มานพ คีรีภูวดล หารือประเด็นการปลูกและใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม โดยเสนอให้มองพืชทั้งสามชนิดเป็นพืชสวนครัวที่สามารถปลูกและใช้ในครัวเรือนได้อย่างเสรี พร้อมเรียกร้องให้เปลี่ยนมุมมองทางกฎหมายเพื่อแยกการใช้เพื่อวัฒนธรรมออกจากเชิงพาณิชย์ และผลักดันให้มีการยกร่างกฎหมายที่เหมาะสม มีสถาบันรองรับ และจัดตั้งคณะกรรมการที่มีตัวแทนประชาชนและชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีประสบการณ์กับพืชเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์แก่ทุนใหญ่และกีดกันผู้ผลิตรายย่อย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม มานพ คีรีภูวดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล สัดส่วนชาติพันธุ์ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ ขอมีส่วนร่วมในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการใช้กัญชา กัญชง และกระท่อม อย่างเป็นระบบ ท่านประธานครับ โดยรวมแล้วผมอ่านแบบเร็ว ๆ จากข้อสรุปของ กรรมาธิการผมเห็นด้วยเกือบทั้งหมดครับท่านประธานครับ ซึ่งผมคิดว่าเป็นมิติใหม่ที่ การมองเรื่องนี้และความพยายามของทุกภาคส่วนจะนำไปสู่เป้าหมายที่หลาย ๆ ท่านได้วางไว้ ทีนี้โดยส่วนตัวของผมนะครับท่านประธานครับ ผมแยกไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง แล้วก็กระท่อม ผมมองเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือเป็นพืชวัฒนธรรม ส่วนที่ ๒ คือว่าการทำ เป็นพืชเพื่อการค้า คือทั้ง ๓ ตัวผมกำลังนึกภาพถึงครอบครัวของสังคมไทยไม่ว่าจะอยู่ใน พื้นที่แต่ละภาคเขาก็จะมีพืชสวนครัวครับท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นตะไคร้ ไม่ว่าจะเป็นข่า ไม่ว่าจะเป็นมะกรูด ในทัศนะส่วนตัวของผมพืชไม่ว่าจะเป็นกัญชา กัญชง และกระท่อม ผมถือว่าเป็นเรื่องของพืชสวนครัว ทุกครัวเรือนสามารถที่จะปลูกและจะใช้ในความสามารถ หรือว่าในความถนัดของแต่ละครัวเรือน จะเอาไปต้ม ไปเป็นเครื่องปรุงต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าการใช้ถือว่าเป็นพืชสวนครัวมันไม่ได้ทำเพื่อการค้า ทุกครัวเรือนครับ แม้แต่ราก กัญชาแม้แต่ใบกัญชา ต้นกัญชา กัญชง ผมก็เคยเอามาต้ม ผมไม่ได้มาเสพแบบสูบเป็นควัน ผมก็เคยมาต้มมันเป็นน้ำชา แล้วใบที่ลวกเรียบร้อยผมก็มาจิ้มน้ำพริกมันก็อร่อยครับ แล้วมัน ก็ไม่มีปัญหาเลยครับ อันนี้ผมคิดว่าในแง่ของการต้องมองให้พืช ๓ ตัวนี้เป็นพืชสวนครัวให้ได้ เพราะที่ผ่านมาคือทำให้ผิดกฎหมาย ซึ่งที่แท้จริงแล้วในอดีตมันก็คือพืชปกติที่อยู่กับ ครัวเรือน ถ้าดูจากประวัติศาสตร์ที่ท่านกรรมาธิการได้ฉายให้พวกเราเห็นมันก็คือพืชปกติ ที่มีอยู่ แต่ว่ามันมีเหตุและปัจจัยที่มันจะทำให้เกิดการเอาพืชตัวนี้ไปใช้ในทางที่สกัดสารต่าง ๆ ออกมา แล้วก็มีพื้นที่บางอย่างที่เป็นพื้นที่ทางการค้าและผลประโยชน์จึงทำให้พืช ๓ ตัวนี้ เป็นพืชผิดกฎหมาย โดยพื้นฐานผมคิดว่าประเด็นนี้คืออยากให้มองเป็นเรื่องพืชสวนครัว ทุกครัวเรือนสามารถที่จะปลูกไว้ใช้ในครัวเรือน ไว้แกง ไว้ต้ม ไว้ทำงานอะไรปกติ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องปกติ
ทีนี้ประเด็นที่ ๒ ประเด็นเรื่องของการปลูกพืชทั้ง ๓ ตัวเพื่อการค้า อันนี้ ผมคิดว่าอันนี้ต้องมาคุยกัน ต้องมาพูด ต้องมาดูรายละเอียด ซึ่งกรรมาธิการก็ได้ยกไปแล้ว ผมเพิ่งทราบจากกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้เหมือนกันว่ากระทรวงสาธารณสุขได้ปลดล็อก ในบางเรื่อง ในใบ ในเยื่อบางอย่างที่เอาไปใช้เรื่องปกติตามวิถีวัฒนธรรมก็เอาไปใช้ก่อนเลย แต่ถ้าเป็นเรื่องการค้าผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องเข้าสู่ระบบ เพราะว่าเป็นการใช้ในปริมาณ ที่มาก เป็นการใช้ในตัวสารที่จะต้องสกัดออกมา ต้องเข้าสู่ระบบผ่านกฎหมายต่าง ๆ ที่กรรมาธิการได้เสนอว่าจำเป็นที่จะต้องยกร่างกฎหมาย จำเป็นที่จะต้องมีสถาบันต่าง ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงครับท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเทศไทยได้สูญเสียโอกาสในเรื่องของ การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ในภูมิประเทศ ภูมิยุทธศาสตร์ของโลกนี้เรามีศักยภาพในเรื่องของความหลากหลาย ทางชีวภาพ ๓ ตัวนี้ก็คือตัวอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกัญชา ไม่ว่าจะเป็นกัญชง ไม่ว่าจะเป็น กระท่อม ผมเพิ่งทราบว่ากระท่อมมีการจดทะเบียนไทยกระท่อมแต่ว่าไม่ใช่ของคนไทย เป็นการสกัดสารออกมา ผมเป็นพี่น้องปกากะญอ ผมอยู่ที่เชียงใหม่ ผมไปตลาดที่ ตลาดเมืองใหม่ตลาดที่เขาค้าผ้า ผมเจอพี่น้องม้งเขามีวัฒนธรรมเกี่ยวกับม้งแต่ว่า เขาต้องสั่งผ้าจากประเทศจีนทีละม้วน ม้วนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาทเพื่อที่จะเอามาเย็บผ้า ในวัฒนธรรมตัวเอง เราสูญเสียโอกาสทางการค้าเหล่านี้มหาศาลนะครับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในประเด็นเรื่องการปลูกเพื่อการค้าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่ง แต่ว่าทำอย่างไร ให้สิ่งเหล่านี้มันอยู่ในการดูแลของพี่น้องประชาชนด้วย
ประเด็นสุดท้ายครับ ผมได้แอบดูเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยพืชควบคุม ประโยชน์ทางการแพทย์นะครับ ผมดูแล้วผมคิดว่ามันมีส่วนหนึ่งที่ผมเป็นห่วงครับ เวลาเรายกร่างกฎหมาย แม้แต่หลาย ๆ เรื่องนะครับ กสทช. ที่ผ่านมาก็เหมือนกัน ที่อภิปรายไปนะครับ เวลาพูดถึงเรื่องนี้นะครับ ผมดูกรรมการก็จะมีแต่คนที่มีสถานะ ทางสังคม มีอำนาจ หรือเคยดำรงตำแหน่งในระบบราชการทั้งนั้นเลยนะครับ คนเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็โอเค (OK) เป็นคนที่เชี่ยวชาญ มีความรู้ในทางกฎหมาย แต่ว่าโจทย์ของผมก็คือว่า ทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนหรือกลไกในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ ท้องถิ่น หรือองค์กร ประชาชนที่เขามีตัวตนอยู่แล้ว เขาอยู่กับมันและเขาใช้กับมัน และเขามีศักยภาพในการผลิต และมีองค์ความรู้ในเรื่องนี้ เมื่อสักครู่กรรมาธิการก็ได้อภิปรายว่าสายพันธุ์ของกัญชงยังคง เหลืออยู่ที่พี่น้องม้งนะครับ ผมถามว่าชนเผ่าอื่นมีความรู้ไหม เพราะเขาไม่มีวัฒนธรรมเรื่องนี้ พี่น้องม้งเขาอยู่กับตรงนี้ตั้งแต่เกิดจนตายจะต้องเกี่ยวข้องกับพืชเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็คือว่า เวลาพูดถึงเรื่องคณะกรรมการในการตัดสินใจ ในการกำกับ หรือในการกำหนดนโยบาย เหล่านี้ กรรมาธิการจะต้องใส่เรื่องสัดส่วนของตัวแทนประชาชนนะครับ กรรมาธิการต้องมอง เรื่องนี้ครับ เพราะฉะนั้นก็คือว่าถ้าเราออกแบบกลไกที่มันมีแต่คนที่ไม่รู้เรื่อง และคนที่จะ ตัดสินใจอนาคตของผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีแต่คนที่ไม่เข้าใจประชาชน มีแต่คนที่ไม่ใช่ ตัวแทนประชาชน จะเป็นปัญหาในอนาคตที่พวกเราได้สร้างขึ้นมา และจะเป็นอุปสรรคต่อไป ที่จะพัฒนาพืชเศรษฐกิจ พืชตัวนี้จะไปอยู่ในมือของใคร กลุ่มไหน ทุนไหน ผมคิดว่าตัวอย่าง กรณีสุราเสรี สุราพื้นบ้าน เราสนับสนุน เรารณรงค์ เราประท้วงเรียกร้อง สุดท้ายก็ออกมา แต่มีเงื่อนไขว่าต้องมีมอเตอร์เท่านี้ ต้องมีขนาดโรงงานเท่านี้ ต้องมีการผลิตเท่านี้ตั้งขึ้นมา และคณะกรรมการชุดนี้เป็นคนมีอำนาจและให้อำนาจ สุดท้ายแทนที่จะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชน แต่เป็นกฎหมายที่ไปกีดกันพี่น้องประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อย แล้วก็สร้าง ผลประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเป็นห่วงนะครับ
โดยสรุปแล้วอยากเห็นพืช ๓ ตัวนี้เป็นพืชสวนครัวทั่วไป ถ้าจะทำเป็น เรื่องการค้า ก็เข้าสู่กระบวนการกฎหมายตามหลักวิชาการ หรือข้อคิดเห็นที่มีความห่วงใย กันอยู่
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าเวลาพูดถึงเรื่องกลไกกรรมการต้องเอาพี่น้องประชาชน คนพื้นที่ คนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมเป็นกลไกคณะกรรมการครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ