ซูการ์โน มะทา หารือปัญหาการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นไปตามแผน โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจโดยไม่จัดสรรงบประมาณและบุคลากรอย่างเพียงพอ จนส่งผลให้ท้องถิ่นขนาดเล็กขาดศักยภาพในการบริหาร จึงเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางการกระจายอำนาจอย่างเป็นระบบ พร้อมผลักดันให้มีการบังคับใช้แทนการสมัครใจ และเสนอแนวคิดจัดตั้งจังหวัดหรือพื้นที่ปกครองพิเศษในพื้นที่ที่มีความพร้อม รวมถึงเรียกร้องให้ทบทวนมาตรการควบคุมที่ล้าสมัย เพื่อให้การปกครองท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต ๒ พรรคประชาชาติ ขออนุญาตอภิปราย สนับสนุนญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการจัดการตนเองอย่างเป็นอิสระขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็ญัตติของ ท่านศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม ท่านประธานครับ ผมรู้สึกดีใจที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรของเราให้ความสำคัญเรื่องของการกระจายอำนาจเข้าสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมในฐานะเป็นประธานคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร ก็ต้องดีใจแทนชาวท้องถิ่นนะครับ ว่าวันนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเราให้ความสำคัญเรื่องของการกระจายอำนาจ เพื่อเป็นการสนับสนุนญัตติดังกล่าวผมก็อยากนำเรียนปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในฐานะที่ผม เป็นประธานคณะกรรมาธิการและได้ศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลให้กับทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะจัดตั้งขึ้น ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามติของสภาจะให้เรื่องนี้ไปอยู่ที่ไหน
ปัญหาอุปสรรคแรกก็คือการกระจายอำนาจในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมานั้นไม่มี ความต่อเนื่อง อย่างที่เราทราบจากการอภิปรายของเพื่อนสมาชิกว่าการกระจายอำนาจนั้น เกิดขึ้นจากผลพวงของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๔๐ แต่การกระจายอำนาจก็ขาดความต่อเนื่องเพราะว่ามีการเปลี่ยนแปลง ทั้งการฉีก รัฐธรรมนูญแล้วก็เปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้นโยบายของการกระจายอำนาจนั้นไม่มี ความต่อเนื่อง อันที่ ๑
อันที่ ๒ คือวิธีการกระจายอำนาจนั้นผมคิดว่าที่ผ่านมาก็มีการกระจายอำนาจ ที่ผิดพลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจส่วนใหญ่ที่ถูกถ่ายโอนสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในระดับล่างสุดก็คือเทศบาลตำบลและ อบต. นั้น เพราะบางทีภารกิจที่ถ่ายโอนไปแล้ว มันเกินศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างสุด อย่างเช่นเทศบาลตำบล หรือ อบต. จะดำเนินการ และในบรรดาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดร้อยละ ๗๐ ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับขนาดเล็ก จึงมีความสามารถ หรือข้อจำกัดในเรื่องของการรับโอนถ่ายโอนภารกิจ
ส่วนข้อที่ ๓ ก็คือวิธีการการกระจายอำนาจที่ใช้กุศโลบายถ่ายโอนภารกิจ และทรัพยากรจากส่วนราชการไปยังท้องถิ่นตามหลักความสมัครใจ เพื่อลดแรงต่อต้านของ ทางการเมืองที่ผ่านมานั้น ก็เป็นปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ว่า การถ่ายโอนภารกิจตามแผนกำหนดและขั้นตอนการกระจายอำนาจของคณะกรรมการ การกระจายอำนาจนั้นไม่เป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราทราบกันดีว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าสิ่งสำคัญที่สุดเรามีการถ่ายโอนภารกิจ แต่ว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการมอบภารกิจแต่ไม่ให้งบประมาณ หรือไม่ถ่ายโอนบุคลากร เพราะว่า นี่ก็เกิดจากการถ่ายโอนภารกิจที่เกิดจากกุศโลบายเรื่องของความสมัครใจ ฉะนั้นเพื่อให้ การกระจายอำนาจนี้เกิดการกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแท้จริง ผมขอเสนอว่าควรจะมีการกระจายอำนาจที่มีการบังคับหน่อยนะครับ เพราะว่าเฉพาะภารกิจที่ถ่ายโอนบุคลากรและทรัพยากรที่เป็นไปตามกฎหมาย ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหาร ราชการรูปแบบพิเศษนั้น เรามีทั้งคณะอนุกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะอนุ กรรมาธิการการบริหารราชการรูปแบบพิเศษและการกระจายอำนาจ ๒ คณะด้วยกัน ได้ศึกษาเรื่องของการกระจายอำนาจ ได้ศึกษาเรื่องของกฎหมายระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเราก็ได้ลงไปในพื้นที่เพื่อสอบถาม ความต้องการของพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปหรือการกระจายอำนาจการปกครอง ส่วนท้องถิ่นในรูปแบบพิเศษหรือจังหวัดจัดการตนเองด้วย จากที่ผมได้ไปศึกษาความต้องการ ของพี่น้องประชาชนในเรื่องของจังหวัดจัดการตนเองที่จังหวัดเชียงใหม่หรือจังหวัดอุดรธานี พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าเราควรจะปรับโครงสร้างของราชการส่วนภูมิภาค ยุบรวมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด เพื่อให้มีการปฏิรูปเรื่องของการกระจายอำนาจให้มี จังหวัดจัดการตนเองหรือการปกครองรูปแบบพิเศษอย่างกรุงเทพมหานคร ก็มีหลายเทศบาล ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ อย่างเทศบาลนครเกาะสมุย เทศบาลนครแหลมฉบัง และเทศบาลนครแม่สอด เราก็ได้ศึกษาแล้วว่าความพร้อมของ ๓ เทศบาล องค์กรเหล่านี้ พร้อมที่อยากยกฐานะให้เป็นการปกครองรูปแบบพิเศษเหมือนอย่างกรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา อันนี้ก็มีคณะอนุกรรมาธิการได้เข้าไปศึกษามีความเป็นไปได้ที่จะยกร่าง กฎหมายก็อยู่ประมาณ ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากให้ทบทวน เพื่อเป็นข้อเสนอแนะ ให้กับคณะกรรมาธิการก็คือทบทวนและยกเลิกมาตรการควบคุมท้องถิ่นที่ไม่จำเป็น เนื่องจากที่ผมบอกเมื่อสักครู่ว่าปัญหาของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น มีเรื่องของระเบียบ ปฏิบัติที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารจัดการ บริหารสาธารณะให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้กับพี่น้องประชาชนนั้น มีระเบียบปฏิบัติหลาย ๆ อย่างที่ขัดและล้าสมัยนะครับ อันนี้ ส่วนหนึ่งที่เราเห็น เช่น มาตรการการจำกัดรายจ่ายบุคลากรไม่เกินร้อยละ ๔๐ อันนี้ คือปัญหาอุปสรรคหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถจะทำงาน ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องของระเบียบหรือมาตรการต่าง ๆ ที่ควบคุม
ดังนั้นจึงอยากฝากอีกประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องของการตีความอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะเห็นได้ว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วว่าปัญหาอุปสรรคเหล่านี้คือปัญหาอุปสรรคหนึ่ง ที่เกิดปัญหาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วทางคณะกรรมาธิการก็ได้แก้ไขได้บางส่วน แต่ก็ยังมีปัญหาอีกมากมายที่จะต้องดำเนินการนะครับ ผมขอฝากประเด็นสุดท้ายนะครับว่า การกระจายอำนาจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าถ้าระบุให้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญที่จะมีการยกร่างขึ้นใหม่โดย ส.ส.ร. นั้น ว่ารัฐบาลจะต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างไรบ้าง เช่น การปกครองส่วนท้องถิ่น รูปแบบพิเศษควรจะดำเนินการกี่จังหวัด การปกครองจังหวัดจัดการตนเองควรจะนำร่อง กี่จังหวัด อันนี้อยากฝากเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้กับทางสภาแห่งนี้ได้พิจารณานำเสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนะครับ ขอขอบพระคุณมากครับ