สันติ ชี้ทุนออมแห่งชาติโตแรง แต่ตั้งคำถามพอร์ตเสี่ยงต่ำ-ผลตอบแทนต่ำ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

สันติ กีระนันทน์ ชื่นชมความพยายามของผู้บริหารกองทุนการออมแห่งชาติในการขยายฐานสมาชิกอย่างต่อเนื่อง แต่ตั้งข้อสังเกตถึงเป้าหมายที่ควรมีความท้าทายมากขึ้นเพื่อรองรับแรงงานนอกระบบอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมตั้งคำถามถึงกลยุทธ์การลงทุนที่ยังมีขนาดเล็กและกระจุกตัวในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ และสะท้อนถึงความน่าสนใจของกองทุนเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นในตลาด

นายสันติ กีระนันทน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สันติ กีระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ อย่างแรกเลยต้องกราบเรียนว่าอยากจะให้กำลังใจกับผู้บริหารทุกท่าน ของกองทุนการออมแห่งชาติ เพราะว่างานของท่านไม่ง่ายเลยครับยากมาก อย่างไรก็ดีครับ ผมคิดว่าปัจจัยความสำเร็จที่จะทำให้กองทุนนี้ไปต่อได้แล้วก็เป็นที่พึงหวังของพี่น้อง ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในระบบแรงงานแต่มิได้มีนายจ้างที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ปัจจัยความสำเร็จของท่านคือเรื่องขนาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวน สมาชิกหรือว่าขนาดของพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ในการลงทุน เมื่อพูดถึงเรื่องขนาด ผมก็ดูตามรายงานของท่าน พบว่าปี ๒๕๖๐ จำนวนสมาชิกประมาณ ๕๔๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๖๑ ๖๑๐,๐๐๐ คน โตขึ้นมาประมาณ ๑๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จากปี ๒๕๖๑ มาเป็น ปี ๒๕๖๒ โตขึ้น ๒๘๒ เปอร์เซ็นต์ คือกระโดดจาก ๖๐๐,๐๐๐ มาเป็น ๒,๓๐๐,๐๐๐ ซึ่งอันนี้ขอถามคำถามก่อนเบื้องต้นเลยนะครับว่าท่านทำอย่างไรถึงได้มีการเติบโตแบบ ก้าวกระโดดเช่นนั้น มันน่าจะเป็นการถอดบทเรียนและนำมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ต่อไป น่าเสียดายนิดหนึ่งครับ ปี ๒๕๖๓ ยังไม่เห็นตัวเลขว่าจำนวนสมาชิกเท่าไร แต่ว่า ท่านตั้งเป้าหมายว่าปี ๒๕๖๔ นั้นท่านอยากจะเห็นสมาชิกสัก ๔ ล้านคน แล้วก็เติบโตปีละ ๕๐๐,๐๐๐ คนขึ้นไปเรื่อย ๆ นะครับ ก็ต้องเรียนถามอีกเช่นเดียวกันว่าจะมีกลยุทธ์อย่างไร ในการเพิ่มสมาชิก แล้วที่จริง ๔ ล้านคนในปี ๒๕๖๔ นี่เป็นเป้าหมายที่ท้าทายเพียงพอ หรือเปล่า เพราะถ้าเป้าหมายทั้งหมดประมาณ ๑๕ ถึง ๒๐ ล้านคนนั้น แปลว่า ๔ ล้านคน ก็ยังช้าเกินไปนะครับ

ถัดไปนี่นะครับ เมื่อพูดถึงเรื่องขนาดแล้ว เพื่อนสมาชิกบางท่านได้พูดไปแล้ว ขนาดของพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ของท่านนี่ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ยังเล็กกว่า กองทุนที่เป็นมิวชวลฟันด์ (Mutual fund) ของภาคเอกชนโดยเฉลี่ย ๆ ทั่วไปอีกนะครับ ซึ่งอันนี้ น่ากังวลใจแทนแล้ว เพราะว่าพวกเราที่เคยอยู่ตลาดทุนมาด้วยกันนี่เราก็ทราบยิ่งกองทุนเล็ก เท่าไรนี่ยิ่งบริหารยาก ยิ่งต้นทุนแพง เพราะฉะนั้นจะทำให้ผลตอบแทนที่จะชนะเงินเฟ้อได้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ยิ่งไปดูพอร์ตโฟลิโอคอมโพสิชัน (Portfolio composition) ของท่านนี่ อย่างที่ท่านสมาชิกท่านก่อนหน้านี้นะครับ ท่านวรภพ ขออนุญาตนะครับ ที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดไปแล้ว ทั้งหมดของท่านนี่อยู่ในตราสารหนี้ทั้งสิ้น ที่เป็นเครดิตสูงจริง ๆ เลยก็คือ ตราสารหนี้ภาครัฐ ๑๖ เปอร์เซ็นต์ เงินฝากธนาคาร ๔๔.๔๕ เปอร์เซ็นต์ คอร์เพอเรตบอนด์ (Corporate bond) ที่เป็นอินเวสต์เมนต์เกรด (Investment grade) ๒๔.๘๓ ตราสารหนี้ รัฐวิสาหกิจ ๖.๗๓ ตราสารหนี้ที่รัฐค้ำประกัน ๗.๙๗ ตอนแรกผมก็แปลกใจว่าทำไมท่านมี แอสเซตอัลโลเคชัน (Asset allocation) แบบแปลก ๆ แบบนี้ เพราะแอสเซตคลาส (Asset class) เดียวกันหมดเลยนะครับ ริสก์คลาส (Risk class) ก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลย ก็นึกว่านโยบายการลงทุนของท่านนี่มันปิด ปรากฏว่าพอไปเปิดดูนโยบายการลงทุน ที่จริง ยังเปิดรูม (Room) ให้นะครับว่ายังมีริสกี้แอสเซต (Risky asset) นี่ได้สักประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผมเข้าใจว่าวัตถุประสงค์เพื่อจะเอ็นฮานซ์ยิวด์ (Enhance yield) นั่นเอง แต่ว่าไม่ปรากฏ ในพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ของท่าน แปลว่าแอสเซตอัลโลเคชัน (Asset allocation) อันนี้น่าจะต้องถูกถาม แล้วผมเข้าใจว่าเรื่องแอสเซตอัลโลเคชัน (Asset allocation) นี่เป็นปัญหาหมดของพวกคอนแทรกชวลเซฟวิงฟันด์ (Contractual Saving Fund) ไม่ว่าจะ เป็น กบข. ไม่ว่าจะเป็นประกันสังคม ซึ่ง กบข. พยายามแก้ปัญหาไปแล้ว เรส (Raise) เพดาน ๒๐ ให้ขึ้นเป็น ๓๐ คำถามก็คือว่าท่านจะทำบ้างหรือไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้ววันนี้ ถ้าเผื่อดูผลตอบแทนเฉลี่ย ๆ แบบบอตทอมไลน์ (Bottom line) จะเห็นผลตอบแทน ประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแพ้เงินเฟ้อนะครับ ดังนั้นไม่มีทางเลยครับที่จะจูงใจผู้ออมได้เลย ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิก เรามาดูงบการเงินนิดหนึ่งนี่ก็ตกใจเล็กน้อยตอนดูบอตทอมไลน์ (Bottom line) ของปี ๒๕๖๑ ก็ยังไม่ว่าอะไร เพราะว่าขาดทุนนั้นผมเดาว่าอาจจะเป็นเรื่อง ของการปรับมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ใส่เจ้ามาตรฐาน ๑๖ เข้าไป ๑๓ เข้าไป ๙ เข้าไป ก็เจอด้อยค่าเข้าไปล่ะก็อาจจะขาดทุน แต่พอดูปี ๒๕๖๒ บอตทอมไลน์ (Bottom line) ท่านกำไรอยู่ ๓๙ ล้านบาท แล้วก็เกิดขาดทุนจากการลงทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๖๑ ถึงปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๑ ขาดทุนไป ๓๑.๖ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ขาดทุนไป ๗๗.๖ ล้านบาท คำถามก็คือว่ามันขาดทุนจริง ๆ หรือเปล่าจากการลงทุน เพราะถ้าเผื่อลงทุนแล้วขาดทุนนี่ ก็จะยิ่งทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนของท่านยิ่งมีปัญหามากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ คือผมอยากจะสรุปไว้สุดท้ายนิดเดียวครับว่าถ้าเช่นนั้นแล้วนี่นะครับ ผลการดำเนินงาน เป็นแบบนี้ ไซส์ (Size) ของกองทุนเป็นแบบนี้ ผลตอบแทนเป็นแบบนี้ ถ้าเผื่อจะให้การออม ภาคสมัครใจไม่เป็นภาระของพี่น้องประชาชนไปใช้ดีซีเอ (DCA) ของพวก บลจ. ดีกว่าไหมครับ ต้นทุนถูกกว่า ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำครับ ก็ขอรับทราบสักนิดหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณมากครับ