ณัฐวุฒิ บัวประทุม อภิปรายปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในมิติที่กว้างขึ้น โดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์จากเวทีนานาชาติและข้อมูลระดับโลก ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ยอมรับการใช้ความรุนแรง ความขัดแย้งระหว่างทัศนคติและพฤติกรรมจริง รวมถึงช่องว่างในระบบบริการและการตอบสนองของรัฐที่ล่าช้าและบกพร่อง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ เร่งแก้ไขกลไกที่บกพร่อง ผลักดันการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่ และเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัวที่ยังค้างอยู่เพื่อคุ้มครองผู้ประสบความรุนแรงอย่างเป็นระบบ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทองครับ ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาสัก ๑๐ นาทีนะครับท่านประธาน ดังที่ ผมได้กรุณาขอท่านประธานไปครับ เพราะผมมองว่าประเด็นเรื่องของความรุนแรง ในครอบครัวเป็นมิติที่ใหญ่กว่า แค่ปรากฏอยู่ในรายงานข้อมูลสถานการณ์ด้านความรุนแรง ในครอบครัว ซึ่งเราเองก็เจอกันปีละครั้ง ผมไม่แน่ใจว่าท่านสมาชิกมีรายงานฉบับนี้ ในทุก ๆ คนอยู่ครบทุกเล่มหรือไม่นะครับ แต่ที่บ้านผมก็เก็บของท่านไว้ทั้ง ๑๑ เล่ม ถึงแม้ ผมจะมาเป็น ส.ส. เป็นครั้งที่ ๒ ที่ได้มีโอกาสอภิปรายในรายงานนี้ก็แล้วแต่ แต่ผมอยาก เท้าความไปสักนิดหนึ่งครับและถือโอกาสบอกกับพี่น้องประชาชนว่า สัก ๕ ประเด็นที่ผมจะ พูดดังต่อไปนี้นั้นน่าจะเป็นโอกาสที่ดีทั้งสะท้อนในแง่ของกรมกิจการสตรีและสถาบัน ครอบครัว และบอกต่อไปยังพี่น้องประชาชนที่รับฟังการอภิปรายครั้งนี้อยู่ว่าประเด็นเรื่อง ของความรุนแรงในครอบครัวนั้นมันมีนัยแบบใด ประการใดครับ
ประการที่ ๑ ครับท่านประธาน ผมอยากจะย้อนไปถึงการประชุมเมื่อ กรุงปักกิ่ง ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณปี ๒๕๔๒ สมัยที่ท่านประธานชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านส่งคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปประชุม เพราะเขา มองประเด็นเรื่องของความรุนแรงต่อผู้หญิงทั่วโลกเป็นอย่างไร และเขามีข้อสรุปออกมา ทั้งหมดอยู่ ๓ ด้านด้วยกันครับ
ในด้านที่ ๑ ก็คือมองว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งนั้นถูกหรือถูกได้รับเป็นผู้ถูกกระทำ หรือประสบปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ในบ้าน ซึ่งศัพท์ประเทศไทยฟังมันดูย้อนแย้งนะครับ เขาเรียกว่าในที่รโหฐาน
ในส่วนที่ ๒ ที่ผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงนั้นเกิดขึ้นในที่สาธารณะครับ หลายประเทศก็มีปรากฏการณ์แบบนั้น สังคมไทยเราก็เห็นอยู่
แต่ในส่วนที่ ๓ ของความรุนแรงนั้นเขาเรียกเป็นความรุนแรงที่รัฐละเลย หรือปล่อยให้เกิดความรุนแรง ทั้งเป็นผู้กระทำเสียเองและทั้งที่รู้ว่ามีการกระทำเกิดขึ้น และไม่จัดการเรื่องของความรุนแรงดังกล่าว ผ่านมา ๒๐ กว่าปีครับผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้ มันน่าจะดีขึ้น แต่ข้อเท็จจริงแล้วมันก็ยังมีประเด็นเหล่านี้อยู่ครับ และตลอดการชุมนุมของ พี่น้องนักศึกษา ประชาชน ๑ ปีที่ผ่านมาเราพบว่ามีการไปเรียกร้องขอความยุติธรรม จากการถูกละเมิดทางเพศ จากการถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัวในการชุมนุมเยอะแยะ ไปหมด ในสื่อสาธารณะเยอะแยะไปหมดครับ มันสะท้อนให้เห็นว่ากลไกปกติน่าจะมีปัญหา บางประการในการตอบสนองต่อปัญหาเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นคนไม่ประจานตัวเองในที่ชุมนุม ปิดหน้ากากบอกว่าฉันเป็นคนถูกละเมิดทางเพศ คนไม่บอกในโลกโซเชียล (Social) ซึ่งทุกคน ก็อาจจะเข้าถึงตัวเขาได้ว่าเป็นใคร ว่าเขาถูกใช้ความรุนแรงในบ้าน ถูกใช้ความรุนแรงทาง เพศจากคนที่ใกล้ชิดต่อเขาต่าง ๆ เป็นต้น นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมอยากจะสื่อสารว่ามิติ ความรุนแรงควรเป็นมิติที่ ด้วยความเคารพนะครับ ไม่ใช่แค่ระดับรองอธิบดีกรมกิจการสตรี และสถาบันครอบครัวมาตอบ แต่ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ
ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน ผมมองว่าสังคมไทยเองยังมีความเชื่อที่ ไม่ถูกต้องในประเด็นเรื่องของความรุนแรงอยู่เยอะพอสมควรครับ ในปี ๒๕๔๔ ข้อมูลของ องค์การอนามัยโลกบอกเราเป็น ๑ ใน ๑๐ ประเทศที่มีความรุนแรงในครอบครัวสูงที่สุด ในโลก ไม่กี่ปีถัดมามีการสำรวจวิจัยครับ เป็นงานระดับโลกใน ๔๐ กว่าประเทศ เขาไปถาม ว่าผู้หญิงประเทศใดที่ยอมรับได้ถ้าเกิดจะมีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวบ้าง ตัวเลข น่าตกใจนะครับ ท่านทราบไหมครับว่าผู้หญิงไทยยอมรับได้ถ้าคู่ของตนเองจะใช้ความรุนแรง กับตนเองบ้าง สูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก ผมถามเพื่อนสมาชิกซึ่งนั่งกันแน่นในที่ประชุมแห่งนี้ ในวันนี้ และถามท่านเจ้าหน้าที่ ถามท่านผู้ชี้แจงว่า ท่านยอมรับได้ไหม ผมมั่นใจว่าทุกเสียง ตอบว่าท่านไม่อาจยอมรับได้ แต่พูดคุยกับผู้หญิงรายคนสอบถามกันตรงไปตรงมาว่ายอมรับ ได้บ้างไหม ผู้หญิงไทยยอมรับได้สูงเป็นอันดับ ๒ ของโลกนะครับ เพราะทุกวันนี้ก็ยังมีสื่อที่ ตอกย้ำความรุนแรง ละครที่กำลังดัง ณ ขณะนี้ท่านทราบไหมครับ ผมก็ไม่ค่อยได้ดูนะครับ แต่เขาโพสต์ (Post) ส่งต่อกันมา ก็ไม่อยากเอ่ยชื่อว่าเมียคนนั้นจำเป็นหรือไม่จำเป็น ไม่ใช่ สามีหรอกครับ แฟนกันนี่ครับที่ไปละเมิดนางเอก ข่มขืนเขาแล้วบอกว่าข่มขืนแล้วคุณต้อง กลับมารักผม นี่ปี ๒๐๒๑ นะครับ มันยังมีละครแบบนี้อยู่หรือครับ นั่นคือการสะท้อนให้เห็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องซึ่งยังมีอยู่มากมายในประเทศไทยบนพื้นฐาน สังคมชายเป็นใหญ่ และบนพื้นฐานที่ผู้หญิงยังตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่ามีการพึ่งพิง จะโดยกายภาพ จะโดยอารมณ์จิตใจ จะโดยทางเศรษฐานะกับผู้ชายหรือคนที่เป็น คู่ของตนเอง นี่ไม่พูดถึงมิติอื่นว่าความรุนแรงในครอบครัวนั้นไม่ใช่แค่ผู้หญิงที่เป็นเหยื่อ ยังมีผู้ชาย ยังมีผู้สูงอายุ ยังมีคู่รักเพศเดียวกัน หรือคู่รักต่างเพศ ยังมีเด็กที่อยู่ในบ้านอีก มากมาย นั่นเป็นประการที่ ๒ ครับ
ในประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ในรายงานฉบับนี้แบ่งเนื้อหาหัวข้อ ออกเป็น ๓ หัวข้อใหญ่ด้วยกัน ผมไม่อยากไปนั่งนับหน้านะครับ ปีที่แล้วมา ๕๖ หน้า ปีนี้ท่านก็ใกล้เคียงกัน ปีที่แล้ว ๕๘ หน้า ปีนี้ ๕๖ หน้า เกือบจะเอาตัวอักษรมาเทียบกันว่า เหมือนหรือไม่เหมือนกันอย่างไร แต่ ๓ ด้านของท่านก็คือ ๑. เป็นข้อมูลสถานการณ์ ซึ่งกินพื้นที่ส่วนใหญ่ครับ ๒. คือข้อมูลความรุนแรงในครอบครัวตามมาตรา ๑๗ แล้วก็ มีรายละเอียดกระบวนการในแง่ของการดำเนินการต่าง ๆ เเละ ๓. คือประเด็น เรื่องบทวิเคราะห์ ก็แน่นอนด้วยความเคารพนะครับ เมื่อสักครู่คุยกับท่านผู้ชี้แจงก่อนหน้านี้ ว่าวันนี้เองฐานข้อมูลหลักท่านก็ยังไม่ค่อยตรงกัน ส่วนเพิ่งได้โอเอสซีซี (OSCC) มีรายงาน สถานการณ์ความรุนแรงเป็นหลักหมื่นทุกปี แต่ตัวเลขมันไปหายที่สถานีตำรวจ ตัวเลข มันไปหายที่ระบบการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ซึ่งก็ไม่โทษท่าน เมื่อวานมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์คุยกับผมบอกว่าเขาแบกรับไม่ไหวอีกแล้วนะ เวลาที่ตำรวจไปจับคนที่ใช้ยาเสพติด แล้วมีเรื่องของการทำร้ายกันในบ้าน แต่แทนที่ตำรวจจะใช้ประเด็นการจัดการในคดี ยาเสพติดกลับส่งให้เจ้าหน้าที่ความรุนแรงในครอบครัว ในสำนักงานพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์แต่ละจังหวัดทำ ด้วยความเคารพนะครับ ผมเป็นอดีตพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ผมก็ไม่มีศักยภาพจะไปจัดการกับคนที่มีปัญหายาเสพติดและใช้ความรุนแรงในครอบครัว ต่อพวกนั้นหรอกครับ นอกเหนือจากนั้นในข้อมูลฉบับนี้ยังมีเรื่องของประเด็นเรื่องการจัดการ ต่าง ๆ ที่พยายามจะบอกว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้น ดำเนินการอย่างไรไปแล้วบ้าง ซึ่งบางตัวเลขมันไม่สามารถบวกกันได้ เช่น ในหน้าที่ ๔๙ ที่พูดถึงการใช้แบบ คร. ๖ แต่ละเคส (Case) มันอาจจะไม่สามารถจัดบริการได้แค่แบบเดียว บริการมีหลายแบบนะครับ ท่านจัดให้ผู้ถูกกระทำความรุนแรงพบกับแพทย์ ท่านจัดพบ นักสังคมสงเคราะห์ ท่านจัดให้มีการร้องทุกข์มันบวกไม่ได้ เพราะเคส (Case) เหล่านั้น บางเคส (Case) เป็นเคส (Case) เดียวครับ เป็นกรณีเดียวแต่เราต้องจัดบริการ ในหลากหลายรูปแบบให้กับเคส (Case) ผมจะไม่พูดลงรายละเอียดนะครับว่าวันนี้เองระบบ ที่ส่งต่อเชื่อมโยงจากท่านแองเกอร์เมเนจเมนต์ (Anger management) การจัดการ อารมณ์โกรธ ปัญหาเรื่องของการเศรษฐานะที่อยู่ในบ้าน ปัญหาเรื่องของการใช้ ความรุนแรงต่อเด็กนั้นเราก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่มีศักยภาพในการให้คำปรึกษาหรือการจัดการ ที่เพียงพอ นั่นเป็นประเด็นที่ ๓ ครับ
ประเด็นที่ ๔ ท่านประธานครับ ก็คือประเด็นที่ผมเป็นห่วงอย่างยิ่งครับว่า ณ วันนี้ระบบการรับแจ้งเหตุของท่านอาจจะต้องมีระบบที่ตอบสนองทางออนไลน์ (Online) มากยิ่งขึ้น ผมถามท่านอย่างตรงไปตรงมาว่าวันนี้ท่านมีเจ้าหน้าที่ที่มอนิเตอร์ (Monitor) ในโลกโซเชียล (Social) เช่น ทวิตเตอร์ (Twitter) ในเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือไม่ว่า มีคนแจ้งอะเลิร์ต (Alert) เหตุเรื่องของความรุนแรงขึ้นมาแล้วนะ แล้วเร็วที่สุดที่ท่านไป จัดการนั้นคือเมื่อไร ปีที่แล้วผมก็ยกนะครับ แต่อยากจะยกตัวอย่างว่าปีนี้ก็ยังมีอยู่ในพื้นที่ จังหวัดหนึ่งในภาคกลาง ซึ่งน้องผู้หญิงที่ถูกพ่อใช้ความรุนแรงนั้นโพสต์ (Post) ในโซเชียล (Social) มีคนรีทวิต (Retweet) เขาประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน คนที่ให้คำปรึกษาไม่ได้อยู่ ในประเทศไทยนะครับ เป็นนักศึกษาที่ทำประเด็นเรื่องความรุนแรงในครอบครัวอยู่ที่ประเทศ อังกฤษ แล้วมันย้อนกลับมาที่ระบบภายในว่ามันไม่สามารถตอบสนองได้ทัน นั่นคือข้อที่ผม เป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เป็นประเด็นที่ ๔ ครับ
ท่านประธานครับ ผมมีเวลาไม่มากพอ แต่ยังจำเป็นต้องถามครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยท่านรัฐมนตรีจุติ ไกรฤกษ์ มาขอสภาแห่งนี้ในการออกพระราชกำหนดขอเลื่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริม การพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ ตั้งแต่เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๖๒ ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่กี่วัน ผมไม่อยากมาตีความกฎหมายนะครับว่า การลงราชกิจจานุเบกษานั้นหลังจากที่ท่านมาขอพระราชกำหนดหลังกฎหมายมีผล บังคับใช้แล้ว ท่านบอกว่าได้มีการถามไปยังหน่วยงานทั้งสิ้นประมาณ ๓๐๐ กว่าหน่วยงานว่า ท่านจะต้องรื้อปรับแก้กฎหมายที่ท่านผ่านไปแล้วนะครับ ผ่านไปแล้ว กำลังจะบังคับใช้แล้วนี่ กลัวว่าทำไม่ได้จะต้องแก้แบบไหน ประการใด ผมมาทวงคำตอบจากท่านครับว่า ณ ขณะนี้วันนี้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนา และคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น ท่านแก้ไปถึงไหนแล้ว อยู่ในขั้นตอนใด แล้วท่านจะนำกลับมาให้สภาแห่งนี้พิจารณาเพื่อนำไปสู่การคุ้มครองผู้ที่ถูกกระทำ ความรุนแรงในครอบครัวเมื่อไรครับ ขอบพระคุณรายงานของท่านนะครับ และขออนุญาต ที่จะจบบนปกหลังของรายงานของท่านนิดเดียวครับว่าประเด็นเรื่องของความรุนแรง ในครอบครัววันนี้ที่จะเกิดกับใครก็แล้วแต่ เราเองต้องเป็นคนหนึ่งครับที่ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่เป็นผู้กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัวเสียเองครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ