จักรพันธ์ ชี้แผนปฏิรูปการศึกษาต้องบูรณาการทุกภาคส่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

จักรพันธ์ พรนิมิตร ชื่นชมการปรับรูปแบบการรายงานแผนปฏิรูปประเทศที่ทำให้ติดตามความคืบหน้าได้ดีขึ้น และรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนภายใต้ พ.ร.บ. การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้านและแก้ไขปัญหาสะสมในระบบการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายจักรพันธ์ พรนิมิตร กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ จักรพันธ์ พรนิมิตร จากกรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐครับ ท่านประธานครับ ในส่วนของวาระการรายงานความคืบหน้า ในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ๒๕๖๓ ซึ่งที่ประชุมแห่งนี้ก็มีโอกาสได้พิจารณาทุก ๆ ๓ เดือน ก่อนอื่นในส่วนของการรายงาน ในรอบนี้ต้องกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีอนุชา นาคาศัย นะครับ ขออภัยเอ่ยนามท่าน ที่ท่านได้กรุณาตามที่ได้แจ้งพวกเราตั้งแต่คราวที่แล้วว่าจะมี การปรับเปลี่ยนรูปแบบในการรายงาน ตามที่ส่วนหนึ่งผมเข้าใจว่าก็เป็นผลจากการที่พวกเรา ที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้ท้วงติงหรือว่าให้คำแนะนำทางสภาพัฒน์หรือทางฝ่ายเลขาที่จัดทำ เรื่องนี้ทุกครั้งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบในการรายงานหรือว่าประเด็นที่ควรจะ รายงานอย่างนี้เป็นต้น ทางหน่วยงาน นำโดยท่านรัฐมนตรีก็ได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ว่าจะมี การปรับเปลี่ยนรูปแบบในการรายงาน ซึ่งจะทำให้พวกเราได้ติดตามแผนงานการปฏิรูป ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเดี๋ยววาระถัดจากวาระนี้ก็จะมี เรื่องของแผนใหม่ที่ปรับ โดยในเล่มที่เรากำลัง พิจารณาอยู่นี้ตามวาระในครั้งนี้ก็จะมีส่วนที่ ๑ ที่เพิ่มเข้ามาก็จะเป็นเรื่องของการปรับปรุงแผนการปฏิรูปประเทศแล้วก็ได้อธิบายถึงขั้นตอน รวมทั้งรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในการรายงานครั้งต่อไปซึ่งคงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็กราบขอบพระคุณทางหน่วยงาน คือทางสภาพัฒน์แล้วก็ทางท่านรัฐมนตรีที่ได้นำ ข้อเสนอแนะของที่ประชุมสภาแห่งนี้ไปปรับการดำเนินการเพื่อให้มีความสอดคล้อง แล้วก็ติดตามกันได้อย่างมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพต่อการดำเนินการปฏิรูปประเทศ นะครับ

ท่านประธานครับ ในส่วนของผมเองในการรายงานความคืบหน้าตาม แผนการปฏิรูปประเทศเกือบทุกครั้งก็จะเน้นไปที่ด้านที่ ๑๒ ก็คือด้านของการปฏิรูป การศึกษานะครับ ซึ่งผมให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในครั้งนี้ก็เช่นกันนะครับ โดยตามที่ครั้งนี้ เราจะเห็นในเอกสารแผนการปฏิรูปด้านการศึกษาก็จะอยู่ในส่วนท้ายสุดนะครับ ผมขอ อนุญาตเริ่มที่เรื่องของการปฏิรูปการพัฒนาเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียนนะครับ ซึ่งก็ได้ ติดตามอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนะครับ ผมก็เน้นย้ำกับที่ประชุมแห่งนี้หลาย ๆ ครั้งว่า การการพัฒนาเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับทุกประเทศ ในโลกนี้ โดยเฉพาะในปัจจุบันเราก็ถือว่า บางครั้งการพัฒนาถ้าหากว่าปล่อยให้เลยวัยเด็ก เล็กหรือวัยก่อนวัยเรียนก็ถือว่าสายเกินไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลายประเทศก็หันมาให้ ความสนใจกับเด็กปฐมวัย ซึ่งประเทศไทยเองก็อยู่ในกลุ่มประเทศที่ผมคิดว่ามีพัฒนาการ ในแง่ของกฎหมาย แล้วก็ระบบที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนไม่ได้ด้อย ไปกว่าใคร เพราะว่าเรามีพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี ๒๕๖๒ เริ่มปฏิบัติใช้แล้ว แล้วผมก็ได้ทวงถามในที่ประชุมแห่งนี้เมื่อมีการนำมารายงาน ครั้งนี้ก็เห็น ความคืบหน้าในส่วนของเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียนเราจะเห็นว่ามีการรายงาน ในการสำเร็จมากกว่าร้อยละ ๗๕ ของแผนนะครับ ซึ่งเมื่อไปดูในรายละเอียดจะพบว่า สิ่งหนึ่งที่ผมได้เคยอภิปรายไว้ก็คือว่าในการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนตาม พ.ร.บ. ที่เอ่ยถึง จะมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวง หลายท่านอาจจะเข้าใจว่าเรื่องของ การพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเป็นภาระของกระทรวงศึกษาธิการ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ จริง ๆ แล้วส่วนหนึ่งอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ แต่ว่าอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็อยู่ใน หลายกระทรวง ยกตัวอย่างเช่นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นต้น หรือแม้แต่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วประเทศ ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง เกือบทุกที่ก็จะมีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เพราะฉะนั้นจะเกี่ยวข้อง กับหลายหน่วยงาน ดังนั้นการที่รัฐบาลตั้งแต่ชุดที่แล้วนะครับ ภายใต้การนำของ ท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา จนยาวเรื่อยมาถึงปัจจุบันก็ได้ตราพระราชบัญญัติพัฒนา เด็กปฐมวัยขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ ก็จะเป็นการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ให้อยู่ภายใต้กฎหมาย เดียวกัน ซึ่งในการรายงานของสภาพัฒน์ในครั้งนี้เราก็จะเห็นว่าสำเร็จมากกว่าร้อยละ ๗๕ ของแผน ถ้าเราลองไล่ดูก็จะมีการเตรียมการของสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงาน ศึกษาธิการจังหวัดนะครับ มีการทำความเข้าใจให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ซึ่งเมื่อเรา ดูหน่วยงานรับผิดชอบก็จะเห็นว่ามีครบถ้วนตั้งแต่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แล้วก็กระทรวงมหาดไทยอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว ซึ่งอันนี้ก็ถือว่าเป็นมิติที่ดีที่ได้เห็นความคืบหน้าว่าเมื่อมีการเริ่มต้นที่จะมีการบูรณาการ หน่วยงานที่รับผิดชอบเด็กก่อนวัยเรียน อย่างที่เห็นได้ชัดจากการรายงานในครั้งนี้ก็เชื่อว่า การพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของเราน่าจะกำลังเข้ารูปเข้ารอยนะครับ ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า เราพอใจกับสภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน แต่ผมก็เชื่อว่าเนื่องจาก มันยังมีปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นปัญหาที่สะสมมานานนะครับ ไม่ใช่ความผิดของใคร คนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เนื่องจากครั้งนี้เรามีกฎหมายฉบับดังกล่าว แล้วก็มีการเริ่ม ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมนะครับ รวมทั้งในส่วนของเอกชนด้วยในรายงานฉบับนี้ ก็จะแจ้งไว้ด้วยว่ามีส่วนของที่รับผิดชอบในส่วนของสำนักงานของการศึกษาเอกชนนะครับ ซึ่งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่รับผิดชอบเรื่องของพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน เพราะว่าจะมีโรงเรียน หรือว่าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนที่สังกัดเอกชนอีกพอสมควร ทุกหน่วยงานที่ผมได้กล่าว กราบเรียนเมื่อสักครู่ก็กำลังได้รับการกระตุ้น หรือว่าการทำความเข้าใจให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. เด็กปฐมวัยดังกล่าวนะครับ เนื่องจากว่าใน พ.ร.บ. ดังกล่าวหัวใจสำคัญก็คือว่า การพัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจะต้องคำนึงถึงการพัฒนาที่ครอบคลุมทั้งเรื่องของวิชาการ ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ไม่ได้เน้นไปทางด้านวิชาการหรือด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่เราเคยเห็นจากในสื่อมวลชนก็ดี จากในสื่อต่าง ๆ ในประเทศของเราก็ดี เรื่องของการพัฒนาเด็กที่ไม่สมดุลทำให้เกิดปัญหากับเด็ก ปัญหาระหว่างครูกับเด็กเล็ก ซึ่งก็เป็นภาพที่สะเทือนใจแล้วก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก แต่ผมคิดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ น่าจะดีขึ้น เมื่อการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมีความเต็มที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ แล้วก็เห็นผล ในเร็ววันที่จะขึ้นนี้นะครับ ดังนั้นก็กราบขอบพระคุณทางท่านรัฐมนตรีแล้วก็ทางสภาพัฒน์ อีกครั้งที่วันนี้ได้รายงานความคืบหน้า โดยเฉพาะทางด้านการศึกษาที่มีความเป็นรูปธรรม มากยิ่งขึ้นนะครับ กราบขอบพระคุณครับ