จักรพันธ์ พรนิมิตร หารือเกี่ยวกับร่างแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยชื่นชมความชัดเจนของแผนฉบับใหม่และเสนอให้เน้นการรายงานผลความก้าวหน้าในประเด็นสำคัญ พร้อมให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางการศึกษา โดยยกย่องการเพิ่มงบประมาณให้กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และเรียกร้องให้ผลักดันการปฏิรูปเพื่อเด็กด้อยโอกาสอย่างต่อเนื่อง รวมถึงห่วงใยผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้นักศึกษาในระบบการศึกษาทวิภาคีถูกปลดออกจำนวนมาก จึงเรียกร้องให้มีมาตรการเยียวยาและระบบรองรับเพื่อไม่ให้ผู้เรียนหลุดจากระบบ พร้อมเสนอให้ปรับข้อกำหนดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูในอาชีวศึกษาให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะครูที่มีประสบการณ์จากสถานประกอบการ เพื่อส่งเสริมคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในระบบอาชีวศึกษา
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ในส่วนของ (ร่าง) แผน การปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) นี้ที่ทางท่านผู้ชี้แจงได้นำเสนอเราในวันนี้ ก่อนอื่นผมเอง ก็คงจะเหมือนกับวาระเมื่อสักครู่ที่ผ่านมานะครับ คงจะอภิปรายแค่ประเด็นเดียว คือการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้ความสนใจอยู่นะครับ ในส่วนของแผน ปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณทางสภาพัฒน์ แล้วก็ทางคณะกรรมการ ปฏิรูปประเทศทางด้านการศึกษา แล้วก็ด้านอื่น ๆ ด้วยนะครับ ความจริงก็คือว่าในแผน ใน (ร่าง) ฉบับใหม่เราก็จะเห็นความชัดเจนในเรื่องของการปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หรือว่าที่ท่านใช้ภาษาอังกฤษว่าบิ๊กร็อก (Big Rock) นี่นะครับ ซึ่งในแผนนี้ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น แล้วผมก็เข้าใจว่าในการรายงานตาม มาตรา ๒๗๐ หลังจากนี้เป็นต้นไปในรอบหน้าเราก็คงจะเห็นรายงานที่ท่านสมาชิกหลายท่าน อยากจะเห็นนะครับ ก็คือเป็นรายงานที่เน้นเฉพาะเรื่องที่มีความสำคัญและแสดง ความก้าวหน้าในงานที่นำมานำเสนอ อันนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านผู้จัดทำไว้ด้วยนะครับ
ในส่วนของแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานะครับ เมื่อสักครู่ในวาระ มาตรา ๒๗๐ นี่ การรายงานตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ผมพูด เรื่องการศึกษาระดับปฐมวัยไปแล้วก็คงจะไม่ใช้เวลาซ้ำอีกนะครับ อย่างไรก็ตาม ก็จะมีประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่อยากจะเพิ่มเติม
เรื่องของการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษานะครับ รัฐบาล มีกลไกที่สำคัญในการดำเนินการดังกล่าวก็คือเรื่องของกองทุนเพื่อความเสมอภาค ทางการศึกษาหรือว่าตัวย่อก็คือ กสศ. ซึ่งเป็นที่น่าดีใจ ผมสามารถที่จะพูดแทนเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ว่าเป็นหนึ่งในหน่วยงานไม่กี่หน่วยที่ในการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมา กสศ. เป็นหนึ่งในไม่กี่หน่วยงานที่สภาแห่งนี้ มีมติที่จะแปรญัตติงบให้เพิ่มเติมนะครับ ตัวเลขน่าจะอยู่ที่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่เพิ่มเติมและการที่ทั้งสภาให้ความเห็นชอบที่จะแปรญัตติงบประมาณตัวนี้ ให้กับ กสศ. ก็แสดงให้เห็นถึงว่าเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็น พรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านต่างเห็นความสำคัญแล้วก็ให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้าง ความเสมอภาคทางการศึกษา โดยเน้นความสำคัญไปที่สำนักงาน กสศ. ซึ่งเราก็เห็นผลงาน ของท่านอยู่แล้วก็เป็นกำลังใจให้ ในการปฏิรูปประเทศในช่วงต่อจากนี้เป็นต้นไปก็คิดว่า เมื่อรัฐบาลนำเอามาเป็นบิ๊กร็อก (Big Rock) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษไปเลยนะครับ บิ๊กร็อก (Big Rock) นี่ กสศ. คงเป็นกลไกสำคัญต่อไป เราก็หวังว่าจะเห็นผลงาน แล้วก็งบประมาณที่เราได้อนุมัติไปก็คงจะเห็นรูปธรรมในการดำเนินงาน ในการเพิ่ม ความเสมอภาคทางการศึกษาให้กับผู้เรียนของเรา โดยเฉพาะผู้เรียนที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นเด็กชายขอบทั้งในแง่ของสถานะทางสังคมแล้วก็สถานะทางเศรษฐกิจนะครับ
เรื่องถัดไปนะครับ ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณอีกนะครับ เพราะว่า ในการปฏิรูปหนึ่งในบิ๊กร็อก (Big Rock) ของการศึกษาจะมีเรื่องของอาชีวศึกษา ซึ่งผมได้เคย อภิปรายไปว่าการศึกษาแบบอาชีวศึกษาในสมัยปัจจุบันในรูปแบบคงไม่ตอบโจทย์สังคม อีกต่อไปแล้ว แต่ว่าสิ่งที่จะช่วยให้การอาชีวศึกษาของเราพัฒนาขึ้นก็คือเรื่องของ การจัดการศึกษาแบบทวิภาคีหรือการศึกษาที่มีโรงเรียนกับโรงงาน หรือสถานศึกษากับสถาน ประกอบการจัดการศึกษาร่วมกัน ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาล โดยกระทรวงศึกษาธิการโดยท่านรัฐมนตรีณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ท่านก็ได้เน้นย้ำเรื่องของ การเพิ่มจำนวนนักศึกษาในระบบทวิภาคีของกระทรวง ผมไม่ทราบตัวเลขเพราะว่า ก็ยังไม่เห็นตัวเลขว่าขณะนี้สถิติเป็นอย่างไร แต่ที่เคยเห็นในปีที่ผ่านมาก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามผมก็เคยฝากในการรายงานตามมาตรา ๒๗๐ เมื่อครั้งที่แล้วไปนะครับ พอดีวันนี้ท่านกรรมการที่เกี่ยวกับนโยบายด้านปฏิรูปประเทศด้านการศึกษามานั่งฟังอยู่ด้วย ผมอยากจะฝากไปอีกสักนิดหนึ่งว่าผมเป็นห่วงว่าในสถานการณ์โควิด (COVID) ที่ผ่านมาตั้งแต่ ปีที่แล้วมาจนถึงปีนี้เท่าที่ประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ ไม่เห็นตัวเลขสถิติ แต่เท่าที่ ประสบการณ์ส่วนตัวที่พบเห็นในพื้นที่พบว่ามีการปลดนักศึกษาออกจากระบบทวิภาคี ค่อนข้างมาก เนื่องจากสถานประกอบการเขาก็ได้รับผลกระทบจากโควิด (COVID) เขาก็ต้องปิด เขาก็ต้องลดขนาดการบริการของเขาลง ดังนั้นนักศึกษาที่อยู่ในระบบทวิภาคีถูกให้ออก จากระบบทวิภาคีค่อนข้างมากนะครับเท่าที่ผมเห็นจากสายตาหรือจากประสบการณ์ส่วนตัว ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับทางด้านการศึกษา ก็ต้องฝากทางท่านคณะกรรมการปฏิรูป ด้านการศึกษาว่าในเมื่อเราจะให้ทวิภาคีเป็นบิ๊กร็อก (Big Rock) ที่สำคัญเราจะสามารถ แก้สถานการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร มันจะมีระบบเยียวยาอย่างไรให้กับนักศึกษาไหม ระบบ ที่จะช่วยเหลือไม่ให้เขาต้องหลุดออกจากทวิภาคีไป อย่างดีก็คือหลุดจากทวิภาคีไปอยู่ ในระบบการศึกษาธรรมดาในระบบ แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือหลุดออกไปเลย ไม่ได้เรียนเลย ก็มีเยอะ เพราะว่าคนที่มาเรียนในระบบทวิภาคีก็ต้องยอมรับก็คือนักศึกษาที่ยากจนหรือว่า มีความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจพอเขาไม่ได้ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ไม่ได้รับค่าจ้าง เขาก็ตัดสินใจที่จะเลิกเรียนไปเลยซึ่งเป็นการเสียโอกาสมาก ทั้งโอกาสของตัวเขาเอง โอกาส ครอบครัว แล้วก็โอกาสของประเทศเราด้วย ผมคิดว่าอันนี้เป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลน่าจะ รับไปพิจารณาเร่งด่วน เพราะว่าเราน่าจะมีระบบอะไรที่ช่วยรองรับนักศึกษาในระบบทวิภาคี ในช่วงโควิด-๑๙ (COVID-19) นี้ ซึ่งมันจะไปจบเมื่อไรเราก็ยังไม่ทราบนะครับ
สุดท้ายนะครับ เกี่ยวกับอาชีวะเหมือนกันแล้วก็เกี่ยวกับกิจกรรมปฏิรูป ในเรื่องของการพัฒนาครู ก็คงอยากจะขอฝากว่าในส่วนของอาชีวศึกษาโดยเฉพาะ ในระบบทวิภาคีหรืออาชีวศึกษาในระบบทั่ว ๆ ไปนี่เรายังติดในเรื่องของใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพครูค่อนข้างเยอะ รวมทั้งผู้บริหารด้วย มันไม่มีความจำเป็นในระบบอาชีวศึกษาที่ครู จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแบบที่เป็นทางด้านวิชาการ ผมอาจจะขออนุญาต ให้ท่านลองไปช่วยดูระบบที่ยืดหยุ่นสำหรับอาชีวะโดยเฉพาะนะครับ โดยเฉพาะครู ที่เขาอยู่ในสถานประกอบการในระบบทวิภาคี ก็คือคนที่เป็นคนทำงานอยู่ ในสถานประกอบการ แต่เขาต้องมารับหน้าที่สอนหนังสือให้กับเด็กนักเรียนด้วย อย่างนี้ ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องไปขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ท่านจะมีระบบอะไรที่ส่งเสริม หรือว่ายืดหยุ่นให้กับคนกลุ่มนี้ที่มีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพ แต่ว่าไปฝึกทักษะ ในการสอนนิดหน่อย เพิ่มเติมนิดหน่อย ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนครูทางด้านสายวิชาการ อย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะช่วยให้ระบบนี้มันมีการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนะครับ ก็คงขอรบกวนเวลาทางสภาเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ