กนก วงษ์ตระหง่าน อภิปรายประเด็นผลกระทบจากการเข้าร่วมความตกลงซีพีทีพีพี โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็ก พร้อมเน้นย้ำความไม่พร้อมของไทยในด้านการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์พื้นเมือง โดยเรียกร้องให้รัฐเร่งสำรวจ ขึ้นทะเบียน และคุ้มครองทรัพยากรชีวภาพในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน รวมถึงสนับสนุนการใช้พันธุ์พื้นเมืองเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน และเรียกร้องให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศคำนึงถึงความเป็นธรรมและผลประโยชน์ของประชาชนกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาผลกระทบการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและความก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วน ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือที่เรียกว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอภิปรายครั้งนี้ผมขออนุญาตที่จะพูดแทนเกษตรกร พูดแทนผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นบุคคลที่เสียเปรียบในสังคมนี้ และผมจะขออนุญาตนำประเด็นของเกษตรกรรายย่อย และคนยากคนจนที่อยู่ในชนบทที่ผมได้ไปทำงานแล้วก็มาอ่านรายงานนี้ ผมก็จะขออนุญาต ที่จะนำเสนอสะท้อนประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อไป ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ที่ได้ให้ข้อสรุปไว้ ๔ ข้อที่ดีในรายงานนี้
ข้อ ๑ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทย
ข้อ ๒ เรื่องการมีข้อมูลที่เพียงพอ
แล้วก็ข้อ ๓ เรื่องการเจรจาที่ยึดประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่อ่อนไหว ถ้าเจรจาไม่ได้ก็ไม่ต้องเข้าร่วม เป็นต้น แต่ตรงนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่ชัดเจนก็คือว่าถ้าเราไม่ปฏิบัติจริง ๆ ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เราไปทำนั้น จบลงก็คือเกษตรกรถูกจำกัดสิทธิที่เกิดจากข้อตกลงเหล่านั้น และในทางกลับกัน เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากการนำผลผลิตเหล่านั้นมาใช้ก็ทำไม่ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน ที่ซีพีทีพีพี (CPTPP) ได้กำหนดไว้ จบลงก็คือทั้งขึ้นทั้งล่องสำหรับคนยากคนจนมีแต่เสีย กับเสียเท่านั้น แล้วก็จะมีเพียงบางรายขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ ผมอยากจะขอให้สภาแห่งนี้ได้พึงสังวรไว้ว่าข้อตกลงต่าง ๆ นโยบายต่าง ๆ ที่กำหนดโดยรัฐ เราจะต้องคิดถึงคนยากคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขอชี้ประเด็นเพื่ออธิบายความหมายที่ผมพูดใน ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมของไทย ในรายงานนี้บอกชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่มีความพร้อมในขณะนี้ที่จะเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลยครับ ในรายงานนี้ได้รายงานผลกระทบทางด้านการเกษตรและพันธุ์พืช ตรงนี้ก็ขาดแล้วครับท่านประธาน คือขาดความหลากหลายทางชีวภาพครับ ผลกระทบ ทั้งการเกษตร พันธุ์พืชและความหลากหลายทางชีวภาพครับท่านประธาน ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ากรรมาธิการได้บอกชัดเจนว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) กับยูพอฟ (UPOV) ต้องไปคู่กัน แล้วเราก็รู้อยู่ว่ายูพอฟ (UPOV) ประเทศไทยของเรายังไม่พร้อม ในรายงานนี้บอกชัดเจน ครับว่าจะต้องทำให้งบประมาณทางด้านการวิจัยและการพัฒนาพันธุ์พืชและขยายพันธุ์ เผยแพร่ให้กับเกษตรกร แล้วก็ใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางความหลากหลาย ทางชีวภาพ อันนี้เป็นรายงานที่ดีนะครับประโยคนี้ แต่คำถามคือจะปฏิบัติอย่างไรครับ ท่านประธาน ถ้าเราปฏิบัติไม่ได้ไม่มีประโยชน์เลยครับ นั่นหมายความว่าความไม่พร้อม คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดครับท่านประธาน เพราะความไม่พร้อมนั้นมันเกิดจากความไม่รู้ ของตัวเราเองครับที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง และความไม่รู้ของเรานี่เองครับมันเป็นสาเหตุ สำคัญของความยากจนของพี่น้องประชาชนของเราครับ ความหมายที่ชัดเจนก็คือว่า พอพูดถึงพันธุ์พืชท่านก็คิดถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมถามคำถามว่าพันธุ์พืชพื้นเมือง ทั้งหมดในประเทศไทยวันนี้เรารู้จักครบแล้วหรือยังครับ เราขึ้นทะเบียนครบหมดเรียบร้อย แล้วหรือยังครับ ยังไม่ต้องพูดถึงการปรับปรุงพันธุ์นะครับ แล้วการใช้ประโยชน์ยังไม่ต้องพูด สมบัติของเราที่มีในแผ่นดินนี้มีอะไรบ้างเรารู้แล้วหรือยังครับ
ประการที่ ๒ ครับที่ขาดไปคือเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ ผมยกตัวอย่าง เรื่องเห็ด เรื่องจุลินทรีย์ เรื่องสมุนไพร แม้กระทั่งสัตว์ครับ เราทราบไหมครับ ว่ามันมีแมลง ไม่ใช่แค่มีจิ้งหรีดเท่านั้นนะครับ มีแมลงอีกเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคอีสานนะครับ อยู่ในป่า อยู่ในอุทยาน ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับท่านประธาน แต่ในรายงานนี้ข้ามกระทรวงนี้ไปเลย ตรงนี้เป็นความไม่รู้ของเราหรือเปล่าครับท่านประธาน ผมอยากจะเรียนย้ำกับท่านประธานว่า ความหลากหลายทางชีวภาพคือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดของประเทศไทย ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามี ขุมทรัพย์อะไรอยู่กับตัวเราเองบ้างผมว่าอันนั้นคือความยากจนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี่เองครับท่านประธาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะต้องเตรียมความพร้อมครับ
ความพร้อมอันแรกข้อเสนอแนะครับ คือจะต้องสำรวจความหลากหลาย ทางชีวภาพทั้งหมด ผมตั้งประเด็นเลยนะครับท่านประธาน เพื่อให้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ๓ ปีจากนี้ไปขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำรวจความหลากหลาย ทางชีวภาพในป่า ในอุทยานของเราให้หมดได้ไหมครับ เรารู้ให้หมดได้ไหมครับเรามีเห็ด อะไรบ้างครับ เรามีสมุนไพรอะไรบ้างครับ เรามีจุลินทรีย์อะไรบ้างครับ แล้วขึ้นทะเบียน ให้หมดแสดงความเป็นเจ้าของว่าอันนี้คือทรัพย์สินของคนไทย รวมทั้งคนยากนจนของเรา ด้วยที่จะมีส่วนเป็นเจ้าของ ขอให้ทำสิ่งนี้ได้ไหมครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องของการวิจัยครับ ความหลากหลายทางชีวภาพนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมนะครับท่านประธาน ในป่าของเรามีวัวแดง มีวัวกระทิง ซึ่งไม่ต้องมีใครมาดูแลเลย ไม่ต้องกินอาหารสัตว์ของบริษัทไหนด้วยมันโตเร็วมาก ไม่ป่วยด้วยครับ น้ำหนักกว่า ๑ ตันนะครับท่านประธาน แสดงว่าวัวกระทิงและวัวแดง ของเรานี่มันแข็งแรงมากและตัวใหญ่มาก ถ้าเราเอาวัวตัวนี้มาผสมกับวัวพื้นบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็นในภาคใต้หรือว่าในภาคอีสานก็ตามเราจะได้วัวพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรงมาก ไม่ต้อง รักษาเลย ไม่ต้องกินอาหารสัตว์ของบริษัทด้วยแล้วโตอย่างรวดเร็วครับ นี่คือความหมาย ของคำว่า ความหลากหลายทางชีวภาพ ของเราครับ ตรงนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมจะต้องทำวิจัย และตอบโจทย์อันนี้ และทำให้คนเลี้ยงวัวในอีสานไม่ต้อง เลี้ยงวัวที่เรียกว่าวัวพลาสติกผอมกะหร่องแล้วก็ยากจนอยู่อย่างนี้ครับ เอาวัวพันธุ์ผสม ของวัวแดง วัวกระทิงมาใช้ได้นะครับเพราะอยู่ในภาคอีสานของเราอยู่แล้ว และยิ่งไปกว่านั้น จุลินทรีย์ครับมันมีพรีไบโอติก (Prebiotic) อีกมากมายเป็นสารจุลินทรีย์ขนาดเล็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งและมีค่าอย่างยิ่งต่อระบบของร่างกายของมนุษย์ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างยิ่งของประเทศของเรานะครับ ท่านประธานครับ ขอเวลาอีก ๑ นาทีครับ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองผมอยากฝากท่านกรรมาธิการต่อไปถึงยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปประเทศบรรจุเรื่องนี้ใส่ลงไปสิครับ ยุทธศาสตร์ชาติคือเราจะต้องรู้ ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศและนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ นี่คือทางรอด ของประเทศไทยครับท่านประธาน สิ่งนี้เราจะต้องเข้าใจนะครับว่าซีพีทีพีพี (CPTPP) เราจะต้องไปเจรจา คนที่จะไปเจรจาส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์หรือกระทรวง การต่างประเทศครับท่านประธาน ตรงนี้ต้องขอเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผู้ไปเจรจานั้นเขาไม่รู้ครับ ผู้ไปเจรจาไม่รู้หรอกครับว่าคนอีสานยากจนอย่างไร เกษตรกร ของไทยมีสภาพชีวิตอย่างไร เขาไม่รู้หรอกครับ เขาไปแลกการค้าที่อยู่ในรายการของบริษัท ใหญ่ ๆ ครับท่านประธาน แต่บริษัทเล็ก ๆ คนตัวเล็กตัวน้อยถูกลืมออกไปจากสมการ ของการเจรจาทั้งหมด ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความคิดของผู้ที่จะไปเจรจาครับ ผู้ที่จะไปเจรจาจะต้องคิดถึงคนยากคนจนครับว่าจะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของคนยากคนจน โดยรักษาทรัพย์สินของแผ่นดินนี้ไว้ เพื่อให้คนไทยทุกคนไม่ใช่คนไทยเพียงบางคนเท่านั้น นั่นหมายความว่าความเป็นธรรมจะต้องเกิดขึ้น คนไทยของเราเจอปัญหาความเหลื่อมล้ำ จากเศรษฐกิจและสังคมมาเยอะมากแล้วครับท่านประธาน ขออย่าให้เราได้รับความเหลื่อมล้ำ จากการเจรจาระหว่างประเทศอีกเลย สิ่งนี้มันไม่เหมาะแล้วครับท่านประธาน วันนี้เราต้อง ตื่นแล้วครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะขออนุญาตฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า ถ้าจะกรุณานำข้อสังเกตเหล่านี้เขียนลงไปในรายงาน เพื่อบันทึกไว้ให้เป็นหลักฐานว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศขอให้คิดถึงคนยากคนจนด้วย ถ้าท่านไม่รู้ไม่เป็นไรครับ มาถามพวกเราในสภา ส.ส. ในนี้รู้จักคนยากคนจนเกือบทั้งหมดนะครับท่านประธาน และทำให้การเจรจานี้เป็นการเจรจาที่ให้ความเป็นธรรมกับคนไทยทุกคน ไม่ใช่ให้ประโยชน์ กับคนไทยบางคนเท่านั้นครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน