เมฆินทร์ เสนอปรับโครงสร้าง กสทช. จาก ๗ เป็น ๓ กลุ่ม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย เสนอการแก้ไขโครงสร้างคณะกรรมการ กสทช. จาก ๗ คน โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรม ๓ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ๒ คน และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ หรือเทคโนโลยี ๒ คน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในยุคดิจิทัล

นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านสมาชิกครับ ผม เมฆินทร์ เพ็ชรพลาย กรรมาธิการ ผมขอสงวนความเห็นไว้ ในการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ แก้ไข มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง เนื่องจากว่าในรายละเอียดเดิม ได้เขียนระบุไว้ว่ามาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือย่อว่า กสทช. จำนวน ๗ คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้มี คุณสมบัติที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ และมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ ด้านการกระจายเสียง ด้านกิจการโทรทัศน์ และด้านกิจการโทรคมนาคม และด้านอื่น ๆ ซึ่งยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ผมขอสงวนที่จะระบุว่าควรจะต้องจัดเป็นกลุ่ม เพื่อที่จะให้เราสามารถคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยกำกับดูแลกิจการนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อสังคมและประชาชนนะครับ ผมขออนุญาตเท้าความนิดหนึ่ง ว่าจากเดิมที่เราพูดถึงการคัดสรรให้ได้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ๗ ด้านนี่ผมมองว่าโลกนี้ มันเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว มีวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมไปในวงกว้าง แล้วการกำกับดูแล กิจการของ กสทช. นี่มีผลต่อการกำหนดคุณภาพชีวิต คุณภาพสินค้าทางด้านโทรคมนาคม ในการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป และยังมีผลต่อการเป็นต้นทุนสินค้าที่ใช้ภายใน สังคม ในประชาชนทั่วไป รวมไปถึงการส่งออกด้วยซ้ำนะครับ ผมเล็งเห็นว่าองค์กรนี้ เป็นองค์กรที่มีความสามารถและมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องแข่งขันกับตลาดโลก หรือว่าพัฒนาคุณภาพสินค้าทางด้านโทรคมนาคมให้มีคุณภาพสูงกับสังคมต่อไป ผมเลยสงวน ความเห็นว่าอยากจะให้จัดเป็น ๓ กลุ่ม โดยกรรมการ กสทช. ๗ คน แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ ๑ คือผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมโดยตรง ก็จะต้องปรับถ้อยคำเป็นว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจายเสียง ภาพและข้อมูล รวมไปถึงความเชี่ยวชาญด้านกิจการ โทรคมนาคม ซึ่งคน ๓ กลุ่มนี้จะต้องมีความเชี่ยวชาญรวม ๆ องค์รวมด้วยกันเลย เพราะฉะนั้นในโลกยุคใหม่ มันไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการวิทยุโทรทัศน์ หรือกิจการ โทรคมนาคมอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป โลกการสื่อสารตอนนี้มันเป็นการสื่อสารที่เป็น แพ็กเกจเบสด์ (Package based) คือเอาภาพเสียง ข้อมูล ข่าวสารยำรวมกลายเป็นข้อมูล อินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็ส่งไปที่ปลายทางที่เราต้องการส่งไป แล้วก็กระจายกลับมา เป็นเสียงภาพอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันมีมิติของรูปแบบธุรกิจ มีมิติของรูปแบบโพรดักต์ (Product) รูปแบบสินค้าใหม่หมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าความเชี่ยวชาญ จะต้องมองว่าเราให้สัดส่วนคน ๓ คน ใน ๗ คนเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรม เราควรจะคัดสรรตรงนี้ไว้ กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มของผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการที่ดูแลการทำ คอนซูเมอร์โพรเทกชัน (Consumer protection) หรือการปกป้องผลประโยชน์ต่อผู้บริโภค ในบทบาทของการให้บริการสาธารณะมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากแล้วจากเดิมที่เป็นภาครัฐ ให้บริการ บริการสาธารณะทางด้านสื่อสารมันกลายเป็นเอกชนมาให้บริการและกำกับดูแล โดยองค์กรอิสระซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดสำคัญ หน้าที่องค์กรอิสระ ๑. คือสำคัญในบทบาทของ องค์กรอิสระมันมี ๔ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน ๑. การช่วยคุมกลไกตลาดไม่ให้ล้มเหลว เรื่องที่ ๒ คือการทำให้การแข่งขันมันสามารถที่จะสร้างประสิทธิผลของสินค้าและบริการ ได้ดีที่สุดต่อสังคมและประชาชน เรื่องที่ ๓ คือจะต้องทำให้มีการปกป้องผลประโยชน์ ทั้งการได้ประโยชน์สูงสุดและการไม่เสียผลประโยชน์ของผู้ใช้บริการ นั่นคือคอนซูเมอร์ โพรเทกชัน (Consumer protection) และเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องของการส่งเสริมให้ อุตสาหกรรมก้าวไปข้างหน้า มีวิวัฒนาการไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นข้อที่ ๓ สำคัญมาก ผมจึงเรียนเสนอไว้ในที่ประชุมคณะกรรมการว่าควรจะต้องให้โควตา ๒ ท่าน ในการที่จะคัดสรรกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในเรื่องของการปกป้อง ผู้บริโภคและการปกป้องเสรีภาพในการพัฒนาคอนเทนต์ (Content) ๒ ท่านนี้ผมก็เลยให้ โควตาไว้ ๒ ซีต (Seat) สำหรับคณะกรรมการ กสทช. นะครับ สำหรับ ๒ ท่านสุดท้ายก็คือ เราเปิดพื้นที่ให้สำหรับผู้เชี่ยวชาญซึ่งจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านเศรษฐกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีใด ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นในกรอบ คุณสมบัติของคณะกรรมการ กสทช. ผมเรียนเสนอไว้ในที่ประชุมว่าอยากให้แบ่งเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนที่ ๑ ๓ ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมจริง ๆ ส่วนที่ ๒ คือเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีหน้าที่ มีบทบาท มีประสบการณ์ทางด้านคอนซูเมอร์โพรเทกชัน (Consumer protection) แล้วส่วนสุดท้ายก็คือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นด้านเฉพาะด้านมาช่วยเสริม มากำกับดูแลกิจการที่มูลค่ามากกว่า ๒ ล้านล้านบาทของประเทศไทยให้สามารถสร้างสินค้า และบริการที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดให้กับสังคม และสามารถส่งออกแข่งขันกับชาวโลกได้ครับ ขอบคุณครับ