วิรัตน์ ตั้งข้อสังเกตผลงาน กกต. หลังนับคะแนนช้า-งบฯ ไม่คุ้ม-ปัญหาเลือกตั้ง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๑ มกราคม ๒๕๖๔

วิรัตน์ วรศสิริน ตั้งข้อสังเกตถึงความล้มเหลวในการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทั้งในด้านความไม่โปร่งใสของการนับคะแนน การใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่า และความล่าช้าในการจัดการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้มีการถ่ายทอดการนับคะแนนผ่านยูทูบเพื่อความเปิดเผย รวมทั้งเสนอให้ทบทวนบทบาทและประสิทธิภาพของ กกต. โดยเร่งด่วนทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากร การปราบปรามทุจริต และกลไกการตรวจสอบ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นจากประชาชนที่แสดงออกผ่านการร่วมลงชื่อถอดถอนจำนวนมาก

นายวิรัตน์ วรศสิริน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัตน์ วรศสิริน พรรคเสรีรวมไทย ก็อยากจะเสนอความเห็นต่อรายงานผลการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๑ ท่านประธานครับตามยุทธศาสตร์ ทั้ง ๕ ด้านในรายงานฉบับนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ หน้า ๒๗ การจัดการเลือกตั้งที่สะดวกและ คุ้มค่าต่อประชาชน สะดวกก็คือประชาชนได้ไปใช้สิทธิโดยสะดวก ก็มิใช่ว่า กกต. จะต้อง สะดวกนะครับ อันนี้ผมคิดว่าท่านก็คงต้องยอมรับกันอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าที่ผ่านมา คณะกรรมการ กกต. ได้มีมติไม่นำบัตรเลือกตั้งของนิวซีแลนด์ ๑,๕๔๒ ใบ มานับคะแนนอ้างว่า บัตรมาช้าแต่ที่จริงแล้วก็มาก่อนวันเลือกตั้ง ๑ วัน อย่างนี้เรียกว่าสะดวก กกต. แต่ลำบาก ประชาชนที่ต้องเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้ง คุ้มค่าคือต้องประหยัดคำนึงถึงภาษีประชาชน ความไม่คุ้มค่าก็อย่างเช่นการสรรหา ส.ว. ๒๕๐ คน เลือกมาจากกลุ่มอาชีพ ๕๐ คน แล้วก็ เลือกจากคนกันเองแท้ ๆ เป็นส่วนใหญ่อีก ๒๐๐ คน รวมเป็น ๒๕๐ คน ตรงนี้ใช้งบไปมาก ถึง ๑,๓๐๐ ล้านบาท อย่างนี้ถือว่าไม่คุ้มค่าภาษี แล้วก็ไม่คุ้มค่ากับความคาดหวังของ ประชาชนนะครับ ในหน้า ๒๙ ผมมีความเห็นนะครับ โครงการผู้ปฏิบัติงานเลือกตั้งและ ออกเสียงประชามติมืออาชีพ ประสิทธิผลที่ควรจะได้รับก็คือกรรมการการเลือกตั้งต้อง จัดการเลือกตั้งให้เกิดความยุติธรรม สุจริต โปร่งใส แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาทั้งหมดมีปัญหา มาก เรื่องการนับคะแนน รายงานคะแนนที่ไม่เที่ยงธรรม ผิดพลาดมาก การไม่ยอมรับให้ บันทึกภาพในระหว่างการนับคะแนน ผมขอเสนอเลยนะครับ เสนอต่อ กกต. ทุกหน่วย เลือกตั้งควรใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายทอดการนับคะแนนผ่านยูทูบ (YouTube) ไปเลยง่าย ๆ ไม่ได้ลงทุนอะไร เปิดเผยและโปร่งใสนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ หน้า ๓๘ การจัดการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับหลัง การเลือกตั้งวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ได้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนเข้าชื่อกันถอดถอน คณะกรรมการการเลือกตั้งนับเป็นล้านคนผ่านเว็บไซต์เชนจ์ (Website Change) เหลือเชื่อ ครับประชาชนไม่ยอมรับ เยอะจริง ๆ ท่านประธาน เยอะมาก แต่ก็เห็นว่า กกต. ไปแจ้งความ เอาผิดเขาด้วยนะครับ ผมคิดว่าไม่ควรทำนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ในหน้า ๕๐ โครงการประชาชนมีส่วนร่วมสังเกต และเลือกตั้ง และรายงานการทุจริตนะครับ อ่านดูในรายงานก็ได้จัดอบรมวิทยากรไปทั้งหมด ๖ รุ่น ๗๘๔ คน และอาสาสมัครองค์กรเอกชนอีก ๑๖๔ คน แต่ท่านประธานครับ ก็ไม่ปรากฏว่ามีอาสาสมัครเอกชนแม้แต่รายเดียวในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาทั้งหมด ทุกระดับแสดงถึงการใช้งบประมาณในด้านนี้เสียเปล่าไปทั้งหมดนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้แก่พรรคการเมือง เรื่องนี้ทั้งที่ว่าเป็นเรื่องสำคัญแต่ในรายงานก็ไม่มีการดำเนินการอะไรทั้งสิ้น การเลือกตั้ง ที่ผ่านมามี ๗๔ พรรคที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งนะครับ แต่ครั้งหน้าน่าจะมีเป็นร้อย เพราะว่าสามสี่หมื่นก็ได้เป็น ส.ส. แล้ว อย่างนี้ก็ไม่ทราบว่าในนิยามคำว่า พรรคการเมือง เข้มแข็งของ กกต. คือตรงนี้หรืออย่างไร ผมเสนอด้วยความเป็นห่วงว่าต่อไปอาจจะมีพ่อค้า ยาเสพติด นักเลงหัวไม้ตั้งพรรค ซื้อเสียงแล้วก็ได้เป็น ส.ส. ยิ่งกว่านั้นก็ได้เป็นพรรคร่วม รัฐบาลด้วยนะครับ ในอนาคตน่าเป็นห่วงนะครับ

เอกสารหน้า ๖๓ นะครับท่านประธาน ข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการใช้จ่าย งบประมาณที่ กกต. ได้รับ ๒,๒๖๔.๘ ล้านบาท งบเกือบทั้งหมดใช้เป็นรายจ่ายประจำ ไปเกือบทั้งนั้น เงินเดือน ค่าก่อสร้าง วัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ มีงบที่สามารถนำไปพัฒนาเนื้องาน ได้จริง ๆ ก็เพียงที่ตั้งไว้ ๔๑๖.๑ ล้านบาท แต่ก็เบิกจ่ายไปเพียง ๑๙๑.๗ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๘.๕ ของจำนวนงบประมาณทั้งหมด อย่างนี้ต้องถือว่าเป็นการบริหารงบที่ขาด ประสิทธิภาพ มีเงิน มีโครงการ แต่ว่าไม่สามารถดำเนินการได้ทันงบได้นะครับ และถ้าเงิน เหลือใช้ไปใช้เป็นเงินเดือนหรือค่าตอบแทนพิเศษต่าง ๆ ของบุคลากรก็ยิ่งจะเห็นได้ว่าจะเป็น หน่วยงานที่มุ่งเอื้อประโยชน์และสวัสดิการมากกว่าที่จะมุ่งความสำเร็จของเนื้องานนะครับ ในหน้า ๗๑ ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการพัฒนาบุคลากรของพรรคการเมืองตามหลักสูตร พตส. รุ่น ๙ เป็นเงิน ๑๘.๖ ล้านบาท ผมคิดว่าควรจะมีการทบทวนว่าเกิดประโยชน์ จริงหรือไม่นะครับ การที่นักการเมืองและผู้บริหารระดับสูงของ กกต. มีส่วนร่วมในหลักสูตร ด้วยกันจะนำไปสู่การสร้างระบบเครือข่าย ระบบอุปถัมภ์ ช่วยเหลือกันหรือไม่ในอนาคต ผมเห็นตัวแทนพรรครัฐบาลเข้าร่วมอบรมกันมากมายเหลือเกินนะครับ ผมยังมีข้อสังเกต เกี่ยวกับทำงานของ กกต. อื่น ๆ ที่ไม่มีในรายงานนี้นะครับ

๑. กกต. มีผลการจัดการกับการทุจริตที่ต่ำมาก ในขณะที่ประชาชนทั่วไป พูดกันว่ามีการซื้อขายเสียงกันเต็มไปหมด แต่ กกต. ไม่สามารถจับการทุจริตได้เลย ไม่มีเลย ในการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีใบส้ม ๑ ใบ จากการถวายเงินพระที่เชียงใหม่ และใบเหลืองอีก ๑ ใบที่สมุทรปราการเท่านั้นเอง ใบแดงไม่มีนะครับ

๒. กลไกผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นกลไกที่สูญเปล่า ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา มีการใช้งบประมาณดำเนินการถึง ๕๐๐ ล้านบาท แต่ไม่มีรายงานเกี่ยวกับการทุจริตใด ๆ ทั้งสิ้น รายงานทั้งหมดก็เพียงรายงานว่าเหตุการณ์ปกติครับ แล้วก็ถ่ายรูปเต๊ะท่าหล่อ ๆ ผมว่าควรยุบเลิกไปได้แล้วครับไม่ต้องมีหรอกครับ

สุดท้ายนี้ขอฝากความคิดเห็นทั้งหมดนี้ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับ