พิธา วิจารณ์เยียวยาโควิดไม่ทั่วถึง ชี้ต้องเร่งแก้ทั้งเศรษฐกิจและสุขภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วิพากษ์การบริหารราชการของรัฐบาลที่ช้าและไม่เพียงพอในการรับมือวิกฤติโควิด-19 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ และการเยียวยาประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของโครงการเงินเยียวยาที่มีผู้ตกหล่นจำนวนมาก และการพึ่งพาวัคซีนเพียงชนิดเดียวที่เสี่ยงต่อการควบคุมการระบาด เขาเสนอให้ทบทวนแนวทางการช่วยเหลือให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมมากขึ้น โดยเน้นการกระจายความเสี่ยง สนับสนุนรายได้แรงงาน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงพร้อมรับฟังปัญหาจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมได้มีโอกาสอ่านรายงานฉบับนี้ที่ทำโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๐ ของ พ.ร.ก. เงินกู้ฟื้นฟูโควิด (COVID) รายงานฉบับนี้สั้น ๆ ครับ แค่ ๑๑ หน้า แต่เป็น ๑๑ หน้าที่ยืนยันถึงปัญหาและความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการแก้ไขวิกฤติ ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบของโควิด ๑๙ (COVID-19) ปี ๒๕๖๓ เป็นปีที่เราจะไม่มีวันลืม เป็นปีที่เม็ดเงินเหือดหาย เศรษฐกิจเหือดแห้ง เป็นปีที่ความสิ้นหวังกัดกร่อนหัวใจของพี่น้อง ประชาชน พี่น้องประชาชนกำลังลำบาก สิ้นหวัง หลายคนต้องปิดธุรกิจของตัวเองลง หลายคน ต้องวิ่งหางานเสริมจุนเจือรายได้ หลายคนต้องจำใจก่ออาชญากรรมเพื่อหาเลี้ยงชีพ หลายคน เพิ่งเรียนจบและไม่รู้ว่าจะเอาตัวเองรอดอย่างไรในวิกฤตินี้ หลายคนที่ต้องดิ้นรน หางานใหม่ในวัยที่ไม่น้อยแล้ว และมีอีกหลายคนที่ต้องตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลง เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับถ้ารัฐบาลไม่สามารถเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะ ในยามที่วิกฤติทั้งหลายถาโถมเข้ามา กับเวลาที่เหลืออยู่ ๘ นาที ผมขออภิปราย ๓ ปัญหา ๓ ข้อเสนอ และ ๑ ข้อสรุป

สำหรับปัญหาข้อแรก ท่านประธานครับ เป็นปัญหาเชิงมหภาคเราเห็นว่า ความช่วยเหลือของภาครัฐนั้นช้าเกินไป น้อยเกินไปและไม่ตรงจุด กับสถานการณ์เช่นนี้ ประชาชนกำลังกลั้นหายใจทำมาหากิน ๑ นาที ๑ วินาทีมีค่ามหาศาล การทำงานที่รวดเร็ว ของรัฐบาลจะช่วยต่อลมหายใจให้กับประชาชนให้ยังพอมีแรงที่จะต่อสู้ได้ แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่าตอนนี้ประเทศของเรากำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะถ้าดู ในเชิงมหภาคแล้วจีดีพี (GDP) ของเราติดลบ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๘ เปอร์เซ็นต์คือเท่าไรครับ ๘ เปอร์เซ็นต์คือ ๑.๓ ล้านล้านบาท วงเงินที่เสนอมาฟื้นฟู ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกใช้จริง ๆ แค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑.๓ ล้านล้านบาทเท่านี้ครับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช้เท่านี้ครับ ๓๗ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้เท่านั้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถที่จะทำงานเชิงรุก เพื่อพยุงเศรษฐกิจ การเบิกจ่ายก็ล่าช้าแสดงให้เห็นว่าเป็นการแก้วิกฤติแบบเช้าชามเย็นชาม

ปัญหาที่ ๒ ครับท่านประธาน เป็นปัญหาเชิงจุลภาค รัฐบาลอยู่บนหอคอย งาช้าง แล้วก็ไม่เข้าใจประชาชน ในรายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังผิดซ้ำซาก และไม่ได้ถอดบทเรียนจากความผิดพลาดกับโครงการเก่า ๆ ถ้าท่านประธานพลิกไปที่หน้า ๗ ข้อ ๔ มีการกล่าวถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับโดยกล่าวถึง ๔ โครงการที่ดำเนินการเสร็จแล้ว ยกตัวอย่างเพียงโครงการเดียวโครงการเราไม่ทิ้งกัน ที่ให้ประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับเงิน ๕,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๓ เดือน โดยในรายงาน ของท่านบอกว่าปัญหาอุปสรรคทำให้มีคน ๑๐๐,๐๐๐ คน ตกหล่นจากโครงการนี้ ๑๐๐,๐๐๐ คน คือมากกว่าครึ่งของจังหวัดสมุทรสาครที่ตกหล่นจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน พอมาถึงตอนนี้รัฐบาลก็ยังทำผิดซ้ำซากทั้งที่มีเวลาเตรียมตัวหลายเดือน อย่างโครงการล่าสุด เราชนะที่จะแจกเงินให้กับประชาชน ๓,๕๐๐ บาท จำนวน ๓๑ ล้านคน เป็นเวลา ๒ เดือน ก็ยังคงใช้วิธีเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทั้งที่รัฐบาลสามารถโอนเงินให้กับประชาชนโดยตรง อย่างถ้วนหน้าและได้สัดส่วน รัฐบาลเองมีข้อมูลอยู่แล้วครับว่าสมัยเราไม่ทิ้งกันโอน ให้กับประชาชน ๒๕ ล้านคน ในแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังมีอีก ๑๔ ล้านคน แต่เหมือนว่ารัฐบาลยังไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วยังทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดี บังคับให้ ประชาชนใช้เงินผ่านแอปพลิเคชัน (Application) เป๋าตังเท่านั้นไม่ยอมให้เบิกเงินสด เพราะกลัวว่าประชาชนจะไปใช้จ่ายในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย

ปัญหาข้อที่ ๓ ก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์วัคซีนและความมั่นคงทางสุขภาพ ตามหน้า ๓ ของโครงการ แผนงานที่ ๑.๕ รัฐบาลมีโครงการเพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพ ควบคุมคุณภาพวัคซีน ควบคุมเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อความมั่นคงทางสุขภาพของ ประเทศไทย ถูกต้องแล้วครับ ผมเห็นด้วยว่าวัคซีนคือจุดตัดของความมั่นคงทางสุขภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยิ่งเรามีความชัดเจนในเรื่องของยุทธศาสตร์วัคซีนมากเท่าไร เราจะยิ่งสามารถเปิดประเทศได้เร็วเท่านั้น ถ้าเราช้าจีดีพี (GDP) หาย ๑ เปอร์เซ็นต์ทันที ต่อ ๑ เดือน มีหลายคนบอกว่าปีนี้จีดีพี (GDP) จะโตประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ถ้าการควบคุมโรคโควิด (COVID) ยังชักช้าอยู่อย่างนี้ ๑ เดือน ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เดือน ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เดือน ๓ เปอร์เซ็นต์ ๔ เดือน ๔ เปอร์เซ็นต์ สงกรานต์นี้ เมษายนนี้เศรษฐกิจ ไทยติดลบทันที วัคซีนคือโอกาส

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

แต่ในขณะเดียวกันก็คือ ความท้าทายเช่นเดียวกันครับ เพราะว่ามันมีความไม่แน่นอนของวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นวัคซีน เจ้าไหน ไม่ว่าจะเป็นแอสตราเซนเนกา (Astrazeneca) ไม่ว่าจะเป็นไฟเซอร์ (ZPfizer) ไม่ว่าจะเป็น โมเดอร์นา (Moderna) ไม่ว่าจะเป็นสปุตนิก (Sputnik) ไม่ว่าจะเป็นซิโนแวค (Sinovac) ไม่ว่าจะเป็นซีโนฟาร์ม (Sinopharm) จอนห์สันแอนด์จอห์นสัน (Johnson&Johnson) ทั้งหมดนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ มาจากเทคโนโลยีคนละแบบ การตรวจสอบมากันคนละแบบ ราคาคนละแบบ ประสิทธิภาพคนละแบบ ผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์กันคนละแบบ เพราะฉะนั้นการบริหารความเสี่ยงคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับยุทธศาสตร์วัคซีน การบริหารความเสี่ยงก็คือความโปร่งใส การบริหารความเสี่ยงก็คือการประเมินความเสี่ยง ออกมา และการบริหารความเสี่ยง การกระจายความเสี่ยงคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุด และภาพที่ ท่านกำลังเห็นอยู่นี้คือการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัคซีน เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของ โควิด (COVID) ในแต่ละประเทศที่ผมเอามาเทียบให้ดู ซ้ายสุดคือประเทศไทย ตรงกลางคือ อียู (EU) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และระดับโลก สีที่ท่านเห็นคือวัคซีนต่าง ๆ ของแต่ละ ยี่ห้อ ผมเชื่อว่ารัฐบาลที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

- ๑๒๐ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นในระดับโลกทุกคน ต้องการจะกระจายความเสี่ยง ไม่มีผู้นำคนไหนที่อยากจะผูกอนาคตของประเทศ ไม่มีผู้นำ คนไหนที่อยากจะผูกอนาคตของสุขภาพของประชาชน ไม่มีผู้นำคนไหนที่อยากจะผูกอนาคต ของสุขภาพ ของเศรษฐกิจอยู่เพียงหนึ่งเดียว แต่ภาพที่เห็นมันทำให้พวกผมที่นั่งอยู่ในที่นี้ พรรคก้าวไกลอดห่วงไม่ได้ว่าประเทศไทยกำลังผูกอนาคตกับวัคซีนเพียงเจ้าเดียว โรงงานเดียว ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเกิดบางทีวัคซีนไม่สามารถที่จะช่วยผมได้ล่ะครับ ถ้าบางทีวัคซีน ไม่สามารถที่จะช่วยคนเอเชีย (Asia) ได้ล่ะครับ ถ้าวัคซีนไม่สามารถจะช่วยผู้สูงอายุที่อายุ มากกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปล่ะครับ เราใส่ไข่ทุกใบอยู่ในตะกร้าเดียว ตะกร้านี้ตกแตก เมื่อไรประเทศไทยหมดโอกาส ความเสี่ยง ความน่าจะเป็น ลอว์ ออฟ พรอบาบิลิตี (Law of probability) ขึ้นมาสูงทันที และนี่คือความจำเป็นที่เราต้องถามหาความโปร่งใสการประเมิน ความเสี่ยงและการกระจายความเสี่ยงในการจัดการวัคซีนของรัฐบาล มีความจำเป็น เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับข้อเสนอ ๓ ข้อ ในช่วงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนแสนสาหัสอยู่ตรงนี้ กับเงินที่ยังเหลืออยู่ ๒.๕ แสนล้านบาท

ข้อที่ ๑ เงิน ๓,๕๐๐ บาทที่รัฐบาลจะให้ทั่วหน้าอยู่แล้วต้องให้ได้สัดส่วน กับความเข้มข้นของมาตรการด้วย ต้องมีมาตรการออนท็อป (On-top) ลงไปตามระดับ ความรุนแรงของคำสั่งล็อกดาวน์ (Lockdown) ถ้าโซน (Zone) สีแดงเข้มเพิ่มไปอีก ๑,๕๐๐ บาท ถ้าโซน (Zone) สีแดงอีก ๒๓ จังหวัด เพิ่มไปอีก ๑,๐๐๐ บาท ถ้าโซน (Zone) สีส้มเพิ่มไปอีก ๕๐๐ บาท ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการเยียวยาชดเชยอย่างทั่วหน้าและได้สัดส่วน กับความเข้มข้นของมาตรการ กับความเสียสละของพี่น้องประชาชน ใช้งบประมาณ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลยังมีเงินครับ

ข้อที่ ๒ มาตรา ๓๓ แรงงานในประกันสังคมถึงเวลาแล้วครับที่รัฐบาล ต้องเข้ามาช่วยพยุงการจ้างงาน ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ครับแคป (Cap) ไว้ที่ ๗,๕๐๐ บาท ในกรณีที่นายจ้างยอดขายตกมากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่มีล็อกดาวน์ (Lockdown) มาตรการนี้ถ้าทำได้กับ ๕ จังหวัดแดง เข้ม และกรุงเทพมหานคร ๒ เดือนใช้เงินแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เปลี่ยนชีวิตของแรงงานที่อยู่ใน ประกันสังคมได้ทันที

ข้อที่ ๓ เพิ่มเงินประกันสังคมของธุรกิจที่ถูกสั่งปิดจาก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ เวฟ (Wave) แรก ๖๒ เปอร์เซ็นต์ เวฟ (Wave) นี้เหลืออยู่แค่ ๕๐ เราเสนอว่าต้องเป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ที่เป็นมาตรการในการช่วยเหลือลูกจ้างที่ธุรกิจถูกปิด ชั่วคราว ข้อที่ ๒ ช่วยทั้งนายจ้าง ช่วยทั้งลูกจ้าง ข้อ ๓ ช่วยลูกจ้างทำให้เขาสามารถ ที่ยังจะอยู่ได้ ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมาชี้แจงกับสภาแห่งนี้บ่อยครั้งครับว่าการคลัง ของรัฐบาลยังเข้มแข็ง ผมก็อยากจะเชื่อท่านเช่นนั้นแต่รัฐบาลต้องกล้าใช้เงินอย่างตรงจุด อย่างกล้าหาญ ช่วยประชาชนในเชิงรุกทำให้ประเทศของเรารอดพ้นจากวิกฤติข้อนี้ได้

และ ๑ ข้อสรุปสุดท้ายครับ จากนี้ไปรัฐบาลต้องลงมาจากหอคอยงาช้าง มาฟังประชาชนให้มากขึ้น เลิกมองความเดือดร้อนของประชาชนว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคล ไม่ใช่เป็นปัญหาโครงสร้างของประเทศนี้ สะกดคำว่า ทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนให้เป็น และหันมาดูว่าชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยนั้นเกิดจากอะไร และจะชดเชย อะไร เยียวยาอะไร แก้ไขปัญหาของพวกเขาได้จริงอย่างไร ขอบพระคุณท่านประธานครับ