วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น โดยเสนอให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อผ่านระบบออนไลน์เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ปรับเกณฑ์จำนวนผู้เข้าชื่อให้ต่ำลงเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเท่าเทียม และเสนอให้ยกเลิกข้อห้ามการเสนอข้อบัญญัติด้านการเงินโดยประชาชน โดยเปลี่ยนเป็นกลไกวีโต้ของผู้บริหารเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการมีส่วนร่วมกับการบริหารจัดการท้องถิ่น
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายที่ดีมากครับ คือเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ผมขอเห็นแย้ง ใน ๓ ประเด็นสำหรับร่าง ครม. นี้ครับ แล้วก็ขออภิปรายเสริมเพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้ดีขึ้นครับ
ประเด็นแรกครับ คือการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นตามร่าง ครม. นี้ จะไม่สามารถทำผ่านระบบออนไลน์ (Online) ได้ครับ เพราะว่าเขียนไว้ว่า ให้สามารถ ทำการเชิญชวนผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ว่าไม่ได้หมายถึงว่าสามารถเข้าชื่อผ่านระบบ ออนไลน์ (Online) ได้ ซึ่งไม่เหมือนกับร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมายที่มายังรัฐสภาแห่งนี้เมื่อปีที่แล้วครับ ที่จะเขียนไว้ ชัดเจนว่าให้ประชาชนผู้สิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ด้วยระบบที่มี การยืนยันตัวตน ด้วยระบบที่สามารถตรวจสอบคุณสมบัติสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ ซึ่งอันนี้ ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญครับ เพราะว่าถ้ายังให้ประชาชนเข้าชื่อแบบผ่านกระดาษ ผ่านต้องใช้สำเนาบัตรประชาชน ซึ่งอันนี้จะมีกระบวนการที่มีต้นทุนค่อนข้างมาก แล้วก็ เป็นการกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าเราสามารถกำหนดให้การเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่นทำระบบออนไลน์ (Online) ในรูปแบบคล้าย ๆ กันได้มันก็จะเป็นการเพิ่ม การมีส่วนร่วมของประชาชนได้ครับ แต่แน่นอนครับก็คงไม่ใช่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๘,๐๐๐ กว่าแห่งต่างคนต่างทำระบบเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นมันควรจะเป็นหน้าที่ ของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ร่วมมือกันกับกรมการปกครองในการพัฒนาระบบกลางให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นได้มีระบบกลางระบบเดียว ช่องทางเดียว ประชาชนสามารถเข้าชื่อ ได้อย่างสะดวกขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็เห็นด้วยกับหลายท่านที่ได้อภิปรายไปว่าเกณฑ์จำนวน ประชาชนที่มาเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัตินั้นสูงเกินไป ร่าง ครม. กำหนดไว้ที่ ๑ ใน ๕ หรือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละท้องถิ่นนั้น ผมกลับมองว่าการเข้าชื่อ เสนอข้อบัญญัตินี่เป็นเพียงแค่การริเริ่มนะครับ นั่นหมายถึงว่าสุดท้ายก็ต้องมาถูกพิจารณา ในสภาท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย แล้วก็มีการลงมติโดยสมาชิกสภาแต่ละท้องถิ่นที่มาจาก การเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรงอยู่แล้ว ดังนั้นการเกณฑ์จำนวนริเริ่มไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะต้องกำหนดไว้ที่สูง ที่เป็นการกีดกันให้ประชาชนไม่สามารถเสนอความคิดเห็น เสนอข้อเรียกร้องมายังสภาท้องถิ่นได้นะครับ ถ้าไปดูอย่างกรณีต่างประเทศเองก็กำหนด อย่างเช่นประเทศแคนาดาก็กำหนดไว้ที่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ ก็กำหนดไว้ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือแม้กระทั่งอย่างญี่ปุ่นก็กำหนดไว้เพียงแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในที่นี้ผมคิดว่าถ้าให้เหมาะสมที่สุดผมก็ยังอยากจะขอเสนอเป็นที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑ ใน ๒๐ เพราะว่าเป็นสัดส่วนที่ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นประชาธิปไตยทางตรงได้สะดวกขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสำคัญ คือผมไม่เห็นด้วยเลยกับการกำหนดห้าม ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นที่เป็นร่างการเงินในมาตรา ๕ คือผมคิดว่ามันมี ตัวอย่างมาแล้วในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หรือรัฐธรรมนูญของประเทศไทยในที่ผ่านมานี่ครับ ที่กำหนดว่าถ้าประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมายมาแล้ว ไม่ว่าจะกี่พันชื่อ กี่หมื่นชื่อก็ตาม ถ้าเป็นร่างการเงินก็จะต้องส่งไปให้ผู้บริหารหรือนายกรัฐมนตรีรับรอง ซึ่งมันก็มีเคส (Case) กรณีมากมายที่นายกรัฐมนตรีไม่พิจารณารับรอง ล่าสุดก็จะเป็นร่างบำนาญของ ภาคประชาชน ซึ่งอันนี้เป็นที่น่าเสียดายครับ เป็นการกีดกันเสียงของประชาชนไม่ให้ถูกเข้ามา พิจารณาในสภา ให้ผู้แทนของประชาชนได้มีสิทธิอภิปราย ได้ถกเถียงกัน ได้ปรับเปลี่ยน จำนวนยอดเงินเพื่อให้เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละท้องถิ่นหรือสำหรับประเทศไทย ดังนั้นการกำหนดห้ามประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติที่เป็นร่างการเงินผมคิดว่ามันคือ การกีดกันสิทธิของประชาชนครับ เพราะท้ายที่สุดก็อย่างเช่นเหมือนที่ผมอภิปรายไปแล้วว่า มันก็ต้องถูกนำมาเข้าสู่สภาท้องถิ่นให้ผู้แทนของสภาท้องถิ่นในการพิจารณาอภิปราย ถกเถียงกันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะปรับลดเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น หรือลดลงอย่างไร ให้เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่นนั้นครับ หรือจะกำหนดไว้ถ้าให้เหมาะสมยิ่งขึ้นก็คือให้ผู้บริหาร จากอำนาจในการพิจารณารับรองกลายเป็นมีอำนาจในการไม่ให้รับรองข้อบัญญัติ ทางการเงินเมื่อผ่านการพิจารณาจากสภาแทนก็ยังได้ คือเปลี่ยนกระบวนการไปว่า ถ้าผู้บริหารคิดว่าข้อบัญญัติที่เป็นร่างการเงินนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ผู้บริหารก็ใช้อำนาจครั้งสุดท้ายหรือจะเรียกว่าเป็นวีโต (Veto) ก็ได้ในการพิจารณา ปัดตกร่างข้อบัญญัติที่เป็นการเงินตรงนี้ไป แล้วผู้บริหารการเมืองท้องถิ่นนั้น ๆ ก็รับผิดชอบ ทางการเมืองในการตัดสินใจอันนั้น ผมคิดว่าวิธีการแบบนี้จะเหมาะสมที่สุดเพื่อให้เสียงของ ประชาชนสะท้อนไปยังการบริหารปกครองส่วนท้องถิ่นได้ แล้วก็เป็นการไม่กีดกันอำนาจ ของผู้บริหารในการพิจารณาที่มันกระทบกับการเงินในแต่ละท้องถิ่นนั้นครับ
ดังนั้น ๓ ประเด็นนี้ก็จะขอนำไปอภิปรายเพิ่มเติมในกรรมาธิการ แล้วก็ขอ ผลักดันต่อไปครับ เพื่อให้ร่างนี้เป็นร่างที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในระดับท้องถิ่นครับ ขอบคุณครับ