ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความเห็นสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่น แต่เสนอให้ทบทวนข้อจำกัดเกี่ยวกับการเสนอข้อบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และเรียกร้องให้ชี้แจงความจำเป็นของข้อห้ามเพื่อประกอบการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ โดยเสนอให้พิจารณาเกณฑ์จำนวนผู้เข้าชื่อให้สอดคล้องกับขนาดของท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นธรรม ประหยัดค่าใช้จ่าย และเสนอให้ทบทวนความครอบคลุมของนิยามการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวแทนผู้เข้าชื่อในกรรมการวิสามัญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 128 วรรคสาม เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างเข้มแข็ง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ที่ได้กรุณาให้ผมได้มีส่วนร่วมในการที่จะอภิปรายในวาระพิจารณารับหลักการร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรี และเพื่อนสมาชิกเป็นผู้เสนอ จากหลักการและเหตุผล ท่านประธานครับ ผมเองเห็นด้วยครับ ยินดีรับหลักการในชั้นนี้ แต่มีประเด็นที่จะฝากท่านประธานเป็นข้อสังเกตไปยัง คณะกรรมาธิการ ซึ่งทราบว่าเราจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาในชั้น ของคณะกรรมาธิการมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นครับท่านประธานครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของประเภทข้อบัญญัติที่จะเสนอ สมาชิกพูดไปเยอะครับ ผมฝากคณะกรรมาธิการไปช่วยดูว่ามีความจำเป็นอะไรหรือไม่ที่จะมีข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่อง ข้อบัญญัติที่เกี่ยวกับการเงิน จริงอยู่ครับ ในสภาผู้แทนราษฎรของเราการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินนี่สมาชิกมีสิทธิเสนอได้ แต่ต้องผ่านการรับรองจากผู้ที่มี อำนาจการใช้เงินก็คือฝ่ายบริหาร ที่มีอำนาจสูงสุดก็คือนายกรัฐมนตรี แต่ว่าแนวทางอย่างนั้น จำเป็นหรือไม่ อย่างไร ที่จะต้องนำไปใช้ในท้องถิ่น เพราะกระบวนการการนำเสนอข้อบัญญัติ ของท้องถิ่นมันเฉพาะในท้องถิ่นนั้น ๆ ในท้องถิ่นนั้น ๆ มันอาจจะมีความเกี่ยวเนื่อง ต่อเนื่อง เกี่ยวกับตัวการเงิน เมื่อเสนอมาแล้วมันก็เป็นทางนำเข้าที่จะทำให้สภาท้องถิ่นได้พิจารณา โดยเฉพาะในร่างนี้มันมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ ๑ ฝากท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการว่ามีเหตุผลมีความจำเป็นอะไร ที่จะต้องมีข้อจำกัดว่าเสนอร่างเกี่ยวกับการเงินไม่ได้นะครับ หรือผู้แทนของคณะรัฐมนตรี จะชี้แจงในสภาแห่งนี้เพื่อความกระจ่างก็จะเป็นพระคุณครับ
ในประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ จำนวนผู้เข้าชื่อที่จะเสนอข้อบัญญัติ ร่างของคณะรัฐมนตรีเสนอมาที่ ๑ ใน ๕ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือ ๕,๐๐๐ คน ให้เลือกเอาว่า ประเภทไหนที่น้อยที่สุด นั่นหมายความว่าหลักประกันให้กับท้องถิ่นที่มีจำนวนผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง ๒๕,๐๐๐ คนขึ้นไป คุณใช้ ๕,๐๐๐ คนก็สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายท้องถิ่นได้ หรือข้อบัญญัตินะครับ ถ้าเรียกกฎหมายท้องถิ่นก็คือข้อบัญญัติ หรือเทศบัญญัติอะไร ก็แล้วแต่ แล้วแต่ประเภทของท้องถิ่น ๕,๐๐๐ คน สำหรับท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒๕,๐๐๐ คนขึ้นไปเข้าชื่อได้เลย แต่ถ้าต่ำกว่านั้นใช้ ๑ ใน ๕ ก็แล้วแต่ขนาดของท้องถิ่น เล็กที่สุดครับ ท้องถิ่นเล็กที่สุดคือองค์การบริหารส่วนตำบลคือ อบต. ฐานประชากร ภาพรวม คือต้องมีประชากร ๒,๐๐๐ คนขึ้นเดิมนะครับ ถึงจะเป็น อบต. ได้ ถ้าต่ำกว่า ๒,๐๐๐ คน คุณต้องไปยุบรวมกับที่อื่น นั่นหมายความว่าฐานประชากร ๒,๐๐๐ คน ผมตี ๒,๐๐๐ คน กลม ๆ นี่ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๒ ใน ๓ ครับ ๒ ใน ๓ ก็ประมาณ ๑,๓๐๐-๑,๔๐๐ คน ตีว่าเป็น ๑,๔๐๐ คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตีไป ๑,๕๐๐ คนก็ได้ครับ ๑ ใน ๕ ก็คือ ๓๐๐ คน ก็ดูว่า เหมาะสม ๓๐๐ คน ในจำนวนประชากรทั้งหมด ๒,๐๐๐ คน จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๑,๕๐๐ คน ก็ดูว่าเหมาะสม ถ้า ๑ ใน ๑๐ จำนวนก็ลดหลั่นลงมา ประเด็นนี้อยากให้กรรมาธิการไปดูครับ ผมเห็นด้วยว่ามีทางเลือก ๕,๐๐๐ คนนี่เห็นด้วยสำหรับท้องถิ่นขนาดใหญ่ แต่ท้องถิ่นขนาด เล็กนี่ตัวเลขขนาดไหนเหมาะสม น้อยเกินไปก็ไม่ดี มากเกินไปก็ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือว่าให้พี่น้องประชาชนได้มีส่วนร่วมในการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายท้องถิ่น หรือข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้ง่าย สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่าย
ประเด็นต่อไปครับท่านประธาน ช่องทางในการเสนอ มีเพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งยกประเด็นขึ้นมาเรื่องของช่องทางผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ผมอยากให้กรรมาธิการ ไปช่วยดูและนิยามให้ชัดนะครับ ผมเคยสู้เรื่องนี้ในร่างข้อบังคับแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วย การประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเรานี่ ยกประเด็นนี้มาคุยกันเยอะครับ ความครอบคลุม เพราะว่าหลายท่านบอกว่าคำว่า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ครอบคลุมสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศหลายอย่าง แต่สุดท้ายเราต้องยอม เพราะว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้ขณะนี้มีเฉพาะคำว่า สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ฝากกรรมาธิการไว้ ช่วยดูนะครับว่าอันไหนครอบคลุมมากกว่ากัน ถ้าท่านบอกว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก็คือสื่อที่ บันทึกด้วยสารสนเทศผ่านอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) เป็นฟลอปปีดิสก์ (Floppy Disk) อะไรก็แล้วแต่ หรือเป็นประเภทอื่น ๆ ถ้าครอบคลุมแล้วก็มีคำชี้แจงให้ชัด นะครับ ถ้าไม่ครอบคลุมจะได้มีแนวทางในการเขียนกฎหมายให้ครอบคลุม เพราะง่าย สะดวก และประหยัด อันนี้คือหลักการที่เราต้องยึดไว้
ประเด็นต่อไปท่านประธานครับ สิ่งที่มีการเขียนมาในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้คือการพิจารณา ให้มีการตั้งกรรมการวิสามัญขึ้นมาพิจารณา แล้วเขียนบอกว่าให้มี ผู้แทนของผู้เข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ๒ คน เขียนไว้ ๒ คนครับ มีส่วนร่วมเป็นกรรมการ วิสามัญด้วย หลักตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าเอามาจากอะไร ทำไมต้อง ๒ คน หลักการเข้าชื่อเสนอ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๘ วรรคสาม ผมอ้างรัฐธรรมนูญนะครับ วรรคสาม เขียนไว้ ชัดเจนครับว่ากรณีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อเสนอกฎหมาย อันนี้เอาหลักรัฐธรรมนูญนะครับ เมื่อมีกรรมาธิการพิจารณา ของเราเรียกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณานี่จะต้องมีตัวแทนของ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างน้อย ๑ ใน ๓ ครับ ๑ ใน ๓ เข้าไปร่วมพิจารณา ถ้าท่านยึดหลัก ภาพใหญ่เอาไว้มาเทียบเคียงตรงนี้ก็ฝากกรรมาธิการว่ามันจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ซึ่งในนี้ มันสามารถที่จะไปกำหนดสัดส่วนอะไรต่าง ๆ ได้ของการมีส่วนร่วมนะครับ
ประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยและยินดีรับหลักการร่าง กฎหมายฉบับนี้ ข้อสังเกตที่ผมตั้งไว้ฝากกรรมาธิการไปช่วยดูนะครับ เพื่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุดในกระบวนการการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ท้องถิ่นหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มขึ้นมากขึ้นครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ