พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ วิจารณ์มาตรการล็อกดาวน์ที่กระทบแรงงานต่างชาติ ขอยืนยันรัฐบาลมีงบประมาณเพียงพอและเรียกร้องให้รักษาสมดุลระหว่างสุขภาพกับเศรษฐกิจ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาน่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งครับ ที่เกิดการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ครั้งใหม่ในช่วงก่อนปีใหม่ ช่วงปีใหม่ที่ควรจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุข ของประชาชนที่จะพบปะสังสรรค์เพื่อนฝูง ญาติมิตร และยังเป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจ ร้านค้าต่าง ๆ ที่ลมหายใจรวยรินมาตั้งแต่ต้นปีจะได้มีโอกาสพลิกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่เคราะห์ซ้ํากรรมซ้อนประเทศของเราครับท่านประธาน ที่เมื่อกําลังจะลืมตาอ้าปากได้ก็ต้องมาประสบกับวิกฤติอีกครั้งเมื่อเกิดการระบาดรอบใหม่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร แน่นอนครับ โควิด (COVID) ไม่ใช่เชื้อกระจอกหรือไวรัสธรรมดาดังที่มี รัฐมนตรีกล่าวไว้ แต่เกือบ ๑ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด (COVID) แสดงให้เราเห็นแล้วว่าระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเรานั้นเข้มแข็งเพียงใด ตัวผมยัง เชื่อมั่นในความสามารถและศักยภาพของบุคลากรทางด้านสาธารณสุขว่าจะรับมือกับ การระบาดในระลอกนี้ได้ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามเราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นตอของ การระบาดรอบใหม่นี้เกิดขึ้นจากความหละหลวมของรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็น ๑. การเฝ้าระวัง ชายแดน ไม่ว่าจะเป็น ๒. การบริหารนโยบายแรงงาน ทั้งนี้มีบทเรียนในลักษณะเดียวกันได้เกิด ขึ้นกับประเทศสิงคโปร์ไปแล้วเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา
สําหรับข้อ ๑ การบริหารชายแดนหละหลวม ไม่ได้เกิดขึ้นที่สมุทรสาคร เป็นที่แรก โดยปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีการปล่อยให้คนต่างชาติลักลอบเข้ามาทาง ท่าขี้เหล็กได้ ซึ่งสํานักข่าวพีพีทีวี (PPTV) ได้รายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเรียกเก็บเงิน คนละ ๓,๐๐๐-๘,๐๐๐ บาท กระบวนการหาประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งที่เราคนไทย ได้ยินมาช้านาน และนี่เป็นสิ่งแรกที่รัฐบาลต้องรีบดําเนินการตรวจสอบว่ามีจริงหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่รีบด่วนสรุปครับว่าไม่มี แล้วปล่อยให้คนทําผิดลอยนวลไปได้
ข้อ ๒ ก็คือเรื่องของการบริหารนโยบายแรงงานที่ต้องยอมรับว่านโยบาย ไม่มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจเลย การนําเข้าแรงงานต่างด้าว อย่างถูกต้องนั้นที่ควบคุมได้มีต้นทุนที่สูงผลักให้คนที่ต้องการใช้แรงงานต่างชาตินําเข้า แรงงานอย่างผิดกฎหมาย เพราะมีแรงงานข้ามชาติกว่า ๖๐๐,๐๐๐ คน หลุดจากระบบ การจ้างงานถูกกฎหมายช่วงโควิด (COVID) แพร่เชื้อโรคในระลอกแรก ถึงแม้แรงงานต่างชาติใน อุตสาหกรรมอาหารทะเลที่สมุทรสาคร ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมาย มีการต่ออายุการ ทํางานในประเทศ แต่ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด ที่หลายครอบครัวเช่าห้องพักเล็ก ๆ อยู่ ด้วยกัน การที่พวกเขาเข้าไม่ถึงระบบสาธารณสุข การดูแลสุขภาพ ทําให้เมื่อมีคนเพียงไม่กี่ คนลักลอบเข้ามาได้ ก็จะทําให้เกิดการระบาดของโรคได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เรื่องนี้รัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ครับ ท่านต้องไม่เอาตัวรอด ด้วยการโทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุในการระบาดครั้งใหม่ ไม่เบี่ยงเบนประเด็นเพื่อกลบ ความหละหลวมในการบริหารชายแดนและแรงงานที่ผิดพลาด ท่านต้องสืบหาความจริง ท่านต้องสืบหาสาเหตุของการระบาดครั้งนี้ และเร่งแก้ไขปัญหาในการปฏิรูปการจัดงาน แรงงานข้ามชาติและปฏิรูปกิจการชายแดนเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่รัฐ อีกต่อไป แต่ในเมื่อเกิดการระบาดในสมุทรสาครแล้ว ผมก็เห็นด้วยครับว่าเราจําเป็นที่จะต้อง ตัดวงจรการแพร่ระบาดของการล็อกดาวน์ (Lockdown) แต่ผมขอย้ําในที่นี้ว่าการล็อกดาวน์ (Lockdown) ต้องควบคู่ไปกับการเยียวยา ตอนนี้รัฐล็อกดาวน์ (Lockdown) ไปแล้ว แต่ยังไม่เห็นว่าจะช่วยผู้ประกอบการที่ต้องหยุดกิจการชั่วคราวอย่างไร คนหาเช้ากินค่ํา คนที่ต้องเลี้ยงชีพทุกวัน เราจะช่วยเหลือเขาอย่างไร ในเมื่อพวกเขายอมเสียสละให้รัฐ ใช้อํานาจในการล็อกดาวน์ (Lockdown) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเขา ในเมื่อรัฐใช้อํานาจ ในการล็อกดาวน์ (Lockdown) รายได้ของเขา พวกเราก็จําเป็นที่จะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) รายจ่าย จําเป็นที่จะต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) หนี้สินของพวกเขา อย่างเหมาะสมเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าประกันสังคมจะช่วยจ่ายรายได้ให้ครึ่งหนึ่งตามกฎ ของกระทรวง แต่ผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีแค่เพียงแรงงานในระบบ ยังมีแรงงานนอกระบบ ในธุรกิจต่าง ๆ กว่า ๓๐ ประเภท เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานบันเทิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ไม่สามารถเข้าถึง ความช่วยเหลือเยียวยาได้เมื่อต้องหยุดงาน อีกทั้งผมต้องขอเรียกร้องไปยังทุนธนาคาร ทั้งของรัฐบาลและของเอกชนในการช่วยล็อกดาวน์ (Lockdown) หนี้สินเพิ่มเติมให้กับพ่อค้า แม่ขาย ธุรกิจเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ต้องโดนล็อกดาวน์ (Lockdown) ไปกับการแพร่ระบาด ในครั้งนี้ด้วย
สุดท้ายครับ สําหรับพี่น้องแรงงานต่างชาติ ถ้ามีการล็อกดาวน์ (Lockdown) หอพักของแรงงานต่างชาติ แต่ไม่มีการช่วยเหลือน้ํา ไม่มีการช่วยเหลืออาหาร ไม่มี การช่วยเหลือเครื่องอุปโภคบริโภคที่เพียงพอ พวกเขาเหล่านั้นก็ต้องดิ้นรนออกมา ซึ่งนี่เป็น เรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นเรื่องการจัดการความเสียหายในการแพร่กระจาย ไปในทางเดียวกัน สําหรับปัญหาเหล่านี้รัฐบาลไม่ต้องกลัวว่าเราจะไม่มีเงินมาแก้ปัญหา เพราะกลางปีรัฐบาลได้ใช้เงินเยียวยาจาก พ.ร.ก. เงินกู้ไป ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือวงเงินเพื่อเยียวยาที่ยังไม่ได้ใช้อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมีเงินจาก พ.ร.ก. ในส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้อนุมัติอีกเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วเรามีเงิน ในการแก้ปัญหาครั้งนี้ ๔.๗ แสนล้านบาทในการต่อสู้กับปัญหา ฉะนั้นรัฐบาลจึงไม่มีข้ออ้างใด ๆ มาให้เหตุผลได้ว่ารัฐบาลไม่สามารถเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ (Lockdown) ดังนั้นรัฐบาลไม่สามารถพูดได้ว่าประชาชนผู้เป็นเจ้าของจะไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถ้วนหน้า เลิกให้ประชาชนแสดงความจนแข่งขันกันลงทะเบียนแย่งเพื่อให้ได้สิทธิที่พวกเขา สมควรจะได้รับอยู่แล้ว ผมไม่อยากเห็นภาพว่ามีคนไปกินยาฆ่าตัวตายที่กระทรวงการคลัง อีกต่อไป เรามีบทเรียนมาแล้วเมื่อต้นปี การดูแลการติดเชื้อต้องควบคู่ไปกับ การประคับประคองเศรษฐกิจ ในขณะที่เราจําเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ แต่ประเทศไทย ต้องเดินหน้าต่อครับ ผมต้องย้ําไปยังรัฐบาลและท่านนายกรัฐมนตรีว่าการระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่ให้การล็อกดาวน์ (Lockdown) ครั้งนี้อยู่ในระดับที่เกินพอดีจนกลายเป็นพิษเศรษฐกิจ ที่ทําให้ประชาชนอดตายแทน เราต้องรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและเศรษฐกิจให้ได้ ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทย บุคลากรของเราจะสามารถทําให้ สถานการณ์คลี่คลายได้แน่นอน แต่รัฐบาลต้องอย่าให้ประชาชนผู้เสียสละต้องสละชีวิต ของตัวเองในการติดเชื้อให้เป็น ๐ ขอบพระคุณท่านประธานครับ