ชินวรณ์ เสนอร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อข้อบัญญัติท้องถิ่น เสริมอำนาจปชช.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔

ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พร้อมคณะเสนอร่าง พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเน้นความสำคัญของการกระจายอำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2560 และผลักดันให้ประชาชนมีบทบาทจริงในการเสนอข้อบัญญัติและการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่น พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเปลี่ยนแนวคิดจากการควบคุมมาเป็นสนับสนุนการปกครองตนเองอย่างเต็มรูปแบบ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยคณะ ๒๐ ท่าน ประกอบด้วยท่านประกอบ รัตนพันธ์ ท่านนริศ ขำนุรักษ์ ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านแนน บุณย์ธิดา สมชัย ท่านวีระชัย วีระเมธีกุล ท่านพนิต วิกิตเศรษฐ์ ท่านรังสิมา รอดรัศมี ท่านถาวร เสนเนียม ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านเกียรติ สิทธีอมร ท่านอัศวิน วิภูศิริ ท่านอิสสระ สมชัย ท่านเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ท่านศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ท่าน พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ท่านวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ท่านสมชาติ ประดิษฐพร ท่านประมวล พงศ์ถาวราเดช และท่านบัญญัติ เจตนจันทร์ ได้ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ....

โดยหลักการก็คือต้องการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติ ท้องถิ่น ซึ่งก็มีเหตุผล โดยที่มาตรา ๒๕๔ ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้มี บทบัญญัติไว้ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกัน เสนอข้อบัญญัติได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกฎหมายบัญญัติ ประกอบกับ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ มีบทบัญญัติ บางประการไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงสมควรที่จะได้มี การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวนี้ให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และให้เป็นไปตาม หลักของโลกาภิวัตน์ที่ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมในทางการปกครองในระดับท้องถิ่น มากยิ่งขึ้น

ผมขออนุญาตที่จะอธิบายเหตุผลเพิ่มเติมจากท่านรัฐมนตรีนิพนธ์ บุญญามณี ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ท่านได้เสนอหลักการซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันแล้ว อีกเล็กน้อยครับท่านประธาน ทำไมกฎหมายฉบับนี้พรรคประชาธิปัตย์จึงให้ความสำคัญ และมีผู้อาวุโสทั้งนั้นที่ได้เสนอชื่อกันเข้าชื่อกฎหมายฉบับนี้ เพื่อที่จะให้ประชาชนได้เสนอ ข้อบัญญัติท้องถิ่น ถ้าท่านประธานจะจำได้ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้น เรามีนโยบายในเรื่องการกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่น และในปี ๒๕๓๗ ท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีดำริที่ให้พรรคประชาธิปัตย์มอบหมายให้พวกผมได้ไปดูงานในเรื่อง การกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศ ผมคนหนึ่งได้รับ ทุนจากมูลนิธิเอเชีย ฟาวน์เดชัน (The Asia Foundation) เพื่อที่จะไปดูงานในการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยเฉพาะ หลังจากนั้นกลับมาก็ได้มาเร่งรัดเป็นนโยบายของรัฐบาล ที่เราได้กระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นก็คือการยกฐานะสุขาภิบาลขึ้นมาเป็นเทศบาล ยกฐานะ สภาตำบลขึ้นมาเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล แล้วก็มีการตราพระราชบัญญัติองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขึ้นมา โดยให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยน หลักการที่สำคัญ สมัยก่อนนั้นท้องถิ่นก็จะเป็นการสวมหมวก ๒ ใบถ้าท่านประธานจำได้ ก็คือว่าให้ข้าราชการส่วนภูมิภาคเข้าไปควบคุมกำกับในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับจังหวัด ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาสวมหมวกเป็นนายกรัฐมนตรี ในระดับเทศบาลหรือระดับ สุขาภิบาลก็ให้นายอำเภอเป็นผู้ควบคุมและกำกับ เพราะฉะนั้นการได้ปฏิรูปเรื่องการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นในปี ๒๕๓๗ นั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และผมคนหนึ่งครับท่านประธาน ได้แสดงความคิดเห็นและร่างไว้เป็นฉบับที่ก้าวหน้าแต่ก็ไปแพ้ในชั้นกรรมาธิการ นอกจาก ผมจะเห็นด้วยว่าต้องดำเนินการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตามหลักธรรมาภิบาล ก็คือเสนอชื่อ ข้อบัญญัติก็ดี หรือการถอดถอนในทุกระดับที่เรียกว่าอิมพีชเมนต์ (Impeachment) มาใช้ ในระบบการเมืองไทย และผมยังเสนอให้ซิตีฮอลล์ (City hall) หรือว่าสำนักงานเทศบาล ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรงเพราะผมรู้ดีว่าการที่เรามีตัวแทนไป บางทีก็ไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นประชาชน เป็นผู้เลือกไม่ใช่ให้เวลาและสิทธิอำนาจเขาเพียง ๔ นาทีที่เขากาลงคะแนนนะครับท่านประธาน เราต้องให้อำนาจที่แท้จริงไปสู่ประชาชนและให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น เมื่อมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในฉบับนี้ขึ้นมา ผมจึงมีความคิดเห็นที่ว่าเราจำเป็น ที่จะต้องมีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้และอีกฉบับหนึ่งที่เป็นกฎหมายพวงตามกันมาก็คือ กฎหมายเข้าชื่อกันถอดถอนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น โดยหลักการก็เห็นพ้องต้องกัน ผมได้ร่วมกันพิจารณาในวิป (Whip) รัฐบาลแล้วก็เห็นว่า เป็นหลักการที่มีความก้าวหน้าตามที่รัฐมนตรีได้ชี้แจงไปแล้วในส่วนหนึ่ง แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าในร่างของผมนั้นเป็นร่างที่ผมต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ได้จริงครับท่านประธานครับ อยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย ท่านต้องยกเลิกความคิด เปลี่ยนมายด์เซต (Mindset) ใหม่ ที่ให้รัฐบาลกลางคิดจะควบคุมและกำกับท้องถิ่น ถ้าเราต้องการให้ท้องถิ่นเจริญเราต้อง กระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถิ่นในทุกมิติ ทั้งเรื่องการเงิน เรื่องการคลัง เรื่องการพัฒนาตนเอง เรื่องการบริหารจัดการตนเอง และเรื่องให้ประชาชนเขาได้มีส่วนร่วมจากกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่เข้ามาดำเนินการครับท่านประธาน ดำเนินการขั้นต้นก็คือการเสนอชื่อเข้าชื่อ กฎหมายครับ ผมเลยบอกว่าถ้ายังไปวางหลักเกณฑ์และกรอบที่ยุ่งยากมันไม่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นะครับ ท่านประธานและท่านรัฐมนตรีคงจำได้ครับว่าตอนเราเสนอ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญเข้ามานี่เป็นครั้งแรกที่ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อกันเสนอกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเป็นครั้งแรกที่ประธานสภา ท่านชวน หลีกภัย ต้องพูดไว้ให้เป็นประวัติศาสตร์ครับ ท่านได้ตั้งคณะทำงานเพื่ออำนวยความสะดวก ในการที่จะเข้าชื่อ ตรวจสอบชื่อเสร็จภายใน ๑ เดือน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนครับ จึงทำให้ ประชาชนสามารถที่จะเสนอชื่อแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ ส่วนสำเร็จหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เช่นเดียวกันครับ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องอนุวัตตามก็คือว่าเราจะต้อง ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนสามารถที่จะเสนอชื่อ เพื่อที่จะเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่น หลักของกฎหมายกล่าวไว้ว่าชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อประโยชน์ของคนชั้นนั้น ท่านรัฐมนตรีนิพนธ์เป็นเนติบัณฑิตทราบดี แต่ว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมร่างอย่างไร พวกเราเป็นลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) กันมาในสภาตรงนี้ไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี ครับท่านประธาน มีใครล่ะครับที่ลุกขึ้นมาแล้วมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขกฎหมาย ปกป้องกฎหมายเพื่อประโยชน์ ประชาชน และออกกฎหมายเพื่อที่จะกระจายอำนาจไปสู่ประชาชน เพราะวันนี้ผมจะต้อง พูดถึงหลักการนี้เพราะอะไรครับ เพราะผมต่างกับร่างคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี อย่างน้อยต้อง ๑ ใน ๕ ผมคิดว่ายังมากเกินไปครับ ๑ ใน ๕ ถ้าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนจริง ๆ ๑ ใน ๑๐ สิครับ ทำไมต้อง ๑ ใน ๑๐ ครับท่านประธาน เพราะถ้าเราไปดูท้องถิ่นขนาดเล็ก แล้วเราจะพบความเป็นจริงเลยครับว่ามีประชากรในจำนวนที่จำกัดตามตัวเลขสถิติที่มีอยู่ แต่ผมไม่จำเป็นต้องอ่าน แต่ว่ามันสะท้อนให้เห็นว่าถ้าเราไปกำหนดจำนวนที่ให้มีจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการเสนอชื่อก็ตาม หรือถอดถอนก็ตาม ยิ่งเป็นความยากลำบากมาก แต่จำนวน ก็ไม่ยากลำบากเท่ากับอิทธิพลท้องถิ่นครับ ท่านประธานคงทราบดีครับ อิทธิพลท้องถิ่นคืออะไร ก็คือเป็นธรรมชาตินะครับไม่ใช่ลงโทษใคร ในท้องถิ่นก็ย่อมมีญาติพี่น้อง มีวงศ์ตระกูล ในแต่ละท้องถิ่น มีอิทธิพลของโรงสีข้าว มีอิทธิพลของเจ้าของท่าทราย มีอิทธิพลของเจ้าของ โรงงานเลี้ยงสัตว์ เหล่านี้เป็นต้น และยังมีอิทธิพลมืดในยุคปัจจุบันนี้ที่เข้ามาที่ผมอภิปรายในสภานี้ ท่านประธานคงจำได้ว่าเงินไม่มากาไม่เป็นนี่เป็นค่านิยมสีเทา ไม่ใช่ค่านิยมประชาธิปไตยครับ เป็นค่านิยมของคนที่หาเงินมาให้แล้วมาสร้างค่านิยมกับประชาชนว่าเงินไม่มากาไม่เป็น ก็แปลว่าตัวเองไม่ต้องทำความดีสะสมอะไรเลย ไม่ต้องเป็นกลุ่มผลประโยชน์ อินเทอร์เรสต์ กรุ๊ป (Interest Group) ที่จะต้องเข้ามาดูแลประชาชนเลย เพียงแต่วันหนึ่งอยากมีอำนาจ อยากมีบริษัทไปรับเหมาประมูลเพื่อหาผลประโยชน์ หางบประมาณ แล้วก็มาตั้งกลุ่ม เพื่อใช้เงินในการซื้อเสียง เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าหลักการ ก็ต่างกันในจุดตรงนี้เป็นจุดสำคัญ ผมอยากเห็นวันนี้ว่ากฎหมายฉบับนี้ปฏิบัติได้จริงครับ ท่านประธาน จึงเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี เข้าใจว่าท่านมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ผมก็จะเข้าไปเป็นกรรมาธิการด้วย แล้วเราจะต้องผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมาว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วก็มาทำกฎหมายเรื่องนี้เมื่อปี ๒๕๔๒ ก็เป็นกฎหมายหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูป ต่อเนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นะครับ แต่ว่าหลายฉบับไม่มีผลบังคับใช้ครับ วันนี้ ผมอยากเห็นว่าเวลาล่วงเลยไป ๒๒ ปี เรามาตั้งหลักกันใหม่ครับ เราจะต้องมีความจริงใจ ในการที่จะทำกฎหมายฉบับนี้ซึ่งดูเหมือนเป็นกฎหมายเล็ก ๆ แต่เป็นกฎหมายที่สอดรับ กับหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง ผมจึงกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นไว้ในชั้นหลักการ แค่นี้ก่อน รายละเอียดก็จะไปลงกันในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้เป็นไปได้จริง ผมเห็นด้วยกับร่างของคณะรัฐมนตรีโดยหลักการ และผมยืนยันในแนวความคิดที่อยากจะ เปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อมากยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ