วีระกร คำประกอบ หารือเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชและผลิตข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวให้ถึง 60% และการเข้าร่วมการเจรจาซีพีทีพีพี (CPTPP) ของรัฐบาลไทย โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมในการเข้าร่วมและผลกระทบต่อเกษตรกรไทย
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ ประธานกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณ เพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ที่ได้ตั้งข้อสังเกต อันเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรทั่วทั้งประเทศ และ ส.ส. พวกเราในสภาทุกคนที่มีความห่วงใย พี่น้องเกษตรกร จะเห็นได้จากข้อสังเกตของกรรมาธิการ โดยเฉพาะในหน้า ง ๒๒ คณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชของเราได้เขียนไว้ชัดเจน แล้วนะครับว่า
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ในข้อ ๑.๒ รัฐต้อง สนับสนุนงบประมาณและอัตราบุคลากรทางด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชและด้านการผลิตให้แก่ กรมการข้าวเพื่อสามารถนำเชื้อพันธุกรรมข้าวที่เก็บรวบรวมไว้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็ม ศักยภาพของพันธุ์ และเพื่อให้กรมการข้าวสามารถกำกับดูแลผลิตเมล็ดพันธุ์จำหน่ายของข้าว เพิ่มจากประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไปเป็น ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ เลยครับ
สไลด์ (Slide) นี้ชัดเจนนะครับว่ารัฐบาลแม้จะอยากเข้าสู่การเจรจาซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ก็เหมือนรัฐบาลยังไม่มีความรู้สึกรู้สาอะไรกับการที่จะต้องปรับตัวเองเลยครับ งบประมาณของกรมการข้าวลดลงทุกปี ๆ ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ และขอสไลด์ (Slide) อีกอันครับ สไลด์ (Slide) นี้จะให้เห็นเลยนะครับว่าศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของเราซึ่งปัจจุบันนี้ เมื่อก่อนนี้เรามีศูนย์พันธุ์ข้าว ๒๘ ศูนย์ ซึ่งมีหน้าที่ที่จะให้พี่น้องเกษตรกรมารับพันธุ์ข้าว ที่เป็นพันธุ์ข้าวที่บริสุทธิ์ ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าพันธุ์ข้าวที่มีการขายกันอยู่เกษตรกร ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปเยอะแล้วครับ มันเป็นพันธุ์ข้าวที่มีการปลอมปน มีพันธุ์ข้าว ที่เสื่อมคุณภาพ แม้กระทั่งข้าวหอมมะลิในภาคอีสานความหอมก็ลดน้อยลง จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นเพราะเราไม่ให้ความสนใจกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีอยู่ตั้ง ๒๘ ศูนย์ วันนี้ผลิตเมล็ดพันธุ์ ได้แค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เองครับ กับการที่เกษตรกรจะได้ใช้ทั้งหมดประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ ตัน เราผลิตได้แค่ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เองครับ ลดลง ๆ ทุกปี นี่คือความที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมความพร้อม ให้กับตนเองเลยครับว่าเราจะเข้าสู่การไปเจรจากับซีพีทีพีพี (CPTPP) ต้องเข้ายูพอฟ ๑๙๙๑ (UPOV 1991) เราจะต้องเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร ไม่ใช่ให้เกษตรกรมามีข้อกังวล และพี่น้องเพื่อน ๆ ส.ส. ในสภาก็มีข้อกังวลดังที่ท่านได้อภิปรายแสดงความกังวลต่าง ๆ ให้กับพี่น้องเกษตรกร วันนี้เราขอยืนยันว่าถ้ารัฐบาลไม่มีความพร้อมก็ยังไม่สมควรที่จะเข้าไป เจรจากับซีพีทีพีพี (CPTPP) แต่ถ้าหากรัฐบาลได้ตระหนักถึงความตั้งใจที่อยากจะเข้า เนื่องจากเราอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ประเทศไทยจะอยู่ประเทศเดียวค้าอยู่ ๑๘ ประเทศนี้ไม่ได้ อีกต่อไปครับ เวียดนามเขาไป ๕๓ ประเทศแล้ว ทำเอฟทีเอ (FTA) กับ ๕๓ ประเทศ และในโลกนี้มีประเทศที่ต้องค้าขายกันอยู่เป็นร้อยประเทศ เราจะอยู่กันที่ ๑๘ ประเทศ อย่างนั้นหรือมันก็อยู่ไม่ได้ รัฐบาลเมื่อท่านรู้อยู่แล้วว่าจำเป็นที่จะต้องไปทำเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศต่าง ๆ ในโลกเพื่อขยายการค้าของเรา เพื่อขยายให้มีการลงทุนทางการค้า จากต่างประเทศในประเทศเรา เพื่อแสวงหาตลาดที่เป็นการค้าเสรีกับประเทศไทย เราต้องเตรียมความพร้อมให้เต็มที่ จะเห็นได้จากที่ผมได้กราบเรียนท่านไปแล้วนี่ละครับ ถ้ารัฐบาลไม่พร้อมกรรมาธิการคณะนี้ขอยืนยันว่าก็ยังไม่สมควรที่จะเข้า แต่ถ้ามีความตั้งใจ จริง ๆ เริ่มสิ่งที่เราได้ตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล เมื่อรัฐบาลรับทราบแล้ว เริ่มดำเนินการ ไม่ได้แปลว่าต้องดำเนินการไปจนสุดหรือสิ้นสุดแล้ว สำเร็จแล้วจึงจะไปขอเจรจา ถ้าท่านเห็นสมควรว่าสิ่งที่เราได้เสนอแนะกับรัฐบาลไปแล้วเป็นข้อเท็จจริงที่จำเป็น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนัก ต้องปรับตัวต้องทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งเพื่อเข้าไปสู่ การค้าที่เป็นเสรีของโลกในโอกาสต่อไปแล้ว เมื่อท่านเริ่มดำเนินการไปสักปีหรือ ๒ ปี แล้วเห็นว่าเราไปแนวนี้ถูกต้องเราจะเสร็จภายใน ๔-๕ ปี เริ่มเจรจาได้เลยครับ แต่ถ้าหากท่าน รับฟังข้อสังเกตของกรรมาธิการแล้วรัฐบาลก็ยังไม่รู้สึกรู้สายังปล่อยไปตามเรื่องตามราว แล้วตั้งใจ จะเข้าไปซีพีทีพีพี (CPTPP) คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ไม่ยินดีที่จะให้รัฐบาลเข้าไปเจรจา เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) ครับ ขอบพระคุณครับ