เกียรติ ตั้งข้อสังเกตแก้รัษฎากร ห่วงโปร่งใส-คุ้มครองสิทธิไม่ชัด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลรัษฎากร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิประชาชน การกำหนดรายละเอียดในตัวกฎหมายให้ชัดเจน ไม่ผลักภาระไปยังกฎกระทรวง และการเชื่อมโยงกับระบบดิจิทัลแทกซ์และอีคอมเมิร์ซ พร้อมเรียกร้องให้กฎหมายมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดการอิงดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีข้ามประเทศ ซึ่งต้องคำนึงถึงความไม่สอดคล้องของกฎหมายระหว่างประเทศ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และผลกระทบจากมาตรการฝ่ายเดียวของต่างชาติ เช่น FATCA พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดกรอบเวลาและเทคโนโลยีสนับสนุนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาระเกินควรต่อสถาบันการเงินและประชาชน

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็ขออนุญาต อภิปรายในส่วนของร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่จริงแล้วท่านประธานครับ เรื่องนี้มันก็โยงกับที่เราเคยอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ในครั้งที่ผ่านไปในวันที่ ๑ กันยายน ที่ผ่านมาเป็นการประชุมร่วม ตอนนั้นเราพิจารณาเรื่องสนธิสัญญา จริง ๆ แล้วผมก็ได้ตั้ง ข้อสังเกตไว้อยู่ ๓-๔ ข้อที่ผมคิดว่าควรจะอยู่ในกฎหมายที่ยื่นเข้าสภาในวันนี้นะครับ เช่น

ประการแรก เรามีหลักประกันไหม เวลาเราเขียนกฎหมายว่ามันจะไม่กระทบ กับสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน สิทธิพื้นฐานเป็นอย่างไรนะครับ ในกรณีของข้อตกลงแม็ก (MAC) ขออนุญาตใช้คำย่อนะครับ ก็ได้เปิดช่องไว้ว่ารัฐภาคีเองอาจแจ้งแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ หรือคนชาติของตนให้ทราบล่วงหน้าก่อนมีการส่งข้อมูลได้ ตรงนี้ของเราในครั้งนี้ไม่ได้ระบุ อะไรเลยนะครับ

อันที่ ๒ กรอบโครงสร้างกฎหมายที่เรายื่นเข้ามาก็เป็นลักษณะเป็นประเพณี ปฏิบัติกระมังครับท่านประธาน เหมือนเดิม ๆ ก็คือยังไม่ลงรายละเอียดไปกำหนดในกฎกระทรวง แต่เขียนแค่ว่าให้อำนาจอธิบดีไว้นะครับ ทำอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร เดี๋ยวไปว่ากันอีกทีหนึ่ง ตรงนี้ก็เป็นข้อกังวลเหมือนกัน เพราะว่าถ้าวันที่ท่านยื่นกฎหมายฉบับนี้เข้าสภามีกฎกระทรวง แนบมาด้วยมันก็ง่ายดีครับ มันทำให้สบายใจ มันเข้าใจดีว่าแนวทางในการดำเนินการจะเป็น อย่างไรนะครับ

อีกประการหนึ่งที่ได้พูดไว้ครั้งที่แล้วก็คือว่า คือตอนนี้อีคอมเมิร์ซ (E-commerce) มันก็ไปไกลแล้วครับ กระบวนการการเก็บภาษี โครงสร้างภาษีของประเทศไทยเองก็เริ่มมี การปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับ แล้วกำลังมีแนวทางที่จะไปออกเรื่องดิจิทัลแทกซ์ (Digital Tax) อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันจะโยงอย่างไรกับการแก้ประมวลรัษฎากรในครั้งนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่ผมตั้งไว้ในคราวที่แล้ว ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสเข้าไปดูในร่างที่เสนอเข้าสภานะครับ ก็ต้อง ขอบคุณมากครับท่านก็ต้องทำอย่างรวดเร็วเพราะให้สัตยาบันไปแล้ว ก็ต้องดูมีการปรับปรุง กฎหมายภายในนะครับ

สาระสำคัญนี่นะครับ ก็ต้องบอกว่าผมก็ยังมีประเด็นที่กังวล แต่ผมก็ฝากไว้ ฝากไว้ว่าเวลาเข้าไปกรรมาธิการ ไปพิจารณากันโดยกรรมาธิการนี่ขอให้พิจารณาประเด็น ที่ผมจะนำเสนอดังต่อไปนี้นะครับ

ในกฎหมายเขียนไว้จริง ๆ สาระของมันก็คือบอกว่าให้อำนาจในการแลกเปลี่ยน ข้อมูลเป็นอำนาจของอธิบดี ในฐานะผู้แทนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่ได้รับมอบหมาย และจะแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้มาโดยหน้าที่ราชการจากเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่ง มันก็เขียนแค่นี้ครับในสาระ ทีนี้ผมก็พยายามทำความเข้าใจว่าผมนี่เป็นประเภทวิตกจริต หรือเปล่า ถ้าเขียนกันแค่นี้แล้วเรายังไม่เห็นกฎหมายลูกหรือกฎกระทรวงนี่เราจะกังวล เกินไปไหมในแง่ของสิทธิ ผมก็ไปไล่ดูครับท่านประธานครับ ผมขออนุญาตขึ้นชาร์ต (Chart) ได้ให้ฝ่ายโสตไปแล้วนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ผมเอาตัวอย่างกฎหมาย เหมือนกันเลยนะครับ ภาคีฉบับเดียวกันเลยครับ ในเรื่องเดียวกันเลยนี่นะครับ ผมเอาตัวอย่างมาให้ดู ๓ ประเทศ สิงคโปร์ เยอรมนี และประเทศไทย ในแง่ผู้มีอำนาจ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล อันนี้ตรงกันนะครับ ๓ ประเทศตรงกัน ก็คือเจ้าพนักงานตรวจสอบ ภาษีเงินได้ หรือพูดง่าย ๆ อธิบดีสรรพากรใกล้เคียงกันครับ หัวหน้าส่วนราชการของเยอรมนี อันนี้เหมือนกัน แต่ที่ต่างกันคือหน้าต่อไปครับ หน้าต่อไปเขียนชัดเจนในกฎหมายนะครับ ไม่ใช่กฎกระทรวงอันนี้ผมย้ำนะครับ กฎหมายเขียนชัดเจนนะครับว่าหน้าที่เบื้องต้น ของทางการต้องทำอะไร ต้องแจ้งหรือไม่ต้องแจ้งนะครับ ของสิงคโปร์ชัดเจนนะครับว่า ภาระหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหลักไว้ก่อน เยอรมนีก็บอกต้องแจ้งและเปิดโอกาสให้ชี้แจงด้วย ของเยอรมนีชัดเจนนะครับ เขียนในกฎหมายนะครับ ไม่ใช่กฎกระทรวงนะครับ ของประเทศไทยไม่ระบุต้องรอดูกฎกระทรวง ตรงนี้ก็เป็นความกังวล ชาร์ต (Chart) ต่อไปครับ

ทั้งหมดมีข้อยกเว้นครับท่านประธาน กรณีที่จะไม่แจ้งมีกรณีใดบ้าง ประเทศสิงคโปร์ครับ กรณีแรกไม่รู้ที่อยู่ไม่ต้องแจ้ง หรือถ้าการแจ้งจะเป็นการขัดขวาง หรือชะลอกระบวนการยุติธรรมหรือกระบวนการตรวจสอบ หรือการไปแจ้งนี้จะส่งผลร้าย ต่อการสืบสวน ของประเทศเยอรมนีครับ ถ้าการไม่แจ้งเป็นประโยชน์สาธารณะก็ไม่ต้อง แจ้งได้นะครับ กระทบกรอบเวลาในการดำเนินการไม่ต้องแจ้งก็ได้ ไม่ก่อให้เกิด ความได้เปรียบเสียเปรียบ ไม่ต้องแจ้งก็ได้ คือถ้าแจ้งแล้วเกิดได้เปรียบเสียเปรียบก็ไม่ต้องแจ้ง กฎหมายเขียนชัดนะครับ หรือเป็นคำสั่งทั่วไป เป็นหลักปฏิบัติของบางกรณีของทุกบริษัท ที่เกี่ยวข้อง อย่างนี้ทำได้ ของประเทศไทยเผอิญไม่ระบุครับท่านประธาน ตรงนี้มันต่างกัน อย่างไรครับ มันต่างกันตรงนี้ครับท่านประธาน อธิบดีหรือผู้ที่มีอำนาจในการแลกเปลี่ยน ข้อมูลนั้นต้องรับผิดชอบถึงเหตุผลของการจะแจ้งหรือไม่แจ้งต่อบุคคลเหล่านั้น ที่จะนำข้อมูล ไปส่งต่อให้ประเทศอื่น นี่คือความแตกต่างครับ แล้วก็จะไม่แจ้งได้ก็มีเหตุผลเพียงแค่นี้ครับ ของเรามักจะใช้ว่าเป็นดุลยพินิจแล้ว ถ้าไปเขียนเป็นดุลยพินิจมันก็จะไปเหตุผลใด ๆ ก็หลากหลาย แล้วครับท่านประธานคราวนี้ ตรงนี้คือข้อกังวลว่าเราจะสามารถปฏิบัติตามความตกลง ระหว่างประเทศ เช่นกับกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปหรือไม่ ถ้าเราใช้แค่เพียงอำนาจอธิบดี หรือดุลยพินิจอธิบดี อันนี้ที่ผมอภิปรายตรงนี้ไม่ได้มีข้อกังวลถึงพฤติกรรมของอธิบดีท่านใด ท่านหนึ่งหรือรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่ง ไม่ใช่เลยนะครับ เป็นวิธีการหลักคิดของกฎหมายเท่านั้นเอง อะไรคือหลักประกัน อะไรคือกระบวนการ ที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส และมีการถ่วงดุล และตรวจสอบได้ ตรงนี้เองนี่นะครับ ผมถึงยกตัวอย่าง ๓ ประเทศนี้มาให้ดู ก็ต้องถามท่านนะครับว่าทำไมท่านถึงใช้หลักคิด อันนี้ผมก็เข้าใจนะครับ จริง ๆ ประเพณีของบ้านเรานี่ก็ใช้ ใช้บอกว่าถ้ายังไม่ได้ลงรายละเอียด ก็ใช้กฎกระทรวงเดี๋ยวไปว่ากันอีกทีหนึ่ง เผอิญพอไปทำอย่างนั้นบ่อย ๆ หลายประเทศตอนนี้ เขาเลิกแล้วครับท่านประธาน ผมก็อยากเห็นประเทศไทยเข้าสู่กรอบที่ทันสมัยขึ้น ก็คือ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น กฎหมายโปร่งใสมากขึ้น มีความเป็นธรรมมากขึ้น ดุลพินิจลดน้อยลง ไมใช่ดุลพินิจอะไรก็ได้ ตรงนี้ครับนี่คือข้อที่ผมคิดว่าอยากตั้งข้อสังเกตไว้ เพื่อที่จะให้ คณะกรรมาธิการในขั้นต่อไปลองไปพิจารณาดูครับว่าควรจะปรับปรุงกฎหมายของเรา ไม่ได้ผิดเจตนาอะไรทั้งสิ้นนะครับ ผมคิดว่ามันตรงกันหมด เพียงแต่ว่าทำให้มันชัดขึ้นตั้งแต่ต้น และไม่ทิ้งไว้ให้เป็นดุลยพินิจมากจนเกินไป เพราะเหตุผลในโลกนี้ของการให้หรือไม่ให้ มันค่อนข้างจะชัดเจน มันมีไม่กี่เหตุผลเท่านั้นนะครับ

ผมก็มีส่วนเพิ่มเติมอีก ๒-๓ ประเด็น ฝากนิดเดียวท่านประธานครับ ไม่ได้ มีคนอภิปรายเยอะ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ สาระล้วน ๆ ครับท่านประธาน การคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ผมคิดว่ากฎหมายต้องมีความชัดเจนครับว่าอะไรคือหลักประกัน อะไรคือ แนวทางที่จะทำให้สังคมเกิดความมั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลไม่ถูกละเมิด ไม่ว่ากรณีใด ก็แล้วแต่ ยกเว้นมีความชอบด้วยกฎหมาย ทีนี้ปัญหามันซับซ้อนตรงนี้ครับ เวลาขอแลกเปลี่ยน ข้อมูลนี่ กฎหมายในประเทศไทยและกฎหมายของต่างประเทศมันไม่เหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นมูลความผิดของการปฏิบัติตามกฎหมายของแต่ละประเทศอาจจะไม่เท่ากัน บางเรื่องในประเทศไทยไม่ผิดแต่อาจจะผิดในประเทศอื่น บางเรื่องในประเทศอื่นไม่ผิด แต่ผิดในประเทศไทย คำถามมีอยู่ว่าท่านจะทำอย่างไรในกรณีเช่นนี้ ตรงนี้ต้องชัดนะครับ แนวทางต้องชัดนิดหนึ่งครับ หมายความว่าก่อนที่จะมีการส่งต้องมีการตรวจสอบไหม อย่างเช่นในเรื่องของ ผมยกเทียบเคียงนะครับ กรณีส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี่ มูลความผิด ของแต่ละประเทศ กฎหมายของแต่ละประเทศต้องเหมือนกันถึงจะส่งนะครับ อันนี้ถ้าเป็นแค่ ข้อมูล แต่ถ้ามูลความผิดไม่ตรงกัน แล้วการส่งไปจะทำให้เกิดความไม่ชอบของการเอาผิด ของบุคคลที่เกี่ยวข้องจะทำอย่างไรดี ตรงนี้ต้องขอความชัดเจนนิดหนึ่งนะครับว่า ในหลักเราควรจะทำอย่างไรบ้าง กรณีของประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกานี่ต่างกันชัดเจนเลย นะครับเรื่องภาษี สหรัฐอเมริกานี่มองภาษีคือภาษีรายได้จากทั่วโลกครับ ของประเทศไทย มองภาษีที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในประเทศเท่านั้น กิจกรรมนอกประเทศไม่เอามารวม ทีนี้ถ้าเกิดประเทศอื่นมาขอครับ มาขอแล้วเกิดเราส่งข้อมูลไป แล้วไปทำให้เกิดเป็น มูลความผิดของเขา ทั้ง ๆ ที่กฎหมายในประเทศไม่ผิดครับ ตรงนี้จะทำอย่างไรดี ต้องถามรัฐมนตรีนะครับว่าท่านมีแนวคิดอย่างไร

ข้อที่ ๓ ฝากท่านเหมือนกันครับ เวลากรรมาธิการไปพิจารณา ศักยภาพ ของสถาบันการเงินไม่เท่ากันจริง ๆ ครับ รายเล็กรายน้อย เครดิตฟองซิเอร์ (Credit Foncier) หลักของการเก็บข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลจะต้องมีระยะเวลาเปลี่ยนผ่านไหมครับ ถ้าออกกฎหมายฉบับนี้มานี่ แล้วมีภาระที่ต้องผูกพันกับประเทศอื่น แล้วต้องนำข้อมูลไป แลกเปลี่ยนกับเขานี่ ระยะเวลาเปลี่ยนผ่านมีไหม หรือมีกรอบอะไรที่กระทรวงเองจะไปช่วย ให้การเปลี่ยนผ่านนั้นทำได้ด้วยความรวดเร็ว และไม่เป็นภาระจนเกินไปนะครับ ขอโทษนะครับ เมื่อสักครู่นี้แล้วก็เทคโนโลยีที่จะใช้ครับ ท่านจะใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันไหม ในประเทศต่าง ๆ มีเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนกัน อันนี้มีการตกลงกันไหมครับว่าเทคโนโลยีของประเทศไทย กับสถาบันการเงินไทย กระทรวงการคลังของไทยจะใช้เทคโนโลยีเดียวกับสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือประเทศไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า มีความแตกต่างตรงนี้หรือไม่ ก็ขอ ความชัดเจนนิดหนึ่ง เพราะอันนี้ในทางปฏิบัติมันอาจจะเป็นปัญหาได้

ประการสุดท้ายครับ ผมกังวลกรอบอื่น ๆ ครับ ซึ่งเป็นกรอบมาตรการ ฝ่ายเดียว เช่น แฟตกา (FATCA) ครับ แฟตกา (FATCA) นี่พูดง่าย ๆ เขามัดมือชกเราครับ เราต้องส่งข้อมูลให้เขา ถ้าท่านมีบัญชีแล้วท่านเคยมีญาติอยู่ในสหรัฐอเมริกา ท่านก็ไป เปิดบัญชีที่แบงก์ไหนตอนนี้โดนเขียนหมดครับ ตรงนี้ครับด้วยสนธิสัญญาอันนี้ ด้วยการปรับปรุงประมวลรัษฎากรอันนี้ เราได้รับ การดำเนินการหรือความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นมาตรการ ฝ่ายเดียวมันดีขึ้นไหมครับ เราใช้กระบวนการตรงนี้ ใช้ข้อตกลงเหล่านี้ในการให้เกิด ความเท่าเทียมกันมากขึ้นได้ไหมครับ เพราะว่าสหรัฐอเมริกาตอนนี้ใช้มาตรการฝ่ายเดียว มัดมือชก แล้วถ้าเกิดเราไม่ให้ก็จะไม่ร่วมมือกับประเทศไทยในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน ตรงนี้ผมคิดว่าไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไร ต้องเจรจาระหว่างประเทศนะครับ เราต้องไม่ยอม ให้ประเทศที่เขาคิดว่าเขาใหญ่ใช้มาตรการฝ่ายเดียวมาบีบเราโดยความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้น ก็ต้องฝากประเด็นท่านเหล่านี้ช่วยอธิบายหรือให้หลักเพื่อทำให้เราเกิดความมั่นใจว่า การปรับปรุงประมวลรัษฎากรในครั้งนี้จะเป็นกระบวนการที่เป็นธรรม โปร่งใส แล้วก็ ตรวจสอบได้ และไม่ใช่มีการใช้ดุลยพินิจจนมากเกินไปโดยไม่มีหลักที่สามารถอ้างอิงได้ครับ ขอบพระคุณครับ