สุรวาท ทองบุ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๒ มกราคม ๒๕๖๔

สุรวาท ทองบุ เสนอญัตติให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการตรากฎหมายการศึกษาแห่งชาติ โดยวิจารณ์ว่าการปฏิรูปไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2540 มาจนถึงปัจจุบันถูกคำสั่งหัวหน้า คสช. ยกเลิกกฎหมายเดิมและสร้างระบบรวมศูนย์อำนาจที่ไร้การตรวจสอบ สุรวาท ทองบุ จึงขอวิงวอนให้รัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกสภาฯ ร่วมมือกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการแยกต่างหาก เพื่อแก้ปัญหาความโกลาหลจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้ระบบการเรียนการสอนขาดทิศทางและความหวัง

รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม รองศาสตราจารย์สุรวาท ทองบุ สมาชิกผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออภิปรายเพื่อเสนอญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาการตรากฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ท่านประธานที่เคารพครับ นับตั้งแต่ประเทศเราได้มีรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ครั้งกระนั้นนะครับ เป็นเหตุให้ประเทศของเรา ต้องมีการปฏิรูประบบต่าง ๆ ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบการเมือง ระบบราชการ รวมทั้งระบบอื่น ๆ และโดยเฉพาะระบบการศึกษาได้กำหนดให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติขึ้น เป็นฉบับแรก และเราก็ได้มีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายการศึกษาฉบับแรกของประเทศ และนอกจากนั้นเราก็ได้มี การออกพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องที่สำคัญประกอบกันหลายพระราชบัญญัติ เป็นต้นว่า พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ และยังมีพระราชบัญญัติอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่า จะเป็นอาชีวะ เอกชน อุดมศึกษา การศึกษาตามอัธยาศัยและนอกระบบ รวมทั้ง พระราชบัญญัติเกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ในโรงเรียนเอกชน อื่น ๆ อีกด้วย ท่านประธานครับ เมื่อมีการตรากฎหมายเหล่านั้นมากมาย ก็มีผลทำให้เกิด การปฏิรูปการศึกษาอย่างขนานใหญ่ และที่สำคัญกฎหมายเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ของประเทศไทยที่กำหนดกลไกในการบริหารจัดการการศึกษาที่อาศัยวิถีประชาธิปไตย อาศัยการมีส่วนร่วม มีการยึดโยงผู้ปฏิบัติ หรือให้ผู้มีส่วนได้เสียได้มีส่วนร่วม มีการถ่วงดุล และตรวจสอบได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามนับจากปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมา จนถึง ปี ๒๕๕๒ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นช่วงของการปฏิรูปทศวรรษที่ ๑ ที่สุดเราก็ยอมรับกันถ้วนหน้า นะครับว่าการปฏิรูปทศวรรษที่ ๑ นั้นไม่ประสบความสำเร็จ จะเป็นเพราะอะไรนั้น แต่อย่างไรก็ตามก็ได้มีความพยายามที่จะปฏิรูปในทศวรรษที่ ๒ ต่อมา ในขณะที่มี คณะรัฐประหารได้ออกมายึดอำนาจบริหารประเทศในช่วงทศวรรษที่ ๒ นี้ของการปฏิรูป การศึกษา จากนั้นจนมาถึงวันนี้ไม่มีใครอยากจะถามว่าปฏิรูปการศึกษานั้นสำเร็จหรือไม่ เพราะไม่มีใครหวังและเห็นว่านอกจากไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีความก้าวหน้า และยังบอก ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และที่สำคัญก็ยังสร้างปัญหาให้ทับถมยิ่งขึ้นและถ้าปล่อยไว้นี้ยากยิ่งที่ จะแก้ปัญหาได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อมีการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองของ คสช. ได้มีคำสั่งของหัวหน้า คสช. ยกเลิกการบังคับใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่สำคัญ ที่ผมเรียนข้างต้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พระราชบัญญัติ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ระเบียบข้าราชการครูเหล่านั้น การสั่งยกเลิกนั้นเป็นการทำลายระบบที่เรายอมรับว่า เป็นวิถีประชาธิปไตย ที่ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมมีการถ่วงดุลและตรวจสอบการบริหารจัดการ อันนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จนะครับ การใช้คำสั่งของหัวหน้า คสช. ในช่วง ทศวรรษที่ ๒ ของการปฏิรูปนั้น ทำให้คณะกรรมการสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผมเข้าใจว่า เป็นช่วงของท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยซ้ำ คณะกรรมการที่ต้องพ้นไป เช่น คณะกรรมการคุรุสภา ซึ่งเป็นสภาวิชาชีพมีสภานี้เกิดขึ้นและทำให้วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพ ควบคุมมีมาตรฐาน นอกนั้นยังมีคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. ที่มีหน้าที่ดูแลสวัสดิภาพสวัสดิการของครูทั่วทั้งประเทศในทุกสังกัด ดังนั้นคณะกรรมการองค์การค้า สกสค. ด้วยที่ต้องพ้นหน้าที่ไป มีคณะกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือที่เรียกว่า ก.ค.ศ. ก็ต้องพ้นจากการปฏิบัติ หน้าที่ไป และในระดับจังหวัด ระดับเขตพื้นที่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาเรียกว่า อ.ก.ค.ศ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็ต้องพ้นหน้าที่ไปครับ คณะกรรมการเหล่านี้นะครับท่านประธาน ได้มีบทบัญญัติกำหนดขึ้นให้มีองค์ประกอบ ที่เป็นลักษณะหรือเป็นแบบไตรภาคีให้มีส่วนร่วมและถ่วงดุล ที่ผมนำเรียนไปเป็นกรรมการ มีจำนวนมากพอสมควร มีทั้งผู้บริหารที่อยู่ในตำแหน่ง เรียกว่าเป็นองค์ประกอบตามตำแหน่ง มีทั้งผู้ประกอบวิชาชีพที่มาจากการเลือกตั้งหรือคัดเลือก มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่ยอมรับ แล้วก็มีกระบวนการสรรหาเป็นที่ยอมรับเข้ามา จึงถือว่าในระบบนั้นเป็นระบบที่มีการถ่วงดุล และตรวจสอบได้ ท่านประธานครับ อันนั้นคือกฎหมายเดิม แล้วก็ถูกคำสั่งให้ยกเลิก สิ่งที่เราเรียกว่าเป็นจุดแข็ง ในขณะที่คำสั่งนั้นก็ทำให้เกิดคณะกรรมการมาทดแทนคำสั่ง ที่สั่งยกเลิกไป และเป็นคำสั่งที่ให้มีคณะกรรมการที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ จากเดิมที่เคยมีไตรภาคีก็มีภาคีเดียว โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานแทน ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเดิมเป็นประธาน มีรัฐมนตรีช่วยว่าการเป็นกรรมการ มีผู้บริหาร หรือหัวหน้า ส่วนราชการระดับเลขาธิการ ระดับปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการ เป็นกรรมการ แม้ว่าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งมา และไม่ได้มาจากการสรรหาที่เป็นที่ยอมรับ เป็นพรรคพวกที่มีความคิดความเห็นเดียวกันเข้ามากับรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการและ ผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านประธานครับ ท่านคิดดูนะครับ จากเดิมที่มีการถ่วงดุล จากเดิม กรรมการคุรุสภา มี ๓๙ คน มีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน ก็กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการ เป็นประธาน แล้วก็ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นกรรมการ จะมีกี่ความคิดที่คิดได้แตกต่างกัน ที่สุดก็มี ความเห็นเดียวกันขาดการถ่วงดุลครับ และยังมีกรรมการอีกหลายส่วนครับ ผู้ประกอบ วิชาชีพไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง คณะกรรมการคุรุสภาเป็นสภาวิชาชีพครู แต่กรรมการวันนี้ มีรัฐมนตรีเป็นประธาน และกรรมการ ๑๑ คน ไม่มีใครประกอบวิชาชีพเลย เป็นข้าราชการ พลเรือนไปแล้วด้วย เช่นเดียวกัน สวัสดิภาพ สวัสดิการ ก็ไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพครูที่เขามา ดูแลสินทรัพย์ของเขา ท่านประธานครับ จากคำสั่งที่ออกมาเปลี่ยนแปลงจากกฎหมายเดิม ที่มีเราก็เชื่อว่ามีจุดแข็ง แต่ก็มีจุดอ่อนมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข หรือยกเลิก หรือร่างขึ้นใหม่ และยังมีคำสั่งของหัวหน้า คสช. ที่มากำเนิดให้เกิดหน่วยงานใหม่นะครับ คำสั่งนี้ก่อให้เกิดหน่วยงานใหม่ทำให้เพิ่มขั้นตอนของการปฏิบัติงาน สถานศึกษาโดยเฉพาะขั้นพื้นฐานวันนี้ไม่มั่นใจว่าตัวเองนั้นสังกัดอะไรแน่ จะสังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือจะสังกัดศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด ไปขึ้นกับสำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็ทำให้เกิดความสับสน คำสั่งนี้ทำให้เกิด มีหน่วยงานระดับศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด มีคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. มีอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด ซึ่งไม่ใช่ต้นสังกัด ศึกษาธิการจังหวัดไม่ใช่ ต้นสังกัดของโรงเรียน แต่เรื่องราวทั้งหมดทั้งหลาย อำนาจกลับกลายไปอยู่ที่ศึกษาธิการ จังหวัด แต่คนที่ขับเคลื่อนพัฒนากำกับการดำเนินงานของโรงเรียนคือสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา ดังนั้นจึงเกิดความสับสนและขัดแย้ง และเพิ่มขั้นตอนการทำงาน ทำให้งานล่าช้า คณะกรรมการระดับชาติออกหลักเกณฑ์วิธีการอะไรต่าง ๆ ขึ้นมา เมื่อไม่ยึดโยงกับ ผู้ปฏิบัติกับผู้ประกอบวิชาชีพจะทำให้เกิดลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา มีการร้องเรียน มีการฟ้องร้องอยู่อย่างต่อเนื่อง มีการชุมนุมต่อต้าน ชุมนุมเรียกร้องต่อกฎเกณฑ์ ต่อหลักการ เหล่านั้น มีการต่อต้านอย่างรุนแรงและลุกลามไป ทั้งผู้บริหารระดับจังหวัดเขตพื้นที่ เราจะเห็นว่ามีครูชุดดำมาหลายครั้งต่อหลายครั้งที่สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ไปที่กระทรวง และที่อื่น ๆ มาร้องเรียนของกลุ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์ ผู้บริหาร บุคลากร ภารโรง ครูอัตราจ้าง บุคลากรอื่น ๆ มาชุมนุมร้องเรียน แต่ที่สำคัญไม่เว้นแม้กระทั่งนักเรียนซึ่งจะมี ความรุนแรงมากขึ้นและขยายมากขึ้น เกิดกระบวนการนักเรียนออกมาขับไล่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ออกมาชุมนุมเรียกร้องเชิงสัญลักษณ์หลายครั้งต่อหลายครั้งแล้วก็ จะรุนแรงมากขึ้น นั่นก็แสดงให้เห็นว่ากฎหมายเก่าก็ตามหรือความพยายามที่จะมาแก้กฎหมาย โดยคำสั่ง คสช. ก็จะแลเห็นว่ามีปัญหาอย่างยิ่ง จากสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ผลผลิตจากระบบ การศึกษาจากนั้นมาและมาอยู่ในยุคของ คสช. และสืบทอดอำนาจมา มีการเปลี่ยนแปลง กฎหมาย มีคำสั่งนั้นอย่างที่ว่า ก็จะทำให้เห็นเชิงประจักษ์แล้วครับว่าคุณภาพการศึกษา ของประเทศตกต่ำและดำดิ่งลงไปอย่างไม่หยุดยั้งทุกปี ๆ ไป เพราะฉะนั้นเด็กนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศเขาจึงรอไม่ได้ บอกให้รอไม่นาน ๗ ปีแล้วก็แย่ลงทุกวันทุกครั้งไปนะครับ การประเมินทั้งการประเมินทั้งระดับนานาชาติก็ต่ำอยู่ในระดับรั้งท้าย การประเมินคุณภาพ ในประเทศที่ทำกันเอง ที่ทดสอบกันเองคุณภาพก็ต่ำแทบทุกวิชาไม่เว้นแม้แต่วิชาภาษาไทย ผู้สำเร็จการศึกษาก็ประสบปัญหาในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวะ หรืออุดมศึกษาสำเร็จมาไม่มีงานทำ เกินในบางสาขา และขาดแคลนในบางสาขา สัดส่วน ที่ควรจะเพิ่มขึ้น การศึกษาที่ควรจะให้ความสำคัญในเรื่องของอาชีวศึกษาก็ไม่เพิ่ม สภาพของ อาชีวศึกษาขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ขาดแคลนอัตราครู มีครูที่เป็นลูกจ้าง อยู่มากเกือบถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของครูที่อยู่ในการอาชีวะ เป็นต้น ผู้สำเร็จการศึกษาที่จบมา ไม่มีงานทำเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ได้รับค่าจ้างเงินเดือนไม่เป็นไปตามคุณวุฒิที่ควรจะเป็น ไม่ตรงกับสาขาที่สำเร็จมา ครู อาจารย์ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ในบุคลากรอื่น ๆ ภารโรง พี่เลี้ยง สายสนับสนุนบุคลากร สายสนับสนุน ทั้งหลายไม่ได้รับการดูแล ถูกทอดทิ้ง ไม่มีความมั่นคงในชีวิตหลายกลุ่ม เงินเดือนสัญญาจ้าง จ้างทีละเดือนสองเดือน บุคลากร ครู อาจารย์ทั้งหลายทุกระดับตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมหาวิทยาลัย ท่านประธานครับคิดดูว่าคนที่ประกอบวิชาชีพและทำหน้าที่ตรงนี้ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นมันสมองของประเทศที่จะขับเคลื่อนประเทศไปเหมือนถูกสาป ไม่มีความมั่นคง มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีอิสรภาพทางวิชาการ พร้อมที่จะปลดออก ไล่ออกได้ตลอดเวลา ไม่มีขวัญกำลังใจ บุคลากรหลายกลุ่มถูกลิดรอนสิทธิประโยชน์มากมาย โรงเรียนขนาดเล็ก จะถูกทอดทิ้งให้ต้องถูกยุบไป สร้างโรงเรียนคุณภาพของชุมชน ซึ่งหลายคนดีใจว่าโรงเรียน คุณภาพของชุมชนทุกโรงเรียนน่าจะเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ครับ ปรากฏว่าเท่าที่ทราบขณะนี้มีการวางแผนที่จะให้ ๓-๔ ตำบล หรือ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ หรือ ๔ ตำบล มีโรงเรียนคุณภาพ ๑ ชุมชน เพื่อดูดเอานักเรียนเล็ก ๆ โรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านั้นมารวมที่เดียวกัน โดยทุ่มงบประมาณลงไปที่ ๑ โรงเรียนนี้ เพื่อหวังว่าให้โรงเรียนอื่น มาเรียนที่นี่ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจากคณะกรรมการที่เกิดขึ้น คณะกรรมการที่มี ในระดับชาตินี้ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เราเคยใช้ไว้ไม่ใช้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ จนมาถึงช่วงที่เรามีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ นี้ ก็มีบทบัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน และหนึ่งในนั้นที่สำคัญก็คือด้านการศึกษา ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ได้กำหนดให้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา หรือ กอปศ. ให้แต่งตั้งขึ้นภายใน ๖๐ วันนับแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ให้กำหนดแผน และขั้นตอนการปฏิรูปการศึกษานั้นให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี ให้ กอปศ. นี้จัดทำข้อเสนอ และยกร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายใน ๒ ปี และให้ดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผล บรรลุผลภายใน ๕ ปี ท่านประธานครับมาถึงวันนี้ ๔ ปีแล้วครับ กฎหมายไม่ได้ออกมาสักฉบับ คณะกรรมการ อิสระก็หมดวาระไป เพราะว่าต้องทำภายใน ๒ ปี มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมา ใหม่ ๑๑ คน แล้วที่มาของท่านเหล่านั้นก็เป็นเพียงหยิบเอาหรือจิ้มเอามา ไม่ได้มี ความหลากหลาย ไม่ได้มีความมีส่วนร่วมใด ๆ ในวงกว้างขวางในทุกวิชาชีพในทุกระดับ การศึกษา ก็น่าเป็นห่วงมาก ท่านประธานครับ สภาเราในชุดนี้จะ ๒ ปีแล้วยังไม่มีกฎหมาย แม้แต่ฉบับเดียวที่เป็นฉบับ จะมีเพียงแค่บางฉบับและบางมาตราเท่านั้นสรุปว่า พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการศึกษานั้นไม่มีความคืบหน้า มีสำเร็จอยู่บ้างแต่ว่าเป็นเรื่อง ประเด็นย่อย ๆ เช่น เรื่องปฐมวัยและกับกองทุนเพื่อความเสมอภาค แต่ว่ากฎหมายแม่บท ของการศึกษาที่สำคัญหลักก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาตินั้น ได้ทำการร่างขึ้น โดยคณะกรรมการอิสระนั้น แต่ว่าเนื่องจากขาดการมีส่วนร่วม ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้มีสิทธิมีเสียงแสดงความคิดเห็น ร่างนั้นได้รับการปฏิเสธ ได้รับการต่อต้านอย่างหนัก เพราะเหตุว่ามีข้อกังวลอยู่หลายประเด็น เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายนั้นก็ไม่สามารถที่จะผลักดันเข้ามาได้ ไม่กล้าที่จะผลักดันเข้ามาได้ จึงสำเร็จไม่ได้ ท่านประธานครับ ทั้งหมดทั้งหลายนี้เรามีความพยายามที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดีทุกอย่างก็ไม่ดี ของประเทศนี้ ไม่ต่างกันครับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถ้าไม่ได้ถูกปรับปรุงให้มี ความเหมาะสมแล้ว ก็แน่นอนว่าระบบการศึกษาของประเทศนี้ไม่สามารถที่จะเดินหน้าต่อไป เมื่อคนไม่มีคุณภาพจากการศึกษาที่มีคุณภาพและอย่าหวังว่าเราจะเป็นประชาธิปไตย เราจะ มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เราจะมีทักษะที่จะอยู่ในโลกศตวรรษที่ ๒๑ ใด ๆ ต่อไปเลย

ดังนั้นแล้วนะครับ กระผมจึงขอให้ผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่า เป็นไปได้ผมยังยืนยันว่าน่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณาเรื่องนี้ อย่างจริงจัง เพราะกฎหมายนับสิบ ๆ ฉบับที่จะเกี่ยวข้องและตามมานี่มากมายและเป็น ปัญหาทั้งสิ้น และตอนนี้ก็เกิดความโกลาหลจากสถานการณ์โควิด (COVID) มา ก็บอกว่า แทบจะไปไม่เป็น แล้วก็ให้ทุกที่ทุกแห่งเป็นไปตามมีตามเกิด ใครสามารถที่จะเรียน ในห้องเรียนได้ก็มา เรียกว่าออนไซต์ (On-Site) ใครที่มีอะไรได้ก็ออนแฮนด์ (On-Hand) ก็คือเรียนอะไรก็ได้สมุด หนังสือที่บ้าน ออนไลน์ (Online) ได้สำหรับที่ที่มีความพร้อม ออนแอร์ (On-Air) โทรทัศน์ก็ดูตามมีตามเกิด หรือออนดีมานด์ (On-Demand) จะซูม (Zoom) หรือไลน์ (Line) อะไร นั่นคือสภาพของประเทศที่เกิดขึ้นว่ามันไม่สามารถที่จะ รองรับอะไรได้ แล้วก็ไม่เห็นทิศทางและอนาคตที่เป็นความหวัง นักเรียน นิสิต นักศึกษา จึงออกมามากมายนะครับ เพราะเขาไม่มีความหวัง เขาอยากจะเห็นความหวัง ถ้ารัฐธรรมนูญดี กฎหมายการศึกษาแห่งชาติดี ทุกอย่างก็จะดีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จึงขอกราบวิงวอน ท่านประธานด้วยวิป (Whip) ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกนะครับ ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะให้มีการตั้งกรรมาธิการแยกต่างหาก เพราะญัตติอื่น ๆ นั้นเป็นเรื่องในห้องเรียนบ้าง เป็นเรื่องแยกเฉพาะเป็นบางเรื่อง อาจจะไม่สามารถที่จะทำงานที่จะก่อให้เกิดความก้าวหน้า ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนับ ๑๐ ฉบับ ขอขอบพระคุณครับ