เพชรดาว เสนอแนวทางออกแบบระบบบริการกัญชาทางการแพทย์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

เพชรดาว โต๊ะมีนา เสนอแนวทางออกแบบระบบบริการกัญชาทางการแพทย์ในบริบทสังคมไทยโดยเน้นความแตกต่างระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์พื้นบ้าน-ไทย และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหารืออย่างเปิดใจเพื่อใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบทุกระบบให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

นางสาวเพชรดาว โต๊ะมีนา แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพดิฉัน แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย ดิฉันต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ และคณะอนุ กรรมาธิการทั้ง ๓ คณะ ที่ได้ศึกษา และมีข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตในการแก้ไขปัญหาเรื่องของ กัญชา กัญชง และกระท่อมอย่างเป็นระบบ แล้วก็เห็นด้วยกับข้อสังเกตและข้อเสนอแนะค่ะ แต่ก็ยังมีบางเรื่อง บางประเด็นที่ขออนุญาตอภิปรายในครั้งนี้ด้วย ด้วยเวลาที่จำกัด รายงาน ฉบับนี้มีทั้งกัญชา กัญชง และกระท่อม ดิฉันขออนุญาตกล่าวเฉพาะกัญชาทางการแพทย์ เท่านั้น ซึ่งดิฉันมีความสนใจและติดตามมาตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้พระราชบัญญัติยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกัญชาเพื่อการแพทย์ กัญชาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนทั่วประเทศ ดิฉันได้เริ่มจากตัวเองค่ะ ได้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการใช้สารสกัดกัญชาทางการแพทย์ สำหรับบุคลากรสาธารณสุขของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อปีที่ผ่านมา ได้สอบผ่าน แล้วก็ได้รับประกาศนียบัตร และขึ้นทะเบียนได้รับอนุญาตให้สามารถสั่งใช้และสั่งจ่าย ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ ซึ่งใบอนุญาตนี้มีอายุ ๒ ปีค่ะ แล้วทราบว่าทางกระทรวง สาธารณสุขเองตอนนี้ก็ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์ (Online) ในการอบรมนี้แล้วด้วย ประเทศไทยมีระบบกัญชาทางการแพทย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ และในวันนี้เองที่คณะกรรมาธิการได้กล่าวถึงแล้ว นั่นก็คือ ได้ปลดล็อกกัญชา กัญชงทุกส่วน ยกเว้นส่วนดอก ให้พ้นบัญชียาเสพติดประเภท ๕ แล้วก็ อนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์และการวิจัย แต่เนื่องจากระบบกัญชา ทางการแพทย์เป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย และน่าจะเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ที่มีการใช้กัญชา ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน แต่ในรายงานฉบับนี้ ดิฉันยังไม่เห็นการเชื่อมระบบกัญชาทางการแพทย์ทั้ง ๓ ระบบนี้ว่ามีการเชื่อมต่ออย่างไรบ้าง เพราะว่าฐานความคิดและองค์ความรู้มันแตกต่างกันไป ดิฉันขออนุญาตเอางานวิจัยเรื่อง โครงการวิจัยประเมินผลกระทบจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยระยะที่ ๑ ของคณะผู้วิจัยโดยด็อกเตอร์นายแพทย์บัณฑิต ศรไพศาล และคณะ สรุปสั้น ๆ ดังนี้

แพทย์แผนไทยและแพทย์ปัจจุบัน แล้วก็แพทย์พื้นบ้านมีฐานความคิดที่ แตกต่างกัน เช่นการใช้สารสกัดกัญชาเป็นสารเดี่ยวที่วัดได้แม่นยำ อันนั้นแพทย์แผนปัจจุบัน กับการใช้น้ำมันกัญชาที่มีสารประกอบจำนวนมากตามธรรมชาติซึ่งเป็นแพทย์พื้นบ้านแล้วก็ แพทย์แผนไทย หรือการใช้ยาไปทดแทนสารที่ขาดในร่างกายกับการใช้น้ำมันกัญชาไปทำให้ หลับแล้วร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ฉะนั้นควรออกแบบและพัฒนาระบบบริการกัญชา ทางการแพทย์ในบริบทสังคมไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยแล้วก็ญาติด้วยวิธีการหารือ อย่างเปิดใจ ให้เกียรติกับผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน แล้วดึงเอาด้านดีของทุกองค์ประกอบ ทุกระบบมาใช้ประโยชน์ไม่มีการสรุปว่าของใครดีกว่าใคร

แล้วประเด็นถัดมาคือเป็นเรื่องที่ดิฉันต้องตอบคำถามทุกครั้งที่กลับบ้าน ปัตตานี นั่นก็คือจะถามว่าน้ำมันกัญชาใช้รักษามะเร็งได้ไหม หยอดตาได้หรือไม่ ใช้ทาแผล เบาหวานจะหายไหม ปัญหานั้นก็คือประชาชนยังขาดความรู้ ยังขาดการรับรู้ทั้งประโยชน์ แล้วก็โทษของกัญชา แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้นำร่องแล้วก็ได้มีคลินิก ไม่ว่าจะเป็นแผน ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแผนไทยในโรงพยาบาลทั้งประเทศมา ๒๐๐ กว่าแห่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยัง พบว่าการเข้าถึงบริการ เข้าถึงยากัญชาจากโรงพยาบาลของภาครัฐยังต่ำกว่าที่มีการซื้อขาย ใต้ดิน ก็สอดคล้องกับงานวิจัยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งที่ทำโดยศาสตราจารย์ดอกเตอร์แพทย์หญิง สาวิตรีและคณะ ก็ถามว่าผู้ป่วยที่ใช้กัญชากับโรคอะไรมากที่สุด อันดับแรกคือโรคมะเร็ง รองลงมาคือโรคระบบกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นปวดเข่า ปวดหลัง ถัดมาคือโรคทางจิตประสาท เครียด ซึมเศร้า นอนไม่หลับ แล้วสุดท้ายเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดัน เบาหวาน สรุปแล้วผู้ใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อใช้รักษาโรคเรื้อรังตามความเชื่อของตนเองส่วนใหญ่อยู่ นอกเหนือ ๔ กลุ่มโรคทางกระทรวงสาธารณสุขที่บอกว่ามีข้อมูลวิชาการสนับสนุนชัดเจน ส่วนใหญ่เชื่อว่ากัญชารักษาได้ทุกโรคมีผลเสียน้อย และส่วนใหญ่ได้รับกัญชาจากแหล่ง นอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นภาครัฐต้องเพิ่มความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือว่าเฮลท์ลิเทอเรซี (Health Literacy) ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาทางการแพทย์ให้มากขึ้น ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูล และประชาสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ ใช้ภาษาง่าย ๆ ที่ชาวบ้านรู้เรื่อง

และประเด็นสุดท้ายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและดิฉันคิดว่าผลงานวิจัย จากคณะเดียวกันนี้เรื่องการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็น แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แล้วก็แพทย์พื้นบ้านกับเศรษฐกิจไทย เขามีข้อเสนอแนะอย่างนี้ ว่าให้มีคณะบุคคลที่เป็นอิสระ มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับของสังคมเพื่อที่กำหนด นโยบายสาธารณะ การใช้ความรู้และการวิจัยเรื่องนโยบายยาเสพติด ระบบบริการ สาธารณสุข และในนั้นเหมือนที่ท่านสมาชิกอันทรงเกียรติท่านได้พูดถึงว่าต้องมีตัวแทนของ ภาคประชาชนเข้ามาด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเอง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือว่าสื่อมวลชน แล้วก็ผู้แทนที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนการทำงาน ภาพรวมนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ของประเทศไทย รวมทั้งการสื่อสารที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์และการป้องกันที่อาจเกิดขึ้น ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และรวมถึงการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า ทางคณะกรรมาธิการ รัฐบาลชุดนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรวบรวมทุกข้อสังเกต แล้วก็ข้ออภิปรายของสมาชิกเพื่อเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนที่รอคอย ความหวังกับกัญชาทางการแพทย์ของประเทศไทยต่อไป ขอบคุณค่ะ