ณัฐพล ชี้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ต้องแก้ร่วม-ไม่โยนภาระเกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ หารือปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 โดยเรียกร้องให้มีการวิเคราะห์ต้นตออย่างเป็นธรรมทั้งในเมืองและชนบท พร้อมเน้นย้ำความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการไม่ผลักภาระไปยังเกษตรกรและชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพิงการเผาในการเกษตร พร้อมเรียกร้องนโยบายที่คำนึงถึงความยั่งยืนและร่วมมือแก้ไขปัญหาเพื่ออนาคตของทุกคน

นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ผมจะมาขออภิปรายในข้อสังเกตเพิ่มเติมและ ความห่วงใยต่อคำว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในฐานะผู้แทนราษฎรที่มาจากพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ ผมจะขอให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมในมิติของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ พี่น้องกลุ่มเกษตรกรชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ และมิติของคนในเมืองกับคนที่อยู่ในภูธรนะครับ ขณะที่เราอภิปรายกันเป็น ระยะเวลาหนึ่งผมเชื่อว่าพี่น้องที่ฟังอยู่ด้านนอก ขอผ่านท่านประธานไป คำว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) บางท่านอาจจะยังไม่เข้าใจ ยังไม่รู้นะครับ ก็จะผ่านไปทางพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ หรือพี่น้องที่อยู่ด้านนอกที่ไม่เข้าใจ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน ที่มีผลอย่างไรกับร่างกายของมนุษย์ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดมาอย่างไร คืออะไร ย้อนอีกนิดหนึ่งเพื่อความเข้าใจที่จะอภิปรายเพื่อเพิ่มเติมเข้าไปนะครับ พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่ได้เกิดในตัวของมันเอง มันเกิดจากน้ำมือมนุษย์เสียส่วนใหญ่ มนุษย์เป็นผู้สร้าง มนุษย์เป็นผู้ทำให้มันเกิดขึ้นมา ฉะนั้นคำตอบต้นตอของมันต้องค้นหาคำตอบที่ต้นตอ ว่าเกิดอย่างไร แล้ววิธีแก้ไขควรที่จะเป็นอย่างไร แล้วมีอะไรบ้างที่มาทำให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แน่นอนว่ามันเข้าไปในร่างกายมันสร้างปัญหาทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามที่ท่าน ผู้อภิปรายได้อภิปรายมา ฉะนั้นตอนนี้ที่ผมห่วงนะครับ ในมิติที่ผมจะอภิปรายต่อไปคือสังคมส่วนใหญ่เข้าใจพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แยกแยะชัดเจน หรือยังว่าเกิดในเมืองเกิดอย่างไร เกิดรูปแบบไหนบ้าง แล้วที่เกิดจากภูธร กลุ่มชาติพันธุ์ ในป่า ในเขา ในดอยเรามีความเข้าใจอย่างไรแล้วหรือไม่ ผมจะขออภิปรายในส่วนของพี่น้อง กลุ่มชาติพันธุ์ตามนี้นะครับ เพราะสังคมส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งและเข้าใจไปว่าไฟป่า ควันป่า นั้นคือพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ที่เกิดจากน้ำมือของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ถามว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรไม่เผาเพื่อปาก เพื่อท้อง ตอนนี้มีทางเลือก ให้พี่น้องเกษตรกรทำเกษตรรูปแบบไหนบ้าง เห็นด้วยครับว่าควรที่จะใช้เกษตรในรูปแบบ ที่ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมี แต่เกษตรของเรา กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคำตอบให้เกษตรกรไทยและพี่น้องเกษตรกรบนดอย บนชาติพันธุ์แล้วหรือไม่ ในขณะที่ วิถีชีวิตไร่หมุนเวียนพี่น้องกะเหรี่ยงยังมีความจำเป็นจะต้องเผาไร่ แต่ถ้ามีกติกา กฎหมาย พ.ร.บ. บอกว่าห้ามเผา ถามว่าเขาจะอยู่ จะกิน จะใช้ชีวิตอัตลักษณ์ดั้งเดิมอย่างไร จะเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติมกับการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาของคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับ ผมจะขออภิปรายเพิ่มเติมในประเด็นที่พี่น้องที่อยู่พื้นราบ สังคมเมือง ในขณะที่เราเพ่งเล็ง ไปว่าน้ำมือที่เกิดจะเป็นมาจากภูธรจากต่างจังหวัด แต่ผู้แทนราษฎรของเราที่นั่งอยู่ในนี้ มีส่วนในการทำให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ท่านกลับบ้านออกจากห้องประชุมนี้ สตาร์ต (Start) เครื่องรถยนต์เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ทันทีแล้วครับ ไปถึงบ้านอากาศร้อนในเมือง ท่านเปิดแอร์คอนดิชันเนอร์ (Air Conditioner) ระบบแอร์คอนดิชันนิง (Air Conditioning) ก็สร้างพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ยังไม่รวมโรงงาน ยังไม่รวมการก่อสร้าง ฉะนั้นเราต้องแยกแยะ แล้วเขามีความเข้าใจว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เกิดได้ทุกที่ ทุกคนเป็นผู้สร้างพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อยู่บนโลกนี้อยู่ในประเทศที่เราอยู่นี้ ฉะนั้นมีความจำเป็นครับ เมื่อสักครู่ที่ท่าน ผู้แทนราษฎรได้อภิปรายมานะครับ ควันป่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วสังคม ส่วนใหญ่จะมองกลายเป็นว่านั่นคือน้ำมือของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ หรือเกษตรกร เกษตรกรรมที่ใช้การเผา อยากทำความเข้าใจให้กับพวกเราผ่านไปยังพี่น้องที่อยู่ด้านนอก ที่ฟังทั่วประเทศว่าการเผาโดยใช้พื้นที่ไม่กี่ไร่เพื่อเพาะปลูกในการเกษตร เพื่อปาก เพื่อท้อง เลี้ยงลูกเมีย ไม่เป็นปัญหาใหญ่เท่ากับปัญหาที่ทุกคนหรือสังคมเมืองทำให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แน่นอนไม่ได้หมายความว่าเราเห็นดี ผมเห็นดีให้มีการเผา แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่มีทางออกให้เกษตรกร ความจำเป็นในการเผาก็ยังจะต้องมีอยู่ ฉะนั้นผมมีข้อสังเกต และมีข้อห่วงใยว่าการเผาเพื่อปาก เพื่อท้อง เพื่อเกษตร เพื่อเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว ตอนนี้จะกลายเป็นข้อผิดทางด้านข้อกฎหมายกับผู้ที่ไม่มีทางออก ผมมีความกังวลว่า เราเข้าใจในการเผาเพื่อเกษตรกับการเผาที่เผาป่าเลื่อนลอยหรือไฟป่าที่เกิดอยู่ในเขต ป่าอุทยานที่ไม่ใช่เขตเพาะปลูก เราแยกแยะประเด็นนี้แล้วหรือไม่ อย่างไร เรื่องไฟป่า ผมอยากให้ข้อสังเกต พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ปีที่แล้วได้เสียชีวิตในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นกลุ่มเยาวชน เป็นเยาวชนนะครับ ผู้หญิงที่จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สูงอายุที่จังหวัดเชียงราย ไม่ควรที่จะมีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หรือใคร คนใดคนหนึ่งเสียชีวิตในการดับไฟ แต่นั่นก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าแม้เขาประกอบอาชีพด้านเกษตร แม้เขาจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในป่าในเขาในดอย จิตสำนึกในการดับไฟเพื่อให้เห็นภาพว่า เราไม่อยากให้ไฟป่าเกิดในประเทศไทย เราไม่อยากให้ป่าไม้ทรัพยากรของประเทศนี้ถูกเผา ให้เกิดควัน ให้เกิดพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) แล้วแพะทั้งหมดกลายเป็นของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ เราจึงเห็นภาพว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์พยายามเต็มที่ในการดับไฟ นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นภาพ ชัดว่าพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้ละเลย ไม่มีความตั้งใจที่อยากจะเผาป่า แต่เพื่อปากเพื่อท้อง จึงทำความเข้าใจ และอยากจะทำความเข้าใจให้ทุกท่านได้เข้าใจว่าเราอยู่ร่วมกัน ต้องเห็นใจ ร่วมใจกันจะแก้ปัญหาอย่างไร ผมอยากจะเสริมในการแก้ปัญหากรณีไฟป่า เราใช้ทรัพยากร หรืออุปกรณ์ในการดับไฟป่าเพียงพอ ใช้ออกมาเต็มที่แล้วหรือยังนะครับ ผมอยากให้ ทุกหน่วยงานได้พิจารณาในการดับไฟในปีต่อไป เรามีการบูรณาการในการเตรียมพร้อมกับ ไฟป่าแล้วหรือยัง ที่ผ่านมาใช้คนในการดับไฟ เราเห็นแล้วว่ามีการสูญเสียถึงชีวิต ในปีนี้ ในหน้าแล้งที่จะถึงนี้ผมไม่อยากให้ใครสูญเสียชีวิต ไม่อยากให้เด็กต้องกำพร้าพ่อกำพร้าแม่ จึงเป็นภาระของรัฐบาลนะครับ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลโดยตรง ผมอยากเสริมเพิ่มไปว่าหน่วยงาน กองทัพที่มีทรัพยากร มีอุปกรณ์เครื่องบินชินุก (Chinook) ที่มีแรงในการดับไฟในพื้นที่ที่อยู่ ในเขตป่าในเขตอุทยาน ควรที่จะออกมาใช้เพื่อดับไฟ ไม่ควรที่จะให้เป็นภาระของพี่น้อง ชาวบ้านให้ไปสูญเสียชีวิตอยู่กลางป่าอีกครับ

ท้ายนี้ผมอยากฝากความเข้าใจ การปรับความเข้าใจกับทัศนคติของพวกเรา ทุกท่านว่าปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) เป็นภาระของพี่น้องทุกคน ทุกภาคส่วน ทุกอาชีพ เราจะไม่ผลักไสให้เป็นภาระของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในการเป็นผู้รับบาปว่าเป็นกลุ่มที่สร้าง ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ในขณะเดียวกันพี่น้องที่อยู่บนดอยก็จะไม่ผลักภาระหรือ โยนบาปว่าทั้งหมดก็คือพวกคุณที่อยู่ในเมืองนั่นแหละ เราจะมาร่วมหาวิธีแก้ปัญหาพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) อย่างไร ท้ายสุดนะครับ เรามองว่าพีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) คือลมหายใจที่เราจะต้อง ขยับออกไปเพื่อลมหายใจคนไทยทั้งหมดที่พีเอ็ม ๒.๕ (PM 2.5) ไม่มากดทับเราให้เราหายใจ ไม่ออกครับ ขอบคุณท่านประธานครับ