรภาพของมัน ไม่ต้องออกกติกาอะไรขึ้นมาควบคุมมันอีก วันนี้ คนใต้อยากจะเห็นเสรีภาพของกระท่อม และการกินใบกระท่อม ให้มันเป็นเสรีภาพจริง ๆ ไม่ควรจะไปออกกฎกติกาย้อนหลังมาอีก เพื่อเป็นการบังคับให้อำนาจรัฐมีอำนาจเหนือ ใบกระท่อม และเหนือประชาชนบางส่วนอีก ก็ต้องปล่อยเสรี เสรีจริง ๆ มันไม่เป็นสารเสพติด ไม่เป็นยาเสพติด ขอให้มันอยู่ ไม่ใช่ต้องบังคับว่าจะต้องปลูกกันคนละกี่ต้น ๑ ต้น ๒ ต้น ๓ ต้น เพราะนี่คือการใช้การบริโภคภายในของคนที่อยากจะใช้ใบกระท่อมแทนเครื่องดื่มชูกำลัง เขาขับรถ ขับเรือ เวลาง่วงเขาก็เอาใบกระท่อมขึ้นมาเคี้ยว แล้วขับต่อไปได้ เวลาเขาจะลงไร่ ลงนา เข้าสวน เขาก็พกใบกระท่อมเข้าไปพร้อมด้วยน้ำ ๑ ขวด เพื่อที่จะใช้สำหรับ การกระตุ้นความรู้สึกในการขยัน ในการทำงาน คนใต้ถือว่าใบกระท่อมเป็นเครื่องมือของ ความขยัน เป็นสารที่ช่วยในการที่จะให้มีความอดทนต่อการสู้งานหนักในแผ่นดินที่ร้อน นี่คือ สิ่งที่เป็นใบกระท่อม เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะฝากกรรมาธิการว่าจะร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่ ระเบียบ คำสั่งขึ้นมาใหม่เพื่อเอากระท่อมให้มันอยู่ในกติกาก็แสดงว่าไม่ได้เปิดเสรี ให้กับอิสรภาพของใบกระท่อม ถ้าปลดออกจากสารเสพติดแล้วก็ปลดมันเลยครับ ไม่ต้องมี กติกาอะไรเข้ามาควบคุมในขั้นตอนของการปลูก การครอบครองอีก เพราะคนกิน ใบกระท่อมนี่เขาก็กินครั้งละใบ ๒ ใบเท่านั้นครับ แล้วก็ในส่วนของการจะนำไปผลิตอย่างอื่น ก็ขอให้เป็นนวัตกรรมที่มันสามารถนำไปสู่การใช้ใบกระท่อมเพื่อรักษาโรค คิดค้นในการที่จะ แก้ปัญหาโรคเบาหวาน โรคความดัน และที่สำคัญใบกระท่อมนี่เวลากินใบกระท่อมสัก ๒ ใบ ความหิวกระหายอยากจะกินข้าวมันน้อยลง ก็อาจจะเป็นการลดความอ้วนก็ได้ครับ ท่านประธาน ก็ขอฝากเพียงแค่นี้ครับ สวัสดีครับ