สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๗ มกราคม ๒๕๖๔

เกียรติ สิทธีอมร ตั้งคำถามเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ และเพิ่มการคุ้มครองของผู้สร้างสรรค์ผลงานของไทยในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์ และเสนอแนะให้ปรับปรุงกฎหมายให้สากล นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการบังคับใช้ที่ไม่รอบคอบ ทำให้ผู้ประกอบการเสียหาย และเสนอให้มีการจำกัดและระบุวิธีการดำเนินการของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจน

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอร่วมตั้ง ข้อสังเกตในเรื่องของการแก้ไข พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ จริง ๆ เหตุผลของการแก้ไขมี ๓ ข้อ เท่านั้นเองครับ

ข้อแรก ก็คือของเดิมปฏิบัติไม่ได้ ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งศาลได้ ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ๒ ข้อเท่านั้นนะครับ ข้อแรก ก็คือว่าเซิร์ฟเวอร์ (Server) อยู่ต่างประเทศ ข้อที่ ๒ ก็คือหาตัวคนละเมิดไม่เจอ ตรงนี้ครับ ในทางแก้ไขผมก็เข้าใจว่าจริง ๆ แล้ว กระทรวงการคลังก็เริ่มให้มีการขึ้นทะเบียนเซิร์ฟเวอร์ (Server) หรือผู้ประกอบการ ในต่างประเทศ เพื่อวัตถุประสงค์ทางภาษี ทีนี้ถ้าเพื่อวัตถุประสงค์ของการดูแลเรื่องลิขสิทธิ์ อาจจะต้องประสานความร่วมมือไปกับแนวทางหรือสิ่งที่ได้มีการดำเนินการไปแล้ว โดยกระทรวงการคลัง โดย พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง ตรงนี้ผมคิดว่าก็คงไป ว่ากันในชั้นกรรมาธิการนะครับ แต่ในหลักการต้องปรับปรุงเพราะมันบังคับใช้ไม่ได้ หรือดำเนินการตามมาตรการที่เป็นคำสั่งศาลไม่ได้นะครับ

เหตุผลที่ ๒ เพื่อเข้าเป็นภาคีของไวโป (WIPO) อันนี้ผมก็เห็นด้วยนะครับ แล้วก็ต้องมีการปรับปรุงการคุ้มครองว่าวิธีนับ ๕๐ ปี นับอย่างไร ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้พูดไปแล้วผมคงไม่พูดซ้ำ แต่อันนี้คงต้องปรับปรุงแก้ไข ซึ่งก็เป็นสากลมากขึ้นนะครับ ก็ถูกต้องแล้วครับ แล้วก็การคุ้มครองของผู้สร้างสรรค์ของไทยเองในเวทีระหว่างประเทศ ในตลาดต่างประเทศ ก็จะได้รับการคุ้มครองดีขึ้นถ้าเราเข้าเป็นสมาชิกของไวโป (WIPO) อันนี้ก็ถูกต้องครับ

กรณีที่ ๓ ที่แก้ไขก็เป็นเรื่องของกรรมการ วาระของกรรมการ การปฏิบัติ หน้าที่หากพ้นวาระไปแล้ว อันนี้ก็ไม่ติดใจครับ แก้ไขได้ แต่ในเนื้อหาสาระของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระที่ยังเป็นประเด็นที่ต้องไปถกกันในชั้นกรรมาธิการ ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ผมอ้างอิงมาตรา ๔๓/๓ ที่มีการปรับปรุงแก้ไขใหม่ คือเดิม เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าจะมีการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ประกอบการทำอย่างไรครับ เดินไปหาศาล ศาลใช้ดุลยพินิจและมีคำสั่งออกมาให้เพิกถอน เดิมมันเป็นอย่างนั้นครับ ตอนนี้แก้เป็นอย่างไรครับ ตรงนี้ที่แก้ไปไม่ชัดนะครับว่าเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการละเมิดเป็นดุลยพินิจของใครครับ ผู้ให้บริการหรือเปล่า กฎหมายเขียนไม่ได้ชัดนะครับ ผมอ่านไปอ่านมา อ่านทวนไปทวนมา รู้สึกว่ามันเป็นดุลยพินิจของผู้ให้บริการ ทีนี้ถ้าเกิด เขาใช้ดุลยพินิจอย่างนั้นแล้วไปดำเนินการที่เราเรียกว่าแจ้งเตือนแล้วเอาออกเลย แล้วถ้าดุลยพินิจเขาผิดล่ะครับ เขาทำบนหลักฐานที่ผิดล่ะครับ มีความคลาดเคลื่อนล่ะครับ เขาเองก็ไม่ใช่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขามีโทษไหมครับ เป็นการละเมิด สิทธิของคนอื่นหรือไม่ครับ ตรงนี้ผมคิดว่ากฎหมายยังเขียนไม่ค่อยชัดนะครับ ทีนี้เพื่อทำ ความชัดเจน ผมก็พยายามจะไปดูในประเทศอื่น ๆ ว่าเขาทำอย่างไร เพราะอันนี้มันเป็น เรื่องของดุลยพินิจโยงกับเรื่องมาตรการแจ้งเตือนและเอาออกด้วยว่าเป็นสิทธิของใคร เดิมศาลหมดเลยนะครับ ตอนนี้กลายเป็นผู้ประกอบการแล้วนะครับ ผมก็ไปดูครับ ประเทศที่อ้างอิงก็คือสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แต่ละประเทศนี่นะครับ ในกฎหมายเขียนไว้เลยนะครับ ไม่ใช่กฎกระทรวงนะครับ กฎหมายเขียนไว้เลยว่าจะต้องมี ตัวแทนผู้ให้บริการ ซึ่งผู้ที่ใช้บริการสามารถติดต่อได้ชัดเจนและมีความรับผิดชอบ ทางกฎหมายด้วย ของไทยตรงนี้ไม่ได้ระบุไว้ มันก็มีประโยชน์นะครับการมีผู้ติดต่อ เพราะไม่เช่นนั้นไม่รู้จะไปติดต่อใครเลยครับ ถ้าเรารู้สึกว่าสิทธิของเราถูกละเมิดขึ้นมา อันนี้ทั้ง ๓ ประเทศที่อ้างอิงถึงนะครับ มีระบบตัวแทนเป็นทางการชัดเจนที่จะต้องให้มี การติดต่อได้ หรือมีการโต้แย้งได้

หลักฐานที่ประกอบในการดำเนินการก็ชัดเหมือนกันครับ ของสหรัฐอเมริกา เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องเซ็นมอบอำนาจนะครับ ไม่ใช่จะไปดำเนินการกันเองไม่ได้นะครับ เจ้าของ ลิขสิทธิ์ต้องมอบอำนาจให้ดำเนินการ ต้องมีรายละเอียดของการละเมิด ต้องมีรายละเอียด ที่ไปละเมิด ต้องมีข้อมูลติดต่อของผู้ร้องเรียน สหรัฐอเมริกาก็ต้นแบบนะครับ เรื่องสิทธิ ทรัพย์สินทางปัญญา สิงคโปร์ครับ ใช้คล้าย ๆ กับประเทศไทย คือรัฐมนตรีกำหนดขั้นตอน และเงื่อนไข ซึ่งอันนี้พอดีเรายังไม่รู้ว่าเงื่อนไขที่จะกำหนดคืออะไร ก็เลยยังไม่ทราบ แต่เข้มนะครับของสหรัฐอเมริกานี่ ผมเสนอว่าจริง ๆ ในชั้นกรรมาธิการดูให้ดีนะครับ เพราะถ้าเกิดไปดำเนินการโดยไม่มีหนังสือยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์แล้วดำเนินการ ผิดขึ้นมาซวยเลยนะครับ ตรงนี้ต้องไปดูในชั้นกรรมาธิการต่อไป

ในแง่ของเกาหลีใต้ครับ ถ้าเป็นคำสั่งประธานาธิบดีเลยนะครับ ถึงจะ ดำเนินการได้ คำสั่งประธานาธิบดีครับ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ซึ่งต้องหารือกับ หน่วยงานบริการราชการกลาง ของประเทศไทยตรงนี้ยังไม่ชัด ก็เดี๋ยวไปว่ากันในชั้น กรรมาธิการนะครับ ความรับผิดครับ ทุกประเทศเป็นความผิดทางแพ่งหมดเลย ยกเว้นกรณี สิงคโปร์ ผิดทั้งแพ่งและอาญา ตรงนี้ผมก็คิดว่าเราคงต้องไปดูเหมือนกันนะครับว่าถ้าเป็น การละเมิดโดยมีเจตนาที่ชัดเจนที่จะสร้างความเสียหายให้คนอื่น หรือเป็นการป้ายสีคนอื่น มันอาจจะเข้าข่ายความผิดทางอาญาได้เหมือนกันนะครับ อันนี้ก็ต้องไปว่ากันอีกทีหนึ่ง แต่ผมอยากจะยกตัวอย่างกฎหมายในสหภาพยุโรปครับท่านประธาน ในสหภาพยุโรป เพิ่งออกมานะครับ เพิ่งปรับปรุงมา ไหน ๆ เราปรับปรุง เอาให้ดีเลยครับ เอาให้มันเป็น สากลเลยครับ ของสหภาพยุโรปกำหนดเลยนะครับ ให้ผู้ให้บริการที่แบ่งปันเนื้อหาออนไลน์ (Online) ต้องขอคำอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ก่อน ของเราถ้าปล่อยให้ผู้ประกอบการ ทำตามอำเภอใจ ผู้ให้บริการทำตามอำเภอใจ ไม่ต้องไปขอสิทธิหรือขอลิขสิทธิ์ จากผู้ประกอบการหรือเจ้าของลิขสิทธิ์ จะเป็นปัญหาจริง ๆ ครับท่านประธาน ในทางปฏิบัติ จะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะถ้าเขาทำผิดและไม่ต้องรับผิด อันนั้นจะกระทบต่อสิทธิ ของประชาชนผู้ใช้บริการ และสิทธิของผู้ประกอบการ ผู้ใช้บริการเช่นกันนะครับ

ผมมีอีก ๒ ประเด็นนิดเดียวฝากไว้ครับ ประเด็นแรก ก็คือว่าถ้าเจ้าของ ลิขสิทธิ์เอง มันมีนะครับ ในโลกนี้ไม่ใช่ไม่มีนะครับ เจ้าของลิขสิทธิ์เองดำเนินการผิดพลาด เข้าใจสิทธิของตัวเองผิดพลาด ดำเนินการผิดพลาด ให้อำนาจผิดพลาด และขอให้มี การดำเนินการนึกว่าเป็นการละเมิด แต่ที่จริงไม่ละเมิด ถ้าเขาผิด เกิดอะไรขึ้นครับ กฎหมาย ไม่ได้เขียนไว้นะครับ อันนี้ผมคิดว่าต้องดูเหมือนกัน

อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้เป็นประสบการณ์ ส่วนตัวเลยครับ เจอเองครับ ญาติผมประกอบการ ขายของนี่ครับ ตำรวจใช้วิธีจับก่อน พิสูจน์ทีหลัง แล้วพอเขาทราบ เป็นญาติผมนะครับ ผมเองก็รู้จักนะครับ รู้จักผู้กำกับ สน. นั้น เลยครับ แต่ลูกน้องของผู้กำกับจับก่อนครับ แล้วทำไมเขาถึงจับรู้ไหมครับท่านประธาน เพราะก่อนหน้านี้ ๒ สัปดาห์เขามาที่ร้าน เขามาขอค่าบริการรายเดือน พอไม่ให้ จับก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกรณีละเมิดเลย ถ้าเราจะมีกฎหมายลิขสิทธิ์ที่จะดูแลผลประโยชน์ของประชาชน อย่างแท้จริง เจ้าหน้าที่รัฐทำอย่างนี้ไม่ได้ครับ จับก่อนพิสูจน์ทีหลัง ไม่ได้เด็ดขาด ต้องพิสูจน์ ให้ได้ก่อนถึงจะออกมาจับ เพราะไม่เช่นนั้นคือการรังแกครับ แม่ค้าพ่อค้าในตลาด ผู้ประกอบการรายย่อยในตลาด ผู้ประกอบการอาชีพอิสระในตลาด เยอะแยะไปหมดเลยครับที่เจอปัญหาเช่นนี้ บางครั้ง ทั้งร้านมีเป็นพันชิ้นนะครับ มีเข้าข่ายที่อาจจะละเมิดชิ้นเดียวจับเลย จับทั้งร้านเลยครับ ตรงนี้คือปัญหาการบังคับใช้ แล้วผมฝากจริง ๆ ครับ กรรมาธิการต้องดูเหมือนกันครับ เพราะถ้าสามารถที่จะเขียนอะไรลงไปในกฎหมายให้มีความรอบคอบและมีการจำกัด การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่ฉ้อฉลได้ ก็จะเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ