สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

ภราดร ปริศนานันทกุล หารือเรื่องปัญหาการกู้ยืมเงินจากกองทุนการศึกษาของ กยศ. โดยเสนอให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อลดดอกเบี้ยและไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน และเสนองานแก้ไขกรณีผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับ กยศ. และถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกี่ยวกับหลักคิดของรัฐบาลในเรื่องนี้

นายภราดร ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานครับ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ ที่ได้กรุณาบอกถึงวิธีการปฏิบัติของทาง กยศ. ว่ามีแนวทางปฏิบัติอย่างไรบ้าง แต่ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาด้วยแนวทางปฏิบัติเดิม ๆ ของ กยศ. นั่นละครับมันสร้างปัญหา ให้เกิดขึ้นอย่างที่ผมบอกกับท่านประธานเมื่อสักครู่ว่ารัฐจะต้องใช้เงินปีละเป็นพันล้านบาท เพื่อที่จะไปดำเนินคดีกับคนที่ผิดนัดชำระหนี้ กยศ. มันใช่เรื่องไหมครับ นี่คือวิธีการแก้ไขปัญหา ของ กยศ. ที่ผ่านมา ผมจึงได้บอกว่าวิธีการแก้ไขปัญหาแบบเคสบายเคส (Case by case) แบบครั้งต่อครั้งไปแบบนี้มันไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาในระยะยาวและมันไม่สามารถที่จะ แก้ไขปัญหาโครงสร้างได้ ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ตัว พ.ร.บ. กยศ. ครับ เมื่อต้นเดือนธันวาคม วันที่ ๓ ธันวาคม พรรคภูมิใจไทยพวกเราทั้งหมดนี่ครับ ได้เห็นถึงปัญหาแล้วก็ได้เสนอ พระราชบัญญัติเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติ กยศ. นี่ละครับ เรามีสาระสำคัญทั้งสิ้น ๕ ประเด็น ด้วยกัน ผมขออนุญาตท่านประธานไล่เลียงสั้น ๆ ครับ

ประเด็นแรกในเนื้อหาสาระในร่างที่พวกเรายื่นเสนอไปคือประเด็นเรื่อง ดอกเบี้ยครับ วันนี้จริงอยู่ครับแม้ว่า กยศ. จะคิดดอกเบี้ยแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าการกู้ยืม เพื่อการศึกษา จริง ๆ แล้วหลักคิดของมันก็คือการเปิดโอกาส การให้โอกาสให้กับบุคคล ที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา อยากที่จะเรียนหนังสือแต่ไม่มีทุนในการที่จะเรียนหนังสือ ได้มีโอกาสเข้าถึงทุนและได้มีโอกาสเข้าถึงทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม มันเป็นการลด ความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้นเรื่องดอกเบี้ย ๑ เปอร์เซ็นต์ก็ยังมากไป เราเสนอไปว่า

ประเด็นที่ ๑ คือดอกเบี้ยต้องเป็น ๐ เปอร์เซ็นต์ต้องไม่มีดอกเบี้ยครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่เสนอไปก็คือเรื่องผู้ค้ำประกัน เมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่างไปให้ ท่านประธานได้ฟัง ท่านก็จะรู้ครับว่าเรื่องผู้ค้ำประกันนี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายที่เราเสนอไปคือให้ผู้กู้นั้นเป็นผู้ค้ำประกันตัวเองครับ ไม่ต้องมี ผู้ค้ำประกันอีกต่อไปต่อไปนี้

ประเด็นที่ ๓ สามารถที่จะแปลงหนี้สินที่กู้ยืมมาให้เป็นทุนการศึกษาได้ ในกรณีที่ผู้กู้มีการเรียนในระดับเกียรตินิยมอันดับ ๑ อันนี้เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ อันนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เยาวชน ให้ลูกหลานของประเทศไทยได้มีความพยายาม ได้มีความพยายามที่จะศึกษาอย่างเข้มงวดเพื่อที่จะบรรลุสู่เป้าหมายแล้วปลายทาง ก็คือประเทศนี้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่สำเร็จการศึกษา ด้วยระดับเกียรตินิยมอันดับ ๑ ท่านเท่ากับเรียนฟรีครับ ท่านไม่ต้องจ่ายเงินที่กู้มาทั้งหมด

ประเด็นที่ ๔ เป็นประเด็นที่สอดคล้องกับที่ท่านรัฐมนตรีตอบเมื่อสักครู่ ในกรณีที่กู้มาแล้วไม่มีเงินที่จะไปคืนกองทุน ทำอย่างไรละครับ วันนี้ก็จึงเกิดเป็นกรณีฟ้องร้อง นั่นละครับ เราก็เสนอแนวทางเข้าไปใน พ.ร.บ. ว่าเป็นไปได้หรือไม่ถ้าหากว่าหลังจากที่ จบการศึกษามาแล้วไม่มีงานทำไม่สามารถที่จะหางานทำได้ก็ไปทำงานให้กับรัฐ ทำงานให้กับ หน่วยงานของรัฐแทน โดยที่ทำงานแลกกับเงิน แลกกับตัวเงินที่กู้มา เป็นระยะเวลาเท่าไร ก็ไปตกลงกัน

หรือประเด็นที่ ๕ อันนี้สำคัญ คือหากจบการศึกษาในคณะหรือในศาสตร์ที่ทาง กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเอาไว้เป็นศาสตร์พิเศษ คนเหล่านี้ก็สามารถที่จะเรียนฟรี เพราะนั่นหมายความว่าเขาไปศึกษาในวิชาที่เป็นความต้องการของภาครัฐ กลุ่มคนเหล่านี้ ก็สมควรที่จะต้องได้รับการเรียนฟรีและไม่จำเป็นที่จะต้องชำระเงินกู้ให้กับกองทุน กยศ.

นี่คือ ๕ ประเด็นหลักที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้นำเสนอต่อสภาแห่งนี้ แล้วท่านประธานได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติที่พวกผมเสนอไปนั้นเป็นร่างพระราชบัญญัติ ทางการเงินจึงจำเป็นที่จะต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีรับรองร่างเสียก่อน ก่อนที่จะมาพิจารณา รับหลักการในวาระที่ ๑ ขณะนี้ร่างฉบับนั้นอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ผมจึงต้องถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะตัวแทนท่านนายกรัฐมนตรีว่าหลักคิดของรัฐบาล หลักคิดของกระทรวงการคลังที่มีต่อกองทุน กยศ. ที่มีต่อน้อง ๆ นักศึกษาที่เขากำลังแสวงหา โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา เขากำลังจะเอาโอกาสตรงนี้ไปติดอาวุธทางปัญญาให้กับเขา เพื่อที่จะมาเป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศต่อไป ผมอยากจะทราบแนวคิด หลักคิด ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกระทรวงการคลังว่าท่านมีหลักคิดอย่างไรต่อแนวทาง ร่างพระราชบัญญัติที่พวกผมได้เสนอไปเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติเดิม ก็จึงอยากถามท่านว่า ท่านมีหลักคิดแล้วก็แนวทางต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ เป็นคำถามที่ ๒ ครับ