นริศรา สนับสนุนร่างมาตรา 305 ชี้แพทยสภาน่าดูแลมากกว่า สธ.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๔

นริศรา แดงไผ่ ชี้แจงสนับสนุนร่างมาตรา 305 โดยย้ำว่าการกำกับดูแลการดำเนินการตามมาตรา 301 และ 302 ควรเป็นอำนาจของแพทยสภา ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข และเสนอให้ใช้ถ้อยคำ "จิตใจ" อย่างกว้างขวางเพื่อคุ้มครองสุขภาพจิตของหญิงตั้งครรภ์ โดยอ้างอิงกฎหมายต่างประเทศและประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 พร้อมทั้งหารือเรื่องการขยายกรณีการทำแท้งให้ครอบคลุมหญิงที่ตั้งครรภ์จากความผิดทางเพศทุกประเภท และเสนอให้หญิงตั้งครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ตามสิทธิของตนเอง โดยย้ำว่าระยะเวลาดังกล่าวเป็นสมดุลที่ปลอดภัยทั้งต่อแม่และทารก ตามหลักคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็แสดงความกังวลต่อข้อกำหนดที่กำกว้างในร่างกฎหมายที่อาจสร้างภาระให้แพทย์และกระบวนการพิสูจน์ทางการแพทย์

นางสาวนริศรา แดงไผ่ กรรมาธิการ

ขออนุญาตท่านประธานค่ะ ดิฉัน นริศรา แดงไผ่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตเรียนชี้แจง เกี่ยวกับร่างมาตรา ๓๐๕ ทั้งหมดในฐานะร่างของรัฐบาล

มาตรา ๓๐๕ เป็นการกำหนดให้ถ้ามีการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๐๑ ก็คือเรื่องของหญิงทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก หรือมาตรา ๓๐๒ คือเป็นกรณีที่ผู้อื่นทำแท้งให้หญิงโดยหญิงยินยอม กรณีนี้เป็นการกระทำความผิด แต่ถ้าเป็น การกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาแล้วไม่เป็นความผิดนะคะ เพราะฉะนั้นตามมาตรา ๓๐๕ เรายังคงต้องคงความว่า กระทำความผิด เพราะมันมีการกระทำ ความผิดถึงมีเหตุยกเว้นความผิด การจะตัดความผิดออกไปไม่สามารถกระทำได้นะคะ

อันที่ ๒ เป็นกรณีที่เป็นการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและตาม หลักเกณฑ์ของแพทยสภา เนื่องจากว่ามาตรา ๓๐๕ เป็นการกำหนดเหตุยกเว้นไม่ให้ผู้กระทำ ความผิดมีความผิดนะคะ แล้วถ้าเกิดเป็นการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนี้ กรณีนี้ ถ้าได้ทำตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาผู้กระทำไม่มีความผิด กรณีนี้เราไม่สามารถที่จะมากำหนดให้กระทรวงสาธารณสุขดูแลได้ เพราะว่าสาธารณสุข จะดูแลแพทย์ซึ่งอาจจะเป็นข้าราชการพลเรือนก็ดูแลทางระเบียบข้าราชการพลเรือน ดูแลในเรื่องของทั่วไปของการแพทย์ แต่ว่าในกรณีของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งได้มาทำแท้งให้กับหญิงซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรฐานทางการแพทย์ตรงนี้ก็ต้องให้ แพทยสภาเป็นผู้มาดูแลตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาค่ะ

ส่วน (๑) เป็นกรณีจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยง ต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกายหรือจิตใจของหญิงนั้น แนวทางการยกร่างก็เป็นไปตาม ดิ อะบอร์ชัน แอกต์ ๑๙๖๗ (The Abortion Act 1967) ซึ่งภาษาอังกฤษจะใช้คำว่าฟิสิคัล ออร์ เมนทัล แอบนอร์มาลิตีส์ (Physical or mental abnormalities) คือพูดถึง ความผิดปกติทางกายหรือจิตใจของหญิง ในตอนพิจารณาเราก็ได้ดูหลักเกณฑ์ของแพทยสภา ด้วยเช่นกันว่าใช้ถ้อยคำไหน ซึ่งก็คือทางกายหรือจิตของหญิง แต่เราไม่ได้มองแค่เรื่องจิต ที่มุ่งในเรื่องของอารมณ์นึกคิด ความสัมพันธ์ต่อชีวิตเท่านั้น แต่เรามองไปมากกว่านั้นคือ ในกรณีนี้หญิงอาจจะมีเรื่องของความเครียด ความเศร้า วิตกกังวล หรือถึงขนาดที่ว่า มีความทุกข์ทรมานจากการที่จะต้องทำแท้ง จากการที่จะต้องมีบุตรซึ่งจะส่งผลกระทบ ต่อการดำรงชีวิตของหญิงด้วย เราจึงใช้คำที่กว้าง คำว่าจิตใจ ทั้งนี้ในส่วนของความผิด ซึ่งเกี่ยวกับเพศ ความผิดฐานทำแท้งมันก็จะอยู่ในส่วนของลักษณะสิทธิความผิดเกี่ยวกับ ชีวิตและร่างกาย เราก็ไปดูเทียบเคียงด้วยว่าในมาตรา ๒๙๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นกรณีที่ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย ต่อกายหรือจิตใจ เป็นความผิดต้องระวางโทษ อันนี้เป็นถ้อยคำ ซึ่งความผิดฐานทำแท้ง ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันคือชีวิตและร่างกาย เราก็เอาถ้อยคำนี้มากำหนดด้วยนะคะ นี่คือ ใน (๑)

(๒) ร่างของรัฐบาลคือเสนอว่า จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากทารกคลอด ออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจ ถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง ที่เสนอตามนี้มาเพราะมองว่าทารกคลอดออกมาจะมี ความสี่ยงอย่างมากเป็นคำที่กว้าง คือแพทย์สามารถที่จะใช้ดุลยพินิจที่จะพิจารณาจาก ความเสี่ยงอันนี้ได้ และความเสี่ยงอย่างมากถึงขนาดที่จะเกิดให้ผลกระทบต่อความผิดปกติ ทางกายหรือจิตใจของทารกนั้นที่ถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง คือเราจะไม่มองแค่ว่า ความผิดปกตินั้นซึ่งอาจจะเกิดจากโครโมโซมซึ่งเป็นผลจากการผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเป็นเรื่องของทางสมอง หรือเรื่องอะไรต่าง ๆ คือเรามองไปมากกว่านั้นว่าถ้าเกิดว่า เขาเกิดมาทาลัสซีเมีย (Thalassemia) ลูคีเมีย (Leukemia) เขาต้องถึงขนาดทุพพลภาพ อย่างร้ายแรงด้วยเราถึงจะให้ทำแท้งได้ อันนี้คือเรามองภาพในลักษณะที่ว่าให้แคบที่สุด เพราะมันส่งผลกระทบถึงชีวิตทารกในครรภ์แล้วก็เสี่ยงต่อความปลอดภัยของหญิงด้วยนะคะ

อันที่ ๓ ขออนุญาตนะคะ คือถ้าเกิดในตามร่างของกรรมาธิการที่ได้เขียนว่า มีความเสี่ยงอย่างมาก หรือมีเหตุผลทางการแพทย์อันควรเชื่อได้ว่าหากทารกคลอดออกมา จะมีความผิดปกติถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง ตรงนี้ก็จะเป็นภาระกับแพทย์ด้วย เพราะว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่าแพทย์จะมาใช้เหตุผลที่ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเหตุผลทาง การแพทย์อันควรเชื่อได้ว่าหากทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติ เพราะว่าการใช้ว่า ความเสี่ยงอย่างมากจะเป็นความหมายที่กว้าง อันนี้จะเป็นการที่ล็อกและการกำหนดไว้เป็น เงื่อนไขใน (๒) อันนี้ก็จะส่งผลให้ทางศาลก็จะมาพิจารณาว่าเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าเหตุผล ทางการแพทย์ที่เชื่อได้ว่าทารกคลอดออกมาจะมีความผิดปกติจะมีหลักฐาน มีเหตุผล ทางการแพทย์ มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างไรที่จะมาตรวจพิจารณา อันนี้ก็จะยาก ต่อการที่แพทย์จะพิสูจน์ค่ะ

(๓) กรณีร่างของรัฐบาลคือหญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิด เกี่ยวกับเพศ อันนี้เราเขียนขยายเพิ่มออกมาจากเดิมเฉพาะเขียนเกี่ยวกับความผิดฐานข่มขืน กระทำชำเราหญิง และความผิดฐานกระทำชำเรา แต่ตอนนี้เราขยายออกมาถึงความผิด เกี่ยวกับเพศทุก ๆ ฐานที่อยู่ในความผิดเกี่ยวกับเพศ ไม่ว่าจะเป็นการข่มขืนกระทำชำเรา อนาจาร การสนองความใคร่โดยการพาไปเพื่อการอนาจาร ซึ่งถ้ากรณีนี้ทำให้เกิดหญิงนั้นมีครรภ์แล้ว แล้วหญิงก็มีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิด เกี่ยวกับเพศดังกล่าวแล้ว แล้วหญิงก็ไปทำแท้ง โดยการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาหญิงไม่ผิด ถามว่ากระบวนการเราเขียนไว้แค่นี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งกำหนดข้อยกเว้น อันนี้จะเป็น องค์ประกอบหนึ่งในการที่แพทย์และหญิงนั้นสามารถอ้างว่าตัวเองไม่มีความผิดได้ ถึงแม้ว่า จะอ้างได้นะคะ ก็ต้องเข้าสู่ในกระบวนการ กระบวนการที่ว่าคือกระบวนการทางคดี ถ้าเกิดมี การกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศเกิดขึ้น ก็จะต้องมีการแจ้งความ ร้องทุกข์ กล่าวโทษ อันนี้ จะเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งค่ะ แล้วก็อาจจะต้องมีการตรวจพิสูจน์ทางร่างกาย การที่เขียน แค่ว่าหญิงยืนยันอย่างเดียวนั้น หญิงยืนยัน แต่ว่าหญิงเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองทำแท้งเพราะเหตุ มีความผิดเกี่ยวกับเพศหรือไม่ แต่คนที่จะไปดำเนินการต่อจากนั้นอาจจะต้องมีการพิสูจน์ เพราะฉะนั้นกระบวนการที่จะพิสูจน์เหล่านี้ก็จะอยู่ในกฎหมายข้างนอก อย่างเช่นเรื่องของ การดำเนินคดีในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ ชั้นศาลนะคะ ส่วนหลักเกณฑ์ในเรื่องของทางแพทย์ ก็คือจะไปออกหลักเกณฑ์ว่าถ้าเกิดมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ แค่ไหน อย่างไร ที่แพทย์จะดูพิจารณา และจะดำเนินการให้นะคะ อันนี้ก็จะไปอยู่ข้างนอก

ในส่วนของ (๔) เป็นกรณีหญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติ การตั้งครรภ์ อันนี้เขียนไว้เพื่อให้รองรับกับกรณีผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมค่ะ

ส่วน (๕) ที่เพิ่มเข้ามา เป็นกรณีหญิงมีครรภ์เกิน ๑๒ สัปดาห์ แต่ไม่เกิน ๒๐ สัปดาห์ ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์ ตรงนี้คือเรามองแล้วว่าในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้พิจารณาถึงความสมดุลของหญิงตั้งครรภ์และสิทธิของทารกในครรภ์ เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่สมดุลก็คือต้องมองคุ้มครองทั้ง ๒ สิทธินี้ด้วย กรณีที่อายุครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์เป็นอายุครรภ์ที่เหมาะสม เพราะว่าหญิงนั้นทำแท้งไปคือมาตรา ๓๐๑ ให้หญิงทำแท้งได้เลยโดยไม่เป็นความผิด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดหญิงทำแท้งเอง ซื้อยามา รับประทานเองโดยที่ไม่ได้เดินมาหาแพทย์ ตรงนี้ ๑๒ สัปดาห์ ก็จะเป็นความปลอดภัย ของหญิงที่สุด ในขณะเดียวกันเราก็เคารพต่อสิทธิของทารกในครรภ์ด้วยนะคะ เพราะว่า ถ้าเกิดเกิน ๑๒ สัปดาห์เขาก็สามารถที่เจริญเติบโต ที่จะดำรงชีวิตต่อไปได้ เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าการกำหนดตาม (๔) ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ ๑. ก็คือว่าคุ้มครองสิทธิของทั้ง ๒ ฝ่าย ตามศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีความปลอดภัยกับหญิงแล้วก็ทารกในครรภ์ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ