อาคม แจง กยศ. ยังไม่จำเป็นแก้กฎหมาย เหตุยืดหยุ่นพอเพียง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงแนวคิดเกี่ยวกับกองทุน กยศ. ย้ำถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลงบประมาณอย่างรัดกุม และเหตุผลที่ยังไม่รับรองร่างกฎหมายเนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขระเบียบให้สอดคล้องกับกฎหมาย พร้อมแสดงความกังวลต่อการแปลงหนี้เป็นทุนให้เปล่าในแง่ความยั่งยืนทางการเงิน ความเหลื่อมล้ำ และการใช้บริการแทนการชำระหนี้ โดยย้ำว่า พ.ร.บ. กยศ. ปี 2560 มีความยืดหยุ่นเพียงพอ จึงยังไม่จำเป็นต้องแก้ไข แต่ควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ ผม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตตอบแทน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ต่อคำถาม ในเรื่องของแนวคิดในเรื่องของกองทุน กยศ. นั้นก็ขออนุญาตเรียนว่าจริง ๆ แล้วกองทุนนี้ ก็ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ นะครับ ก็ดำเนินการมาโดยตลอด แล้วก็อย่างที่ผมเรียนตอนต้นก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ แล้วก็ ที่เป็นหนี้ค้างในระหว่างผู้กู้ หรือน้อง ๆ เยาวชนทั้งหลายนะครับ ต่อประเด็นในเรื่องที่ ร่างกฎหมายที่เสนอไปที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ได้ ให้การรับรองตัวร่างกฎหมายตรงนั้น ก็เนื่องจากในเรื่องของหลายประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้หยิบยกมานะครับ ก็ด้วยเหตุที่ว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ค้างชำระ ดอกเบี้ย หรือประโยชน์อื่นที่กองทุนมีสิทธิได้รับจากผู้กู้ยืมเงิน หรือผู้ค้ำประกันนั้นสามารถดำเนินการ ได้โดยการแก้ไขระเบียบของกองทุนให้สอดคล้องกับหลักการตามพระราชบัญญัติ ซึ่งก็เป็น อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนอยู่แล้ว ก็ขออนุญาตเรียนว่า ถ้าถามว่าหลักคิด ของกระทรวงการคลังคิดอย่างไรกับในเรื่องของ กยศ. นั้น จริง ๆ แล้วกองทุนเรามีหลายกองทุน กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา หรือทุนการศึกษาที่สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้ให้กับ เยาวชนของเรา ซึ่งอันนั้นก็มีเกณฑ์ในเรื่องของการคัดเลือกเด็กเยาวชนที่อาจจะเรียนเก่ง ให้เป็นพิเศษ ส่วนในเรื่องของเด็กที่ด้อยโอกาสตรงนี้ก็อาจจะมีกองทุนต่าง ๆ ที่เข้าไปคอย ช่วยเหลือ แม้กระทั่งสถาบันการศึกษาก็ยังมีทุนการศึกษาให้กับเด็กที่ยากจน อย่างไรก็ตาม ในการที่จะทำให้มีความเท่าเทียมกันนั้น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาก็ถือว่าเป็นเครื่องมือ เป็นเครื่องมือที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนในลักษณะที่เด็ก ๆ นั้นอาจจะบอกว่าไม่มีสตางค์ ก็มาขอกู้ตรงนี้เมื่อเรียนจบก็ใช้คืน หลักการก็มีแค่นี้เองก็เป็นในเรื่องของเครื่องมือในการสนับสนุน ทางการเงิน อย่างไรก็ตามเนื่องจากเงินนี้เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน ก็จำเป็นที่จะต้องมี การกำกับ ควบคุมการใช้จ่าย ไม่ให้เกิดในเรื่องของการสูญเสีย มิเช่นนั้นเราก็อาจจะต้องไป ตั้งทุนการศึกษา ซึ่งก็มีเหมือนกันนะครับ รัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็ตั้งงบประมาณให้ สำหรับทุนการศึกษา แล้วก็ไม่มีข้อผูกพันแต่ประการใด ทั้งมีทั้งข้อผูกพัน แล้วก็ทั้งที่ไม่มี ข้อผูกพันนะครับ อย่างไรก็ตามขออนุญาตเรียนว่าเพื่อให้ความชัดเจนในเรื่องของว่า ในขณะที่ยังไม่ได้ให้การรับรองตรงนี้นั้นถือว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งก็อยู่ใน ข้อที่จะแก้ไขระเบียบของกองทุนได้ แต่มีความเห็น ๓-๔ เรื่อง ในเรื่องของด้วยเหตุผล ที่ยังไม่รับรองในขณะนี้

ในประการที่ ๑ การแปลงหนี้ด้วยการเปลี่ยนสัญญากู้ยืมเงินเป็นเงินทุน เพื่อการศึกษาที่มีผลเสมือนการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบให้เปล่านั้นอาจส่งผล กระทบต่อสถานะทางการเงินของกองทุนในอนาคต รวมทั้งจำเป็นต้องกลับไปพึ่งพา งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อภาระการคลังของประเทศในระยะยาวนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในเรื่องของกองทุน กยศ. ในขณะนี้นั้นก็ไม่ได้พึ่งพาในเรื่องของงบประมาณ เพราะจะมีในเรื่องของเด็กที่เรียนจบแล้วเอาเงินมาคืน เราก็ใช้เงินก้อนนั้นมาให้ทุนต่อ มาให้กู้ยืมต่อ แล้วในข้อเท็จจริงนั้นกองทุนกู้ยืมการศึกษา มติ ครม. ก็ได้กำหนดให้เป็น ทุนหมุนเวียน ซึ่งสามารถที่จะเอาเงินไม่ต้องส่งคลัง แต่เอากลับมาใช้ได้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการมุ่งเน้นการแปลงหนี้ เฉพาะผู้กู้ยืมเงิน ที่ศึกษาในระดับอุดมศึกษา อาจก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำกับผู้กู้ยืมเงินที่ศึกษาในระดับอื่นด้วย ซึ่งในประเด็นนี้ก็อาจจะเกี่ยวเนื่องกับในเรื่องของการสร้างวินัยให้กับเด็กเยาวชนของเรา ซึ่งก็จะมี ๒ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มที่ทำดีแล้วแต่ว่าถ้าเรามายกเว้นให้ตรงนี้ถามว่าแล้วคนที่ทำดีแล้ว เขาจะคิดอย่างไร อันนี้เราก็ต้องคำนึงในประเด็นนี้ด้วยนะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๓ นั้นก็คือการกำหนดให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถเลือกทำงานให้กับ หน่วยงานของรัฐภายหลังจากสำเร็จการศึกษาแทนการชำระคืนกองทุนนั้น ก็ควรที่จะ คำนึงถึงรายได้ที่ผู้ยืมเงินรายนั้นจะได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการทำงานที่เพียงพอ ต่อการดำรงชีวิต แต่มิใช่เป็นการทำงานเพื่อชดใช้หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเพียงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นก็เป็นหลักการที่ดีในเรื่องของว่าทำงานให้กับภาครัฐ ถ้าเรามีตำแหน่งงาน ที่เพียงพอ แต่ว่าวัตถุประสงค์นั้นคงไม่ใช่เพื่อทำงานในภาครัฐทดแทนการใช้หนี้ แต่ต้องดู เหมือนกันว่าเขาสามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่าในตำแหน่งงานนั้น ๆ นะครับ

ในประการสุดท้าย พ.ร.บ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ปี ๒๕๖๐ นั้น ก็ได้บัญญัติให้อำนาจแก่คณะกรรมการกองทุนในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขต่าง ๆ เกี่ยวกับการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและการชำระเงินคืน รวมทั้งการผ่อนผันการชำระเงินคืน ลดหย่อนหนี้ หรือระงับการชำระเงินคืนกองทุน เป็นกฎหมายที่มีความยืดหยุ่นและเหมาะสม จึงอาจจะยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมตามพระพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ อย่างไรก็ตามอันนี้ก็เป็นประเด็นความเห็นซึ่งหลายหน่วยงานก็อาจจะต้องมีการหารือ ในวิธีการกันต่อไปนะครับ ขอขอบคุณครับ