อาคม เติมพิทยาไพสิฐ อธิบายปัญหาโครงสร้างภาษียาสูบตามแนวทาง WHO ที่ทำให้การรับซื้อใบยาจากเกษตรกรลดลง และเสนอแผนเร่งรัดหาพืชทดแทนที่เหมาะสมเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการลดโควตาปลูกยาสูบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากจากท่านนายกรัฐมนตรีให้เป็นผู้ชี้แจงตอบกระทู้ถาม แยกเฉพาะเรื่อง ขอให้ส่งเสริมอาชีพการปลูกใบยาสูบและชะลอการขึ้นอัตราภาษียาสูบ กระผมขอตอบกระทู้ถามของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ ดังนี้นะครับ
ต่อคำถามที่ ๑ นั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเรื่องยาสูบนั้นก็ท่านใช้คำว่า เป็นวิบากกรรม ก็จริง ๆ ก็เป็นเรื่องที่มีปัญหากันมาแต่นานมากแล้วนะครับ ตั้งแต่ ผมรับราชการอยู่ที่สภาพัฒน์ก็ได้เห็นปัญหานี้ในเรื่องของยาสูบ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ทางกระทรวงการคลังนั้นก็อยากจะเรียนว่าการปรับโครงสร้างภาษียาสูบเกี่ยวกับเรื่อง ของการปรับโครงสร้างภาษีนะครับ ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต ปี ๒๕๖๐ นั้นก็เป็น มาตรการหนึ่งซึ่งเราเดินตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกนะครับ หรือดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เพื่อลดการบริโภคยาสูบเพราะเราทราบดีอยู่แล้วว่ายาสูบนั้นก็เป็นสินค้าที่เป็น อันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ซึ่งก็เป็นมาตรการทั่วโลกนะครับ ซึ่งมาตรการดังกล่าวนั้น ก็ก่อให้เกิดการบริโภคบุหรี่ภายในประเทศนั้นลดลง ก็สอดคล้องกับแนวโน้มการบริโภคบุหรี่ ที่ลดลงทั่วโลกเช่นเดียวกันนะครับ อย่างไรก็ตามนั้นในเรื่องของมาตรการการปรับโครงสร้าง ภาษียาสูบนั้นก็ทำให้ราคาขายปลีกบุหรี่นั้นทั้งในประเทศและที่มีการนำเข้าก็มีการปรับราคา ก็มีทั้งเพิ่มขึ้น แล้วก็มีการลดลงด้วยแล้วแต่ประเภท ยี่ห้อต่าง ๆ พวกนี้นะครับ ก็สมควรให้ การยาสูบแห่งประเทศไทย ซึ่งอดีตนั้นก็คือโรงงานยาสูบ ตอนนี้ก็แปรสภาพมาเป็นการยาสูบ แห่งประเทศไทย ก็สูญเสียส่วนแบ่งของการตลาดไปส่วนหนึ่งนะครับ ดังนั้นเพื่อให้ปริมาณ การรับซื้อใบยานั้นสอดคล้องกับสัดส่วนการตลาดที่มันลดลงนะครับ ที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นการยาสูบแห่งประเทศไทยนั้นก็ได้ลดโควตานะครับ ลดโควตาการรับซื้อ ใบยาสูบจากเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบฤดูการผลิต อันนี้พูดถึงปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ก็ลดลงไป ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากตรงนี้เองนั้นรัฐบาลก็ได้ดำเนินโครงการให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบที่ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบฤดูการผลิต ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ซึ่งก็มีทั้งหมดเกษตรกรที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นก็ ๑๕,๐๕๖ ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้นที่ให้การช่วยเหลือ ๑๓๓,๑๓๕,๑๙๓ บาท เพราะฉะนั้นโดยเฉลี่ยแล้ว เกษตรกรรายหนึ่งก็จะได้รับโดยเฉลี่ยก็ประมาณ ๘,๘๖๕ บาทต่อรายในฤดูการผลิต ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ อย่างไรก็ตามเนื่องจากว่าโควตาลดลงนั้นก็มีผลต่อการรับซื้อ ทางกรมสรรพสามิตนั้นก็ได้มีคำสั่งแต่งตั้งเพื่อจะดูว่าการแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น จะทำอย่างไรนะครับ ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานระหว่างการยาสูบแห่งประเทศไทย กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มี ๓ กระทรวงด้วยกัน ก็กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็แน่นอนที่สุดก็เป็นกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาในเรื่องของแนวทางการส่งเสริมเกษตรกรเพาะปลูกพืชชนิดอื่นแทน การปลูกยาสูบ ซึ่งต้องเป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกร แล้วก็พร้อมกับ การแนะนำและประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งก็ขออนุญาตเรียนว่า ในปี ๒๕๖๒ นั้นก็มีการประชุมหลายครั้ง พอมาในปี ๒๕๖๓ นั้นก็เนื่องจากสถานการณ์โควิด (COVID) ก็ว่างเว้นการประชุมไป แต่ว่าเมื่อผมมารับหน้าที่ในเรื่องของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังนั้นก็จะเร่งรัดในเรื่องของคณะทำงานตรงนี้ในเรื่องของการหารือแนวทาง ว่านอกจากการปลูกพืชทดแทนตรงนี้แล้วนี่จะมีแนวทางอะไรที่จะทำให้เกษตรกรนั้นมีรายได้ อย่างน้อยเท่ากับยาสูบที่เขาเคยได้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่าน ส.ส. ว่าแน่นอนที่สุด เมื่อราคายาสูบมันดี ราคามันสูง แต่พอปลูกพืชทดแทนถ้าเป็นพืชที่มีราคานั้นก็ต้องดูว่า เราจะปลูกพืชมีราคาสูงหรือไม่ อย่างไร แล้วก็เหมาะสมหรือไม่ ประเด็นก็อย่างเช่น ขออนุญาตยกตัวอย่างที่ในพื้นที่สูงซึ่งสมัยก่อนนั้นเรามีการปลูกฝิ่นกันตามโครงการของ พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็ปรับเปลี่ยนในเรื่องของการปลูกฝิ่นไปสู่พืชที่มี ราคานะครับ แต่ก็ต้องเหมาะสมกับสภาพอากาศด้วย ปัจจุบันนี้ก็ทำให้รายได้ของเกษตรกร นั้นมีความเท่าเทียมกับในเรื่องของการปลูกฝิ่น ซึ่งก็ทำให้เราเองก็ปลอดจากในเรื่องเป็น แหล่งผลิตในเรื่องของยาเสพติดในโลกด้วย อันนี้ก็เป็นผลดีกับชื่อเสียงของประเทศไทย ก็ขออนุญาตเรียนว่าในคณะทำงานตรงนี้ผมก็จะเร่งรัดให้มีการหาข้อสรุปในโดยเร็ว เมื่อสักครู่นี้พูดถึงปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ นั้นในฤดูการผลิตนี้ กระทรวงการคลังโดยสรรพสามิตนั้นก็ได้ขอจัดสรรงบกลางเป็นจำนวน ๑๕๙.๕๙ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ ด้วย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรปลูกยาสูบที่ได้รับผลกระทบนั้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบังเอิญในปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ นั้นนี่ เรื่องของงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๖๓ งบกลางนั้นก็มีจำกัดนะครับ มีจำกัด เพราะฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าขอให้ชะลอตรงนี้ไปก่อน แต่อย่างไรก็ตามนั้นเนื่องจาก งบกลางมีจำกัด แล้วก็เรายังประสบปัญหาในเรื่องของภัยแล้ง แล้วก็เรื่องอุทกภัยอีก นอกจากนั้นก็ยังมีโครงการที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Virus Corona) ซึ่งก็รวมถึงเกษตรกรด้วย อันนี้อาจจะ ไม่เกี่ยวกับในเรื่องของผลกระทบจากการปลูกยาสูบ แต่ว่าเป็นมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลนั้น ได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนแล้วก็พี่น้องเกษตรกรด้วย เรื่องนี้ก็คือเรื่อง ๕,๐๐๐ บาท ที่จ่ายทันทีในเรื่องของผลกระทบจากโควิด (COVID) ๕,๐๐๐ บาท คูณ ๓ ก็ ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ให้การช่วยเหลือไป เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวนั้นภาครัฐได้เยียวยา ส่วนหนึ่งบวกกับในเรื่องของสถานการณ์โควิด (COVID) นั้นก็ได้เติมเงินเข้าไปให้อีก ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นถ้าหากมีความจำเป็นนะครับ ทางกระทรวงเองก็พร้อมที่จะ นำเสนอเรื่องนี้ต่อรัฐบาลในเรื่องของการเยียวยานะครับ เพราะจำเป็นครับก็เข้าใจเพราะว่า เกษตรกรยังไม่ได้ยกเลิกการผลิตยาสูบทั้งหมด เพราะฉะนั้นเขาก็ยังทำอาชีพนี้อยู่ เพราะฉะนั้นทางเราที่เป็นรัฐบาลนั้นโดยเฉพาะโรงงานยาสูบที่ลดการซื้อลงไปที่จะต้องช่วย ชดเชยให้เขานะครับ ส่วนปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๔ ก็คือปีนี้แล้วก็ทางกระทรวงการคลังก็อย่างที่ ผมกราบเรียนสักครู่นี้ก็ดูสถานการณ์แล้วก็ดูว่างบประมาณรายจ่ายของเรานั้นมีเพียงพอ หรือไม่ อย่างไร แล้วก็จะดูในเรื่องของการให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องต่อไปนะครับ