สมชาย ฝั่งชลจิตร พูดถึงปัญหาที่ดินที่หมดสัญญาสัมปทานหรือหมดสัญญาเช่าในพื้นที่ภาคใต้ โดยเน้นย้ำว่าทรัพยากรแผ่นดินของประเทศควรเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่ของกลุ่มทุน และเรียกร้องให้รัฐเอาที่ดินคืนมาแบ่งให้กับคนจนที่ไม่มีที่ทำกิน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล บ้านอยู่จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตท่านประธาน อภิปรายญัตติเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินที่หมดสัญญาสัมปทาน หรือหมดสัญญาเช่าในพื้นที่ ซึ่งผมมีความใกล้ชิดก็เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ และที่สำคัญผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า การพูดในวันนี้ผมไม่มีสวนยางหรือสวนปาล์มแม้แต่ต้นเดียว แต่พูดในฐานะที่ในความรู้สึก ที่ฟังการอภิปรายมาแล้วเหมือนกับว่าประชาชนบุกรุก นี่คือข้อกล่าวหาที่เป็นอมตะมาตลอด ว่าประชาชนบุกรุกป่า ขณะที่พื้นที่ที่หมดสัญญาสัมปทานและที่ดินนั้นควรจะเป็นของรัฐ แล้วเอามาจัดการให้กับพี่น้องประชาชนที่ยังไม่มีที่ทำกินตามแนวทางในการแก้ปัญหา ความยากจนกลับไม่ได้รับการดูแล ประชาชนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุก ถ้าหากว่าท่านประธาน เคยเห็นภาพในปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ปี ๒๕๔๘ มีพี่น้องประชาชนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่มองเห็นถึงมติของคณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นบอกว่าที่ดินที่ได้รับสัมปทาน จะไม่ต่อสัญญาเช่าให้ และจะเอามาจัดสรรให้กับพี่น้องประชาชนที่ไม่มีที่ทำกิน นี่คือที่มาของ กระบวนการประชาชนที่ต้องการจะได้ที่ดินแล้วรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขณะที่รัฐบาลมีแนวทางในการที่จะเอาที่ดินมาจัดการให้กับพี่น้องประชาชน แต่กลุ่มทุนซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมปล่อยมือทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรธรรมชาติ หรือที่ดินเหล่านี้มันเป็นทรัพยากรของชาติไม่ใช่ของเขา และที่สำคัญรัฐเปิดโอกาสให้พวกเขาร่ำรวยมั่งคั่งมาในระยะเวลา ๓๐ ปี โดยทรัพยากรของ ประชาชนทั้งหมดที่ยืนเฝ้ารออยู่ เพราะพื้นที่เหล่านั้นก่อนที่จะมีการให้สัญญาสัมปทาน มันเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ อาจจะอ้างว่าเป็นป่าเสื่อมโทรมก็ได้ แต่ส่วนใหญ่พื้นที่เหล่านั้น เป็นป่าสมบูรณ์ที่ยังเอาไม้ออกมาขายทำกำไรมหาศาลได้ และกลุ่มทุนที่ได้สัญญาสัมปทานไป ใช้เวลา ๓๐ ปีในการสร้างความมั่งคั่ง นี่คือโอกาสที่รัฐไทยให้กับเขา ขณะที่พี่น้องที่อยู่รอบ ๆ เทือกเขาเหล่านั้นมองดูผืนป่าที่เคยเป็นแหล่งหากิน เคยเป็นแหล่งหารายได้ เป็นแหล่ง เลี้ยงชีพ กลับถูกยกมอบให้กับคนข้างนอกซึ่งไม่รู้ใครมาสร้างความมั่งคั่ง ยืนดูอยู่รอบข้าง อยู่ตลอดเวลา รอวันเวลาอย่างจดจ่อว่าถ้าหากเมื่อไรก็ตามรัฐเอาคืนมาได้เขาก็จะได้มีโอกาส กลับมาเป็นเจ้าของบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐไทยทำก็คือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ใช้กระบวนการทางกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ จนกระทั่ง ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีรายใดออก แล้วแบ่งที่ดินกันจัดสรรทำกิน บางส่วนเป็นพื้นที่บุกรุกสวนป่า ที่อยู่พื้นที่ป่าสมบูรณ์ไปอีกเป็นหมื่น ๆ ไร่กลายเป็นโฉนดมาได้ วิธีการที่เขาทำกัน อย่างแยบยลง่าย ๆ ก็คืออำนาจอธิบดีกรมป่าไม้ในสมัยนั้นสามารถมอบอำนาจให้กับ ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาตให้เก็บของป่า วันนี้กระบวนการในการอนุญาตให้เก็บของป่า ก็ยังอยู่ตั้งแต่วันหมดสัญญา ของป่านั้นคืออะไรครับ ก็คือสวนผลปาล์มดี ๆ นี่เอง ประชาชน ที่เห็นว่าสัญญาหมดแล้วขอกระบวนการในการเข้าพื้นที่เพื่อตรวจสอบ แน่นอนครับ ทุนกับอิทธิพลมันคู่กัน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าพนักงานท้องที่ท้องถิ่นทั้งหลาย ผู้ใหญ่บ้าน กำนันล้วนแต่มีผลประโยชน์ ถ้าหากว่าทุนยื่นมือเข้าไปเกี่ยว และนี่คือที่มาของ พี่น้องประชาชนถูกไล่ล่า พี่น้องเรียกร้องให้รัฐเอาที่ดินคืนมาแบ่งให้กับคนจนที่ไม่มีที่ทำกิน แล้วขอให้รัฐเข้าไปตรวจสอบโดยใช้กระบวนการประชาชน เขาถูกยิงกลับมานะครับ เจ้าหน้าที่รัฐไม่เคยดูแล ผู้ว่าราชการจังหวัดก็บอกว่าฉันอนุญาตให้เก็บของป่าอยู่นะ อธิบดีกรมป่าไม้บอกว่าฉันให้เก็บของป่าอยู่นะ นี่คือที่มาของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สำคัญ ที่สุดในภาคใต้ คนไม่มีที่ทำกินก็ยังไม่มีที่ทำกิน แต่ทรัพยากรแผ่นดินของประเทศในภาคใต้ นับแสน ๆ ไร่ นับล้านไร่อยู่ในมือของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย อาจจะพ่วงกับกลุ่มทุนการเมือง ในภาคใต้ก็ได้ เพราะฉะนั้นปัญหานี้มันจึงจำเป็นจะต้องมีการตั้งให้คณะกรรมการ ในสภานี่ละ บทบาทของสภาผู้แทนราษฎรถ้าจะปกป้องพี่น้องประชาชนจริง ๆ ต้องทำเรื่องนี้ ให้สำเร็จ ก็คือเอาที่ดินคืนมาเป็นของรัฐ ส่วนจะดำเนินการในการแก้ไขปัญหาพี่น้อง ประชาชนที่ไม่มีที่ทำกินจะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายนโยบายที่มีอำนาจทางการเมือง ดำเนินการ แต่สิ่งแรกที่ต้องทำให้ได้ก็คือเอาที่ดินกลับมาเป็นของสาธารณะคือความเป็นรัฐ ให้ได้เสียก่อน กลุ่มทุนได้โอกาสในการแสวงหาประโยชน์มา ๓๐ กว่าปีแล้วโดยทรัพยากร ของชาติ อย่าให้คนจน ๆ ต้องเจ็บช้ำไปมากกว่านี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน