สันติ กีระนันทน์ ชี้แจงข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าต้องสมดุลระหว่างสิทธิทารกในครรภ์และสิทธิหญิงตั้งครรภ์ โดยยึดหลัก ๑๒ สัปดาห์เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม สันติ กีระนันทน์ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาครับ เรื่องนี้ขออนุญาตชี้แจงข้อซักถาม แล้วก็สิ่งที่ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็นไว้เพื่อความกระจ่างชัดของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาเพิ่มเติมสักเล็กน้อยนะครับ
ประเด็นแรกที่ท่านกรรมาธิการนริศราได้กรุณาชี้แจงไปแล้วนี่นะครับ ผมอาจจะขออนุญาตขยายความให้ชัดอีกสักนิดหนึ่งนะครับ เนื่องจากในเรื่องนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ที่ผ่านมานั้น ผมขออนุญาต ยกข้อความบางส่วนของคำวินิจฉัยนะครับ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการที่บุคคลย่อมมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะกระทำการใด หรือไม่กระทำการใดต่อชีวิตและร่างกายของตน ตราบเท่าที่ การกระทำนั้นไม่ไปรบกวน หรือล่วงล้ำเข้าไปในสิทธิหรือเสรีภาพของผู้อื่น ประเด็นนี้ข้อบ่งชี้ ที่ชัดเจนก็คือศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๑ แต่เดิมนั้น คำนึงถึงสิทธิของทารกในครรภ์เพียงฝ่ายเดียว แต่ไม่คำนึงถึงสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงชี้ว่าการคุ้มครองสิทธิของทารกในครรภ์ และสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ ต้องให้เกิดความสมดุลกัน โดยอาจจะต้องนำช่วงระยะเวลาการตั้งครรภ์มาเป็นหลักเกณฑ์ ในการพิจารณา เรื่องนี้ท่านกรรมาธิการนริศราได้ชี้แจงไปแล้วนะครับว่าความเห็นทางการแพทย์ที่กำหนด ๑๒ สัปดาห์นั้นเป็นการให้สมดุลใน ๒ สิ่งดังกล่าวนั้นอย่างเหมาะสม แล้วก็คำนึงถึง ความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์ ในขณะเดียวกันอาจจะมีข้อโต้แย้งของบางฝ่ายนะครับว่า สิทธิของทารกในครรภ์นั้นไม่มีจริง เพราะว่ายังไม่ได้ถือกำเนิดออกมานะครับ ซึ่งนั่นก็เป็น ความเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ก็อย่างไรก็ดีในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้นได้ยึดเอา หลักแรกที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลของสิทธิทารกในครรภ์กับสิทธิของหญิงผู้ตั้งครรภ์ เป็นหลัก อันนั้นคือหลักที่ ๑
หลักที่ ๒ นอกเหนือจากหลักการความสมดุลทางที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว อีกหลักหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าที่ประชุมคณะกรรมาธิการทั้งหมดเลย นี่นะครับเป็นเอกฉันท์ เห็นว่าการที่เราพิจารณาเรื่องนี้ไม่มีหญิงคนใดเลยที่ต้องการตั้งครรภ์ เพื่อที่จะไปยุติการตั้งครรภ์ ดังนั้นใน ๒ หลักนี้จึงได้มาปรากฏในการพิจารณายกร่าง มาตรา ๓๐๑ ให้เป็นไปตามข้อวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงความสมดุลของสิทธิ ทั้งสองนะครับ
อีกประการหนึ่ง ถ้ายกเลิกมาตรา ๓๐๑ ออกไปเลย ผลที่ต่อเนื่องก็จะเป็นผล ที่ทำให้คำนึงถึงสิทธิของมารดาเพียงฝ่ายเดียว ของหญิงตั้งครรภ์เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้คำนึงถึง สิทธิของทารกที่จะถือกำเนิดออกมาและเป็นบุคคลต่อไป
ส่วนอีกข้อหนึ่งนะครับ มาตรา ๓๐๕ ครับ ที่จริงแล้วถ้าอ่านมาตรา ๓๐๕ เริ่มต้นมาตรา ๓๐๕ เขียนไว้โดยบอกว่า ขอหยิบเอกสารนิดหนึ่งนะครับ มาตรา ๓๐๕ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๓๐๑ หรือมาตรา ๓๐๒ มาตรา ๓๐๑ นั้นเป็นการกระทำ ผิดของหญิงผู้ตั้งครรภ์ มาตรา ๓๐๒ นั้นคือเป็นความผิดของผู้อื่นที่ทำให้หญิงนั้นแท้งลูก ดังนั้นนั่นหมายความว่ามาตรา ๓๐๕ นี่นะครับ ที่เป็นเหตุยกเว้นความผิดนั้น ยกเว้นความผิด ให้ทั้งมาตรา ๓๐๑ ก็คือหญิงผู้ตั้งครรภ์ และมาตรา ๓๐๒ ก็คือผู้อื่น ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภา โดยในวรรคนี้บอกว่า ถ้ากระทำเช่นนั้นแล้ว ผู้กระทำไม่มีความผิด คำว่า ผู้กระทำไม่มีความผิด ก็หมายความว่า หญิงผู้ตั้งครรภ์ถ้าอายุครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ หญิงนั้นก็ไม่มีความผิด ฉะนั้นเจตนารมณ์ ของมาตรา ๓๐๕ นั้นมิได้มุ่งไปที่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น ยังมุ่งไปที่หญิง ที่ยุติการตั้งครรภ์โดยที่อายุครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ด้วย ดังนั้นความกังวลใจที่จะต้อง ไปเขียนในวรรคสองของมาตรา ๓๐๑ นั้นเพื่อชี้ให้เห็นชัดว่าหญิงผู้ตั้งครรภ์นั้นก็ไม่มี ความผิดด้วยก็จึงไม่มีความจำเป็นนะครับ
คำสงวนความเห็นถัดไปนี่นะครับ ที่พูดถึงเรื่องของหญิงผู้ตั้งครรภ์นั้น ถ้าจะยุติการตั้งครรภ์ควรจะเข้าสู่กระบวนการสาธารณสุข เรื่องนี้ต้องกราบเรียนว่าประมวล กฎหมายอาญานั้น โดยวิธีการตรากฎหมายนั้นก็คงต้องสั้น กระชับ และรัดกุม เพราะว่า ต้องมีการตีความอย่างเคร่งครัด ฉะนั้นแล้ววิธีการปฏิบัติอะไรทั้งหลายนั้น ถ้าจะเขียนให้ ยืดเยื้อ ยืดยาวเกินไปนี่ก็จะมีผลต่อการบังคับใช้ แต่แน่นอนครับคณะกรรมาธิการเห็น ประเด็นเดียวกันว่าไม่ว่าหญิงตั้งครรภ์ที่จะต้องการยุติการตั้งครรภ์หรือไม่ต้องการยุติ การตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามทุกคนควรจะสามารถเข้าถึงกระบวนการสาธารณสุขได้ ดังนั้น ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนครับ จะปรากฏอยู่ ในข้อสังเกต ข้อ ๕ และข้อ ๖ ที่ตั้งข้อสังเกตให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะรัฐมนตรีคงจะต้องนำข้อสังเกตนั้นไปให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดมาตรการ ทั้งหลายเชิงรุก เพื่อทำให้หญิงผู้ตั้งครรภ์และหญิงผู้เคราะห์ร้ายสามารถเข้าถึงกระบวนการ สาธารณสุขได้ เพื่อความปลอดภัยและบนหลักการที่ต้องไม่มีการกระทำซ้ำให้หญิงนั้น ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้เคราะห์ร้ายแล้วยังถูกกระทำซ้ำซากในความเคราะห์ร้ายเหล่านั้น ไม่จบไม่สิ้น ฉะนั้นแล้วนี่นะครับก็ขออนุญาตต้องกราบเรียนว่าที่ได้นำเสนอประกอบกับความเห็นของ ท่านกรรมาธิการผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกาที่พูดถึงความสมดุลระหว่างโทษจำกับ โทษปรับนี่นะครับ กรรมาธิการจำนวนหนึ่งจึงได้สงวนความเห็นว่าขอให้กลับไปใช้ร่างเดิม ของคณะรัฐมนตรีที่นำเสนอต่อสภาครับ ขอบพระคุณครับ