นิพนธ์ บุญญามณี ชี้แจงเจตนารมณ์กฎหมายท้องถิ่นว่าเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยนอกเหนือจากการเลือกตั้ง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตที่จะได้เรียนตอบชี้แจงท่านสมาชิกในบางประเด็นนะครับ ที่คิดว่าอาจจะเป็น การเข้าใจผิดอยู่ หรือว่าอาจจะยังไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงอาจจะคลาดเคลื่อนจากที่เจตนารมณ์ในการร่าง กฎหมายฉบับนี้ ขออนุญาตที่จะเรียนกับท่านประธานว่าอย่างนี้ครับ ผมฟังดูตลอดที่มี การอภิปรายกัน ๑๔ ท่าน สิ่งที่ท่านกังวลกันค่อนข้างจะมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ ท่านกังวล ในส่วนของเรื่องการกำกับว่าเหตุใดทำไมต้องเอาอำนาจไปให้กับผู้กำกับ ซึ่งในกรณีนี้ผมคิดว่า เจตนารมณ์เดิมของกฎหมาย เดิมเรามีพระราชบัญญัติที่เรียกว่าพระราชบัญญัติว่าด้วย การลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ปี ๒๕๔๒ อันนี้ เรามีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายนี้ไม่ได้เป็นกฎหมายใหม่ที่สภาแห่งนี้จะได้ร่างขึ้นใหม่ แต่ว่า ปัจจุบันกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ก็คือกฎหมายปี ๒๕๔๒ แต่ว่าเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตราที่ได้เรียนไปแล้วว่ามาตรา ๒๕๔ ซึ่งได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องแก้กฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน การที่ต้องกำหนดว่า กรณีต้องการให้มีการสอบสวนให้ยื่นกับผู้กำกับ กรณีที่เขียนว่าให้ยื่นกับผู้กำกับก็คือว่า ท่านเข้าใจบริบทของกรณีที่ท้องถิ่นมีผู้บริหาร ถ้าจะเขียนบอกว่าให้ไปยื่นกับประธานสภา ก็คงจะไม่ได้มันต้องมีกลไกหนึ่งว่าไปยื่นกับกรณีนายกองค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น มีข้อถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย ๑ ๒ ๓ กฎหมายฉบับนี้เขียนเพียงแต่บอกว่า ให้ไปยื่นในกรณี ถ้าสมมุติว่าท่านไปยื่นก็ยื่นกับผู้กำกับ ผู้กำกับก็ดำเนินการอย่างไรครับ กรณีที่จะไปดูว่ารายชื่อ ถ้ากรณีที่จะให้ถอดถอน ถ้ากรณีที่จะถอดถอนไปดูว่ารายชื่อ ครบหรือไม่ ทำแค่นี้ครับ มีหน้าที่แค่นี้ว่าไปตรวจสอบรายชื่อครบกึ่งหนึ่งหรือไม่ รายชื่อ มีการปลอมเอกสารกันหรือไม่ ทำแค่นี้ ไม่ได้ทำนอกเหนือไปจากนี้ เพราะฉะนั้นผู้กำกับ กำกับเพียงแต่บอกว่าให้ไปตรวจรายชื่อการถอดถอนถูกต้องหรือไม่ กฎหมายให้อำนาจ ประชาชนในการที่จะเข้าชื่อถอดถอนครึ่งหนึ่ง แต่ถ้ากรณีที่จะสอบสวนกฎหมายให้ชื่อ ไม่ต้องถึงครึ่งหนึ่งท่านครับ เพื่อให้เป็นทางเลือก กรณีสอบสวนเข้าชื่อให้สอบสวนกฎหมาย ใช้จำนวนประชาชนที่ลงชื่อน้อยกว่าการเข้าชื่อถอดถอน กรณีการถอดถอนนั้นต้องใช้ลงชื่อกัน ครึ่งหนึ่ง แต่ว่ากรณีที่จะให้มีการสอบสวนเข้าชื่อกันเพียง ๕,๐๐๐ หรือ ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ แล้วแต่ จะเป็นร่างของท่านชินวรณ์ก็ ๑ ใน ๑๐ ร่างของคณะรัฐมนตรีก็ ๑ ใน ๕ กรณีอย่างนี้ เมื่อเข้าชื่อกันก็ยื่นต่อผู้กำกับ ผู้กำกับก็มีหน้าที่ไปสอบสวนว่าเป็นไปตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ถ้าเป็นไปตามข้อกล่าวหา แล้วก็มีรายชื่อครบก็ถือว่าจบ แต่สิ่งสำคัญเหนืออื่นใดก็คือการมี ส่วนร่วมของประชาชน ถ้าเราไม่มีกฎหมายให้อำนาจประชาชนเอาไว้เขาก็ไม่มีทางที่จะ นำไปสู่กระบวนการให้มีการสอบสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือว่าให้ถอดถอน สมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้น ๒ กรณีนี้เราจึงต้องเข้าใจว่ากฎหมาย ฉบับนี้เป็นกฎหมายให้สิทธิกับประชาชนในเขตท้องถิ่นนั้น ๆ ในการที่จะมีส่วนร่วมในการกำกับ ตรวจสอบสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ส่วนในกลไกสภานั้นเขามีฝ่ายสภาอยู่แล้ว ในการที่จะตรวจสอบผู้บริหารท้องถิ่นก็ว่ากันไปตามกระบวนการ กฎหมายจัดตั้งเอง ก็มีอยู่แล้วว่าเหตุใดบ้างที่กรณีที่จะนำไปสู่การถอดถอน ไม่มีการก้าวก่ายกัน ไม่มีการซ้ำซ้อนกัน แต่กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนเป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่เราเรียกว่า การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยนั้น มันไม่ได้มีเพียงแต่การมีส่วนร่วมเฉพาะในวันเลือกตั้งเท่านั้นที่เข้าไปหย่อนบัตร แต่พี่น้อง ประชาชนยังมีส่วนร่วมในการที่จะเข้าชื่อกันเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่น ซึ่งเมื่อสักครู่ สภาแห่งนี้ได้รับหลักการกฎหมายฉบับดังกล่าวไปแล้ว นอกจากประเด็นดังกล่าวแล้ว การมีส่วนร่วมนอกจากจะเข้าชื่อการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นแล้ว กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๖๐ ยังให้เข้าชื่อกันถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น นี่คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ทำให้ผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้มีจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าประชาชนคือผู้กำหนด อำนาจทั้งหลายทั้งปวงในพื้นที่ ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นอำนาจของประชาชน การตัดสินใจอะไรต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชนนั้น ในเขตองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ และจะเป็นการยืนยันว่าอำนาจของประชาชนไม่ได้มีเฉพาะ ๔ นาทีที่เราพูดกันว่าเข้าไปหย่อนบัตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นนี่คือเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตที่จะได้เรียนชี้แจง ส่วนประเด็นอื่น ๆ นั้นผมคิดว่า ทั้ง ๑๔ ท่านที่ได้มีการอภิปรายกันมาผมได้จดไว้เกือบทุกประเด็น แล้วแต่ละประเด็น ก็เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งจะนำรายละเอียดนี้ไปอภิปรายกันต่อ ไปพิจารณา กันต่อในชั้นกรรมาธิการ ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่ได้ให้ ความเห็นไว้ ซึ่งผมนั่งฟังอยู่นี้ทุกท่านก็มีเจตนารมณ์ที่ดีทั้งนั้น ในการที่จะทำให้ประชาชน ซึ่งเขาเป็นเจ้าของอำนาจได้มีอำนาจในการตรวจสอบ ได้มีอำนาจในการถ่วงดุลกับการที่จะมอบ อำนาจให้ผู้บริหาร หรือว่าให้สมาชิกสภาท้องถิ่นไปทำการสิ่งใดแล้ว ไม่ใช่มอบอย่างเด็ดขาด แต่ยังได้มีการตรวจสอบคอยถ่วงดุลอยู่ว่าประชาชนเจ้าของอำนาจยังติดตาม ยังมีโอกาส ในการที่จะถอดถอนพวกเขาได้ตลอดเวลา ถ้าเขาทำในสิ่งที่เข้าเงื่อนไขข้อกฎหมาย ที่กำหนดไว้ว่าเหตุใดบ้างที่เป็นเหตุให้มีการถอดถอน ขอบพระคุณครับท่านประธาน